” คำว่าเกษตรพอเพียงคงไม่ใช่เพียงแค่ ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์เพียงแค่นั้น “


เกษตรกร เป็นอาชีพเดียวที่หนุ่มสาวใฝ่ฝันหาน้อยที่สุด แม้แต่ลูกเกษตรกรแท้ๆก็ยังไม่อยากจะเป็นเกษตรกรเลย เพราะภาพที่ฝังหัวหนุ่มสาวอย่างพวกเรามาโดยตลอดก็คือ เป็นเกษตรกร มันจน มันเจ็บ เพราะโง่ พ่อแม่ของเราที่มีอาชีพเป็นเกษตรกร ที่เป้นตัวอย่างให้เราเห็นมาตลอดก็คือเป็นเกษตรกร มักจะมีหนี้ท่วมหัว ทำอะไรก็ได้แค่พอกิน หนุ่มสาวอย่างพวกเราก็เลยคิดว่า อาชีพเกษตรมันเป็นอาชีพต้องสาป ทำยังไงก็ไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้ นั่นคือสิ่งที่หนุ่มสาวคิด จึงทำให้หนุ่มสาวทั้งหลาย แสวงหาหนทางที่ดีกว่านั้น ตามแรงขับที่มีอย่างล้นเหลือของหนุ่มสาว ในวันนี้ สังคมเกษตรกรรมจึงเหลือเพียงแค่ คนแก่กับเด็ก เฝ้าเรือกสวนไร่นาไปตามลำพัง แล้วเกษตรกรจะเอาอะไรไปสู้เขาได้ในเมื่อ คนเก่งๆหนีไปรับใช้สังคมอื่นๆหมดแล้ว

แต่ก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว เมื่อยังมีหนุ่มสสาวจำนวนหนึ่ง เลือกที่จะอยู่กับสังคมเกษตรกรรม และทำอาชีพเกษตรกรรมด้วย หลายคนอาจไม่เข้าใจคำว่าอาชีพเกษตรกรรมในสังคมเกษตรกรรม เราคิดว่าเราเป็นลูกชาวนาแล้วเราคงอยู่ในสังคมเกษตรกรรมด้วย บางที มันอาจไม่ใช่ ถ้าเรายังไม่เป็นเกษตรกร แบบครบวงจร และตราบใดที่เรายังไม่ทำให้ครบวงจรจริงๆ ตราบนั้นเรายังห่างไกลนักกับคำว่าสังคมเกษตรกรรม และเกษตรพอเพียง

เกษตรกรรมครบวงจร เป็นอย่างไร

อย่าเพิ่งเข้าใจผิดคิดว่าการที่เราปลูกพืชทุกอย่างเท่าที่จะมีในโลกนี้ และเลี้ยงสัตว์ทุกชนิดเท่าที่มีในโลกนี้แล้ว เราจะเป็นเกษตรกรรมครบวงจร เข้าใจคลาดเคลื่อน นิดหนึ่ง

วงจรของเกษตรกรรมที่แท้จริงมีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ๆที่เกษตรกรพันธุ์ใหม่ต้องทำให้บรรลุ ถ้าทำได้ อาชีพเกษตรกรจะเป็นอาชีพที่ทรงพลังที่สุด

1.การผลิต เกษตรกรส่วนใหญ่จะเก่งมากในเรื่องของการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการปลูกหรือการเลี้ยง และหลายคนก็ดูจะภาคภูมิใจในความเก่งของตนในเรื่องนี้ซึ่งมันก็ไม่ผิด แต่มันไม่เพียงพอ และมันก็จะไม่พอเพียงด้วย เพราะในขั้นตอนการผลิตนี้ เป็นขั้นตอนที่เสี่ยงที่สุดถ้าคิดในแง่ของเศรษฐศาสตร์ นอกจากจะเสี่ยงที่สุดแล้วยังกำไร น้อยที่สุด หลายคนอาจจะบอกว่า ทำแค่พออยู่พอกินก็ได้ ไม่หวังรวย ถ้าเพียงแค่นั้นมันพอเพียงจริง ก็ย่อมสมควร แต่ถ้ามันปลดเปลื้องภาระไม่ได้ ก็จำเป็นที่จะต่องมีขั้นต่อไป และเป้นจุดสำคัญที่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังทำไม่ได้ ทั้งๆที่มันเป็นช่องทางที่จะทำให้เกษตรกร ก้าวเข้าไปสู่ระดับความพอเพียงในระดับขั้นที่สองอีกขั้นหนึ่ง แต่จากอดีตจนถึงทุกวันนี้ เกษตรกรไทยทำได้แค่เพียง ผลิตเท่านั้น

2.การแปรรูป ซึ่งนั่นก็คือการสร้างผลิตภัณฑ์การสร้างโปรดักส์ของตัวเอง ถ้าเราศึกษาดูดีๆเราจะพบว่า การค้าทางด้านการเกษตรนั้นเขาจะลงทุนที่การแปรรูปนี้เป็นหลัก เขาจะไม่ทุ่มการลงทุนไปที่การผลิตเพราะ การแปรรูป อัตราเสี่ยงน้อยกว่าการผลิตและกำไรมากกว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเรื่องไก่ ถ้าเป็นผู้ผลิตเราจะต้องแบกรับภาระทางด้านต้นทุนมหาศาล ไม่ว่าจะเป้นอาหาร ,ยารักษาโรค,ต้นทุนการเสียโอกาส(เวลาที่เสียไปกับการเลี้ยง) แน่นอน พ่อค้าเขาย่อมอยากให้เราผลิตมากๆเพราะยิ่งเราผลิตมากเท่าไหร่ ต้นทุนของเขาก็ต่ำลงเท่านั้น(อย่าไปโทษพ่อค้าเพราะการค้าคือตัวจักรสำคัญที่จะทำให้มนุษย์มีพัฒนาการที่ดี)และยังต้องแบกรับภาระเสี่ยง สำคัญอยู่สองอย่างก็คือ ราคาและ ภัยธรรมชาติ สองเรื่องนี้ผู้ผลิตไม่มีวันที่จะควบคุมได้ ถ้าไม่เรียนรู้ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง แต่ถ้าเป็นการแปรรูปละ่ แน่นอนทุกๆการลงทุนมีความเสี่ยง แต่ว่าการแปรรูปมันเป็นความเสี่ยง ที่ควบคุมได้ เช่น ถ้าปีนี้ ราคาเนื้อไก่ มันต่ำ ก็อาจจะลดกำลังการผลิตลง หรือถ้าเกิดภัยธรรมชาติ ยิ่งดีใหญ่ ราคาไก่พุ่งแน่ หรือถ้าเราเจอเองอย่างน้อยที่สุด บริษัทประกันภัยยังกล้าที่จะรับประกันภัยให้กับกิจการเหล่านี้ได้ แต่คงไม่มีบริษัทประกันภัยที่ไหนรับประกันราคาไก่ หรือรับประกันภัยฟาร์มไก่ในกรณี ไก่เจอโรคระบาด หรือโดนไต้ฝุ่นพัดเล้าไก่พังหรอกนะอาจจะพอมีบ้างที่รัฐเข้ามาโอบอุ้มไว้พอได้บรรเทาแต่มันก็ไม่คุ้มหรอกนะ

3.การจัดการด้านการตลาด ข้อนี้เป็นจุดตายของเกษตรกร ในเรื่องของการแปรรูปก็พอทำได้ แต่ก็มักจะได้ยินคำถามจนชิน ก็คือทำแล้วจะไปขายที่ไหน มันเป็นเรื่องที่เกษตรกรรู้สึกยุ่งยากมากในการที่จะค้นหาคำตอบ และคงยากที่ใครจะมาตอบแทนได้เพราะไม่รู้เหมือนกันว่าท่านขายอะไร ถ้ามาถามผมในฐานะที่ผมเป็นพ่อค้าคนหนึ่งผมก็จะบอกกับเกษตรกรว่าอย่าเลยอย่ามาทำเลยการแปรรูปการตลาดน่ะ พวกคุณทำไม่ได้หรอก และ เกษตรกรก็จะเชื่ออย่างนั้นจริงๆ มันมีอยู่วิธีหนึ่งในการจัดการด้านการตลาดแบบง่ายๆ

3.1 ปัญหาคืออะไร ปัญหาที่ว่าไม่ใช่ปัญหาของเรา แต่เป็นปัญหาของคนอื่นๆเพราะปัญหาของคนๆหนึ่งย่อมเป็นโอกาสของคนอีกคนหนึ่งเสมอ เช่น ปัญหาของชาวนาคือขี้เกียจดำนา มันก็จะกลายเป็นโอกาสของคนขายเครื่องดำนา ฉันใดก็ฉันนั้น
3.2เราจะตอบสนองปัญหานั้นอย่างไร ก็คือเราจะขายอะไรให้เขาล่ะจะได้ช่วยเขาแก้ปัญหาเพื่อที่เขาจะได้ควักธนบัตรใบสวยๆออกมาให้เรา
3.3แล้วสิ่งที่เรามีทำอะไรได้บ้าง ก็คือการกลับมาดูว่าเรามีอะไรในมือแล้วมันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้านไหน แน่นอนถ้าเราเป็นคนขายน้ำแข็งหลอดมันอาจจะไม่เกี่ยวโดยตรงกับชาวนาที่ขี้เกียจดำนา แต่อย่างน้อย ถ้ามีน้ำเย็นๆในกระติกน้ำแข็งของชาวนาผู้ขี้เกียจ มันอาจจะดีสำหรับเขาก็ได้
ทั้ง3ข้อคือปัจจัยที่จะทำให้เราตอบคำถามที่ว่า ทำแล้วจะไปขายที่ไหน ด้วยตัวเราเองได้ ถ้าจะเราแปรรูปข้าว ก็อย่าไปทำแข่งบริษัทยัษ์ใหญ่สิ ทำอะไรก็ได้เกี่ยวกับข้าวที่บริษัทยักษ์ไม่ทำ
เกษตรกรพันธุ์ใหม่ต้องเป็นเกษตรกรที่รักที่จะเรียนรู้ตลอด 24 ชั่วโมง ถนนสายการเกษตรไม่ใช่ถนนสายแห่งความมืดมนหม่นหมองอีกต่อไป เพราะเกษตรกรก็คือผู้สร้างอาหารหล่อเลี้ยงโลก อนาคตนั้นมันสดใสอยู่แล้ว เพราะอย่างน้อยอีกสักร้อยปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ,ทหาร,คงไม่กินลูกปืนแทนข้าวแทนอาหาร,หมอก็คงไม่เคี้ยวเข็มฉีดยาเป็นอาหารว่าง ,นายธนาคารก็คงไม่นั่งรัปประทานธนบัตรเก่าๆอย่างเอร็ดอร่อยดอกนะ

ลองไปชมกันนะครับว่าเกษตรเเบบครบวงจรเป็นอย่างไร

ภาพที่1

ภาพที่2

ภาพที่3

ภาพที่4

ภาพที่5

ภาพที่6

ภาพที่7

ภาพที่8

ภาพที่9

ภาพที่10

ภาพที่11

ภาพที่12

ภาพที่13

ภาพที่14

ภาพที่15

ภาพที่16

ภาพที่17

ภาพที่18

ภาพที่19

ภาพที่20

ภาพที่21

ภาพที่22

ภาพที่23

ภาพที่24

ภาพที่25

ภาพที่26

Leave a comment