มีคำกล่าวว่า

“ชีวิตคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้ภายใน 2 วิฯ…” วิฯ ที่ว่า ไม่ใช่ “วินาที” แต่มาจาก “วิกฤติ” และ “วิสัยทัศน์” ซึ่งรู้ไหมว่า คนส่วนใหญ่

เปลี่ยนเพราะเจอ “วิกฤติ”

วันนี้ “อาสาม ไทม์แมชชีน” แห่ง ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ กลับมาพบกับ แฟนานุแฟนไทยรัฐออนไลน์อีกครั้ง โดยอยากจะชวนนั่งรถหนีเมืองศิวิไลซ์…หนีชีวิตที่แสนวุ่นวาย รถยนต์มากมาย ตึกสูงระฟ้า มลพิษทั้งทางอากาศ น้ำ เสียง หรือ มลพิษที่ทำให้เกิดอาการหงุดหงิดก็ตาม…

ด้วยระยะทางกว่า 250 กิโลเมตร ในที่สุดเราก็มาถึง “ศูนย์การฝึกปฏิบัติงานวนเกษตรเขาฉกรรจ์ จ.สระแก้ว” ได้โอกาสพบหน้าบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “เทพแห่งเกษตรกร” ไอดอลของคนอาชีพเกษตรกรรม “ดร.เกริก มีมุ่งกิจ” ประธานกรรมการบริหารธนาคารต้นไม้ระดับชาติ และ ผู้ร่วมก่อตั้งโครงการ “คนกล้าคืนถิ่น” ที่ชวนกลับบ้านพัฒนาท้องถิ่นอีกด้วย

แค่ก้าวแรกที่ลงจากรถ ก็พบบ้านหลังน้อย แวดล้อมด้วยแมกไม้นานาชนิด เสียงเป็ด ห่าน ทักทาย “อาสามฯ” และทีมงาน ถือวิสาสะเดินเข้าบ้านชะโงกมอง ก็พบกับ ดร.เกริก ออกมาต้อนรับอย่างอบอุ่น จากนั้นก็ไม่รอช้า หาที่ทางได้ก็เริ่มบทสนทนากันทันที…

ย้อนความหลัง…เล่าเรื่องอดีต จากเด็กโง่ เปลี่ยนแนวคิดการเรียน ชีวิตพลิกผันจนจบ ดอกเตอร์!
ดร.เกริก เริ่มเล่าย้อนความหลังด้วยสีหน้าเปื้อนยิ้มว่า บ้านเกิดอยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี อำเภอศรีมโหสถ ก็แค่ลูกเกษตรธรรมดา พ่อแม่ทำไร่ ทำนา ทำสวน ทำให้ผมชอบทำเกษตรตั้งแต่เด็ก ฐานะก็ยากจน แต่ท่านก็อยากให้เรียนหนังสือ เชื่อมั้ย…ว่าผมมีชุดนักเรียนแค่ชุดเดียว ต้องกลับบ้านและซักตากทุกวัน วันไหนอยากให้เสื้อเรียบ ก็พับไว้ใต้หมอน แทนการรีดผ้า…!

เป็นอย่างไรบ้างครับ แค่เริ่มต้นจาก เด็กชายเกริก เรื่องราวก็น่าสนใจแล้วใช่ไหมครับ ถ้างั้นไม่ต้องรอช้า เรามาต่อกันเลย…

“พ่อผมไม่อยากให้ผมเป็นเกษตรกร เพราะงานเกษตรมันงานหนัก ช่วงหนึ่งผมไม่ไปเรียน ท่านจึงใช้งานผมอย่างหนักให้ทำงานตั้งแต่เช้าจนมืด ท่านไม่ได้โหดร้ายกับเรา แค่อยากจะบอกเราว่าทำเกษตรมันหนัก เหนื่อย และมันจน นี่คือ กุศโลบายที่อยากให้เรากลับไปเรียนหนังสือ ซึ่งก็ได้ผล ผมกลับไปเรียนหนังสืออีกครั้ง”

ดร.เกริก เริ่มเรียนที่ โรงเรียนเทวรักษ์โคกวัด เป็นโรงเรียนคาทอลิก อยู่ที่ จ.ปราจีนบุรี ทำให้นับถือศาสนาคริสต์ จากนั้นได้ย้ายไปที่โรงเรียนประชาสงเคราะห์หัวไผ่ จ.ชลบุรี ต่อด้วย โรงเรียนดาราสมุทรศรีราชา จ.ชลบุรี และจบที่ โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งผมเองสอบชิงทุนได้

“เรียนให้เก่ง” สูตรลับฉบับ ดร.เกริก คำนวณหนังสือ-เฉลี่ยอ่านทุกวัน!

ดร.เกริก บอกกับ อาสามฯ ว่า เขาไม่ใช่คนเก่ง แต่ที่เรียนดีในสมัยก่อนเพราะสมัยนั้นเรียนง่าย ตำราที่ใช้ก็ชัดเจน ไม่ได้มีมากมายเหมือนปัจจุบัน

“ผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้น ผมเรียนแย่มาก สอบตกแล้ว ตกอีก คือสอบตกเป็นว่าเล่น เพราะผมไม่ชอบเรียน ไม่เคยวางเป้าหมายเลยว่าชีวิตนี้อยากจะทำอะไร ก็เลยเรียนแย่แบบนี้มาตลอด แต่พอมาถึงจุดหนึ่งที่คิดว่า เราต้องเรียนแล้ว จึงคิดหาวิธี เรียนอย่างไรให้ได้ดี”

สมัยนั้น 1 วิชาจะมีหนังสือ 1 เล่ม/เทอม สมมติว่าหนังสือ 1 เล่มมี 100 หน้า จากนั้นก็มาคำนวณเวลาเรียนว่า 1 วิชาเราเรียนกี่ชั่วโมง เรียนกี่สัปดาห์ สมมติว่า 1 วิชาเรียน 100 วัน จากนั้นนำจำนวนหน้าหนังสือหารด้วยจำนวนวันที่เรียน ตัวเลขที่ได้ออกมาหมายถึง ผมต้องอ่านหนังสือวันละกี่หน้า เช่น 100 หาร 100 เท่ากับ 1 แสดงว่า ต้องอ่านหนังสือ วันละ 1 หน้า ใช้วิธีนี้กับทุกวิชา อ่านหนังสือทุกวัน อ่านไม่เข้าใจผมก็อ่านใหม่ อ่านซ้ำจนกว่าจะเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจจริงๆ ผมจะขีดเส้นใต้ตรงที่ไม่เข้าใจไว้รอถามอาจารย์ นี่คือวิธีที่ผมใช้ในสมัยนั้นเรียน แต่ปัจจุบันคงเอามาใช้ไม่ได้ เนื่องจากปัจจุบันมีหลักสูตรการเรียนที่ไม่แน่นอน

ปราชญ์แห่งวนเกษตร เล่าต่อว่า หลังจากเรียนจบ ม.6 ต่อ มศว บางแสน หรือ มหาวิทยาลัยบูรพา ในปัจจุบัน จากนั้นก็เรียนจนจบปริญญาตรี 4 ใบ เอกอังกฤษ เอกภาษาไทย นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ส่วนปริญญาโท จบคณะบริหารการศึกษา และปริญญาเอกที่ฟิลิปปินส์ สาขา “วนเกษตร”

เป็นอย่างไรบ้างครับ สูตรลับฉบับ ดร.เกริก พอจะมาปรับใช้ให้กับการเรียนในยุคใหม่บ้างหรือไม่ ใครที่เรียนไม่เข้าใจลองเอาสูตรนี้ไปลองดูก็ได้ ดร.เกริก ไม่หวง…

ทำปุ๋ยไว้ขายได้

เรียนที่ใช่ ทำที่ชอบ ปริญญาเอกจบนอกของ ดร.เกริก เมื่อ ดร.เกริก ได้เล่ามาถึงจุดนี้ ทางทีมข่าวฯ จึงมีความสงสัยว่า ทำไมปริญญาเอกต้องเลือกเรียนวนเกษตร ที่ประเทศฟิลิปปินส์ แล้ววนเกษตรที่เขาเรียนๆ กันมันคืออะไร ดร.เกริก ยิ้มรับ ก่อนอธิบายให้ อาสามฯ และ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ฟังว่า “วนเกษตร” เป็นการเรียนเกี่ยวกับต้นไม้ สาเหตุที่เลือกเรียนวนเกษตร

เพราะเป็นวิชาที่ผมชอบ และที่เลือกเรียนที่ประเทศฟิลิปปินส์ เพราะประเทศไทยเราไม่มีคณะนี้ ประกอบกับประเทศฟิลิปปินส์ เป็นประเทศที่มีความคล้ายคลึงประเทศไทยมากที่สุดในเรื่องของต้นไม้ ภูมิอากาศ ความร้อนชื้น ที่สำคัญ ฟิลิปินส์มีหลักสูตรการเรียนการสอนที่หลากหลาย บางคนไปเรียนรู้เรื่องเกษตรที่คนละซีกโลก พอเอามาใช้มันทำให้เกษตรกรไทยเกิดความเสียหาย เพราะที่เขาเรียนนั้นมีสภาพแวดล้อมต่างจากประเทศไทยมาก

วิกฤติชีวิต จากรวยร้อยล้าน กับอาชีพนายหน้า สุดท้ายจบลงที่วิถีพอเพียง มีความสุขแบบมั่งคั่ง อย่างไรก็ตาม ชีวิตของ ดร.เกริก ก็ไม่ได้สวยหรู และจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงภายใน 1 วิ เช่นเดียวกับคนส่วนใหญ่ นั่นก็คือ “วิกฤติ”

ดร.เกริก หลังจากเรียนรู้ทางด้านเกษตรจบมาจากต่างประเทศ ก็ได้เริ่มอาชีพแรก คือ “พ่อพิมพ์ของชาติ” เขาเริ่มต้นชีวิตครู ด้วยการสอนวิชาอังกฤษ ที่โรงเรียนสันติภาพฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา จากนั้น มาสอนที่ โรงเรียนดาราสมุทร ต่อด้วย ที่โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา และเป็นครูสอนพิเศษบ้าง แต่ก็เจอคู่แข่งสำคัญคือ “เจ้าของภาษา” ซึ่งชาวต่างชาติเริ่มเข้ามาสอนในเมืองไทยมากขึ้น จึงหันเหมาสอนวิชาภาษาไทย เป็นอาจารย์พิเศษ มศว บางแสน บ้าง ในขณะเดียวกัน ก็ทำอาชีพนายหน้าที่ดินด้วย จับมาขายไป รายได้เป็นกอบเป็นกำ จากคนเป็นครูสู่อาชีพนายหน้า ทำให้ ดร.เกริก กลายเป็น “เสี่ยเกริก” รวยอู้ฟู่นับร้อยล้าน แต่มีหรือจะสะกดคำว่า “พอ” ได้

“ชีวิตนายหน้าเริ่มจากมีผู้ปกครองนักเรียนคนหนึ่งโทรหาให้ผมหาที่ดินให้ ทำเลไหนดี ซื้อและมัดจำให้ เพียง 4-5 ปี ผมมีรายได้เกือบ 100 ล้าน ไม่ได้คุยโม้ ตอนนั้น ผมมีชื่อติด 1 ใน 10 คนหนุ่มที่รวยที่สุดในศรีราชา…แต่ความโลภ มันสั่งให้ไม่ยอมหยุด อยากได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งก้าวพลาดครั้งใหญ่ กับที่ดินมูลค่า 1,400 ล้าน ลูกค้ายืนยันว่าจะซื้อในราคา 2,400 ล้าน

ถ้าขายได้แปลว่าจะมีกำไรนับพันล้านบาท เดิมพันครั้งนี้จึงเทด้วยเงินหมดหน้าตักด้วยการวางเงินมัดจำ 240 ล้านบาท แต่แล้วทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่คิด ลูกค้าที่ตกลงบอกจะซื้อก็หายไป ลูกค้าคนอื่นที่ผมหาสำรองไว้ก็ไม่ซื้อ เมื่อไม่มีคนซื้อเงินที่ผมและเพื่อนที่มัดจำไปก็หายเกลี้ยงในพริบตาเดียว ผมกลายเป็นคนไม่เหลืออะไร ขาดทุนย่อยยับ เพราะเงินที่ผมเคยมีก็เอาไปมัดจำหมด เพื่อนที่ร่วมหุ้นกับผมก็ขาดทุนไปตามๆ กัน”

สุดยอดอาหารสำหรับพืช มันคือ “มูลค้างคาว”

อดีตคนหนุ่มที่รวยติดอันดับในศรีราชา กลายเป็นยาจกเพียงชั่วข้ามคืน ดร.เกริก ยอมรับว่าช่วงนั้นเสียใจมาก ลองคิดตาม จากคนที่รวยขนาดนั้น แต่ตกลงมาสู่จุดที่หมดตัวเป็นใครก็ต้องเสียใจ บางคนทำใจไม่ได้ด้วยซ้ำ ต้องจากไปก่อนวัยอันควรก็มี แต่ด้วยความที่ผมเติบโตมาแบบไม่มีอะไร เมื่อผมหมดตัว ไม่มีเงิน ผมก็แค่กลับมาอยู่ในสภาพเดิม

“ดีแล้วที่ตกลงมาจะได้เข็ดกับความโลภสักที”…นี่คือเสียงภรรยาที่เตือนสติในวันที่ไม่เหลืออะไร ดร.เกริก กล่าวต่อว่า การที่ขาดทุนจนหมดตัว ผมว่ามันเป็นบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ ที่สอนผม เปลี่ยนทัศนคติ ทำให้ผมคิดได้ว่า เงินและความโลภไม่เคยทำให้มีความสุข ชีวิตที่มีตอนนั้นหลงลืมครอบครัว มัวแต่คิดว่าจะหาเงินเพิ่มยังไง เวลาให้ครอบครัวก็ไม่มี มัวแต่นัดเจอใครก็ไม่รู้ คุยแต่เรื่องซื้อขาย ยังดีที่มีภรรยาที่ดี ได้ลูกที่ดี เขาไม่เคยซ้ำเติมเลยแต่ก็ได้เตือนสติเรื่องความโลภ

บางคนมีเงินเขาอาจจะมีความสุข แต่มันไม่เสมอไป เพราะคนมีเงินจะทุกข์กว่าคนไม่มีเงิน เขาจะต้องคิดหาวิธีว่าในแต่ละวันจะเพิ่มเงินได้อย่างไร จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมยังไม่เคยเห็นคนที่มีเงินแล้วจะพอ เห็นมีแต่จะเพิ่มเงินกัน เพราะนี้คือมนุษย์ ที่มีกิเลสครอบงำ มีความอยากที่ไม่มีวันสิ้นสุด

ขาดทุนคือบทเรียนสอนชีวิตรู้จัก “พอ” วางแผน 3 ปี ยืดอกเป็น “เกษตรกร” ดร. เกริก เล่าชีวิตหลังผ่านมรสุม ว่า จากเรื่องราวอันเลวร้าย ก็มาอยู่ที่จุดสมดุล จึงมานั่งคิดว่าจะทำอย่างไรให้เรามีความสุขในตอนนี้และบั้นปลายชีวิต จึงเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบพอเพียงตามแนวพระราชดำรัสของในหลวง นั่นคือ กลับไปทำเกษตร ผมเชื่อว่าเกษตรกรเป็นอาชีพที่มั่นคง ไม่ต้องไปแย่งใครทำ ไม่ต้องแข่งขัน และที่สำคัญคือ เป็นอาชีพที่ชอบมาตั้งแต่เกิด จากนั้นจึงเริ่มวางแผน โดยใช้เวลาถึง 3 ปี จึงก้าวมาเป็นเกษตรกรเต็มตัว

วิถีเกษตร ที่มั่งคั่ง ต้องลงพื้นที่ศึกษา

แผนที่วาง ใช้หลักการเดียวกันกับในหลวง ท่านทรงสอนมาตลอด เพราะคิดไว้แล้วว่าจากนี้ จะ “เริ่มใช้ชีวิตจากสิ่งที่มี ไม่เอาเงินมาเป็นตัวตั้ง แต่ผมจะเอาความสุขเป็นตัวตั้ง” โดยเริ่มพิจารณาก่อนว่า เรามีอะไร มีความเสี่ยงคืออะไร ซึ่งตอนนั้น สิ่งที่ผมมีคือ ผมมีเงินติดตัว 2,800 บาท มีหนี้เหลืออยู่จำนวนหนึ่ง มีที่ดินที่ญาติพี่น้อง ให้ผมเช่าไร่ละ 1 พันบาทต่อปี ถึงตอนนี้ผมก็ไม่มีที่ดินของตัวเอง เมื่อผมรู้ว่าผมมีอะไรผมก็เริ่มวางแผน โดยแผนที่ผมคิดมีอยู่ 4 ระยะ คือ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว ระยะถาวร โดยมีรายละเอียดแผนต่อไปนี้

แผนระยะสั้น แผนเดือนต่อเดือน โดยจะวางแผนว่าในแต่ละเดือนในแต่ละวันผมจะทำอะไรบ้าง ซึ่งสิ่งที่ทำในแผนนี้คือ ผมเริ่มหารายได้จากการเก็บกิ่งไม้ที่เขาตัดแต่งกิ่งจากสวนลำไย สวนเงาะ หรือที่เขาทิ้งขว้างมาใช้ให้เกิดประโยชน์ โดยนำมาเผาถ่าน และผลิตน้ำส้มควันไม้

แผนระยะกลาง 1-3 ปี ใช้เวลาว่างจากการเผาถ่าน ผลิตน้ำส้มควันไม้ ผมจะใช้เวลาว่าง ปลูกต้นไม้ กวาดใบไม้ และตัดหญ้าที่มีอยู่ในพื้นที่ของเรา เพื่อนำมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพาะต้นกล้าเพื่อเตรียมไว้ปลูกในคราวต่อไป และปลูกข้าว ปลูกผักสวนครัว

แผนระยะยาว ตั้งแต่ 10 ปีเป็นต้นไป สิ่งที่จะต้องเพิ่มเข้ามาคือ เริ่มปลูกไม้ให้มีความหลากหลายมากขึ้น เลี้ยงสัตว์ ผลิตอาหารสัตว์

แผนสุดท้ายระยะถาวร ตั้งแต่ 15 ปี ไปจนตลอดชีวิตและลูกหลาน คือ การนำไม้ที่เราปลูกมา ดัดแปลง แปรรูป ทำเป็นเฟอร์นิเจอร์ นำมาสร้างบ้าน แต่ผมจะเก็บต้นไม้ใหญ่ไว้ที่มีราคาแพง โดยผมจะปลูกพริกไทยติดกับต้นไม้ใหญ่ไว้ทุกต้นเพื่อสร้างรายได้ในอนาคต

“แผนทั้งหมดที่คิดขึ้นมา ผมทำและใช้มาโดยตลอด จนมาถึงปัจจุบันก็ยังดำเนินตามแผนอยู่ โดยสิ่งที่ผมทำอยู่ตอนนี้คือ เผาถ่าน ทำน้ำส้มควันไม้ เพาะพันธุ์ต้นไม้ ปลูกข้าว ขณะนี้ทำมาได้ 9 ปีแล้วและเริ่มจะเข้าสู่แผนระยะยาว และจากการดำเนินตามแผนมา 9 ปี ผมได้พบกับความสุขที่แท้จริงแล้ว ผมรู้สึกว่า การทำเกษตรทำให้ผมอิ่มตัว ได้เจอความสมดุลในชีวิต เพราะผม พอมี พอใจ พอเพียง มีความสุข แค่นี้ผมก็พอแล้ว” ดร.เกริก กล่าว

ที่อ่านไปทั้งหมดนี้ยังเป็นแค่น้ำจิ้มเท่านั้น ในตอนหน้าอย่าพลาด กับสุดยอดแนวคิดของ “เทพแห่งเกษตรกร” แล้วท่านจะรู้ว่า รวยความสุข…มั่งคั่งอย่างยั่งยืน เป็นอย่างไร

ชมคลิป

ดูเพื่อเป็นแรงผลักดัน

ที่มาข่าว : www.thairath.co.th