ปัจจุบันเกษตรกรไทยเริ่มมีการปรับตัวหันมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อเพิ่มทางเลือกในการสร้างรายได้ให้มากขึ้น และพืชสวนยืนต้นก็เป็นหนึ่งในทางเลือกในการสร้างรายได้ระยะยาวเป็นอย่างดี อย่างเช่นนายจรูญ หวังคู่กลาง อายุ 63 ปี

เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังบ้านลำเพียก หมู่ที่ 11 ต.ลำเพียก อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ซึ่งได้ทดลองปลูกต้นสะตอบริเวณหัวไร่มันสำปะหลัง ไม่ถึง 30 ต้น

เพียงเพื่อหวังร่มเงาให้ได้อาศัยหลบแดดในช่วงทำไร่มันสำปะหลังเท่านั้น แต่มาถึงวันนี้ทิวต้นสะตอที่หัวไร่มันสำปะหลังไม่กี่ต้นแห่งนี้ กลับสามารถทำรายได้ให้ตัวเองถึงปีละเกือบ 100,000 บาท

นายจรูญ หวังคู่กลาง กล่าวว่า การปลูกสะตอของตนเองนั้นเริ่มมาจากเมื่อประมาณ 30 ปีที่แล้ว ญาติทางภรรยาได้นำฝักสะตอจากจังหวัดชุมพรมาเป็นของฝาก 1 กระสอบป่าน ซึ่งในตอนนั้นตนเองและครอบครัวก็กินไม่ทันจนสะตอฝักสะตอเหี่ยวเป็นสีดำ จึงทดลองนำมาเพาะเมล็ด

ซึ่งก็ได้ต้นกล้ามาประมาณ 50 ต้น จึงลองนำมาปลูกที่บริเวณแนวเขตไร่มันสำปะหลังของตนเอง เพียงเพื่อที่จะหวังให้ได้ร่มเงาหลบแดดฝนในยามที่ต้องไปทำไร่มันสำปะหลังเท่านั้น

แต่เวลาผ่านล่วงเลยมาประมาณ 5 ปี ต้นสะตอเติบโตจากทั้งหมดกว่า 50 ต้น เหลืออยู่เพียง 27 ต้น ก็เริ่มให้ผลผลิตทยอยออกฝัก เพราะตนเองดูแลรักษามาอย่างดี

เน้นการหลีกเลี่ยงไม่ให้สารเคมีเข้าไปใกล้ต้นสะตอ ทำให้สะตอเจริญเติบโตได้ดี ปีแรกก็ให้ฝักค่อนข้างน้อย แต่ปีต่อๆมาก็เริ่มให้ผลผลิตจำนวนมากขึ้น จากหลักร้อยฝักต่อต้นมาเป็นหลักพันในปัจจุบัน

นายจรูญ กล่าวอีกว่า แรกๆผลผลิตสะตอที่ได้ ตนเองก็นำมาแจกจ่ายให้กับญาติพี่น้อง และผู้หลักผู้ใหญ่ในอำเภอได้ทดลองชิม และส่วนใหญ่จะชื่นชอบในรสชาติ และบอกว่ามีกลิ่นฉุนน้อยกว่าสะตอจากภาคอื่น กินได้ทั้งเปลือก

จึงเริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลาย จนมีชาวบ้านหลายรายมาติดต่อขอซื้อพันธุ์ไปปลูกตามไร่นาและบ้านเรือนของตนเอง ผ่านมากว่า 30 ปีในวันนี้ ก็เริ่มมีสะตอในหมู่บ้านและตำบลของตนเองเพิ่มมากขึ้น เป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย

จนในช่วงหลังมีพ่อค้าเข้ามาติดต่อขอซื้อกันถึงบ้านกันเลยทีเดียว ราคาที่รับซื้อก็จะซื้อกันแบบฝักต่อฝัก หากฝักที่สมบูรณ์คือมีเม็ดสะตอ 9 เม็ดขึ้นไปก็จะให้ราคาฝักละ 5–7 บาท แล้วแต่ความต้องการของตลาด

ทำให้เฉพาะที่ไร่มันสำปะหลังของตนเองที่มีอยู่ 27 ต้น จะสามารถสร้างรายได้ให้ถึงปีละประมาณ 7–8 หมื่นบาทเลยทีเดียว และหากรวมต้นที่ปลูกอยู่จุดอื่น สะตอจะสามารถทำรายได้ให้กับครอบครัวปีละหลักแสนบาทเลยทีเดียว

ซึ่งถือเป็นพืชทางเลือกที่ให้ร่มเงา เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างรายได้เสริมให้กับชาวไร่ชาวสวนได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว และทุกวันนี้ในพื้นที่ตำบลลำเพียกก็เริ่มมีผู้หันมาปลูกสะตอในที่ว่างกันมากขึ้นจนแทบจะกลายเป็นไม้ประจำบ้านที่ทุกบ้านต้องมีไปแล้ว.