มนุษย์คือสัตว์สังคม ซึ่งคงต้องมีการสังสรรค์กันบ้าง แต่อย่างไรก็ตามทางทีมงานต้องขอออกตัวก่อนว่า ไม่สนับสนุนกับการดื่มแล้วขับเป็นอย่างยิ่ง

เพราะมันเป็นการก่อให้เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันตามมาอยู่บ่อยครั้ง แต่การที่ทีมงานนำข้อมูลตรงนี้มาเสนอก็เพื่อ เหล่านักสังสรรค์ที่เลี่ยงไม่ได้ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ

ทำให้ต้องมีการดื่มน้ำหล่อลื่นสังคมเข้าไปบ้างอย่างช่วยไม่ได้ โดยมีหลากหลายความเชื่อเกี่ยวกับการทำให้ระดับแอลกอฮอล์ลดลง แต่เอาเข้าจริงไม่ได้มีวิธีไหนช่วยได้ถ้าดื่มเกินมาตรฐาน ดังนั้นวันนี้ทางทีมงานจะมาบอกวิธีดื่มแบบผ่านด่านกันครับ

วิธีดื่มเพื่อเอาตัวรอดจากด่านเป่าก็คือ ดื่มแต่น้อยไม่เกินที่กฏหมายห้าม ซึ่งระบุไว้ว่าให้มีระดับแอลกอฮอล์ในกระแสเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น เอาล่ะครับเรามาดูกันดีกว่าว่า หากเกิดเหตุการที่เลี่ยงไม่ได้จริงๆ แล้วจำเป็นต้องดื่ม อาจเพราะเพื่อสังสรรค์ อยู่งานคุยธุรกิจ หรือเพื่อพบปะลูกค้า

ซึ่งกฎหมายอนุโลมให้สามารถดื่มเท่าที่สติสัมปชัญญะของเรายังอยู่ในระดับครบถ้วน ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อคนรอบข้าง โดยแยกประเภทเครื่องดื่มไว้ ถ้าดื่มอย่างใดอย่างหนึ่งไปแล้ว ก็ถือว่าครบโควต้าที่กำหนด ซึ่งมีดังนี้

สุรา – ไม่ควรดื่มเกินกว่า 90cc หรือถ้าจะบอกให้เห็นภาพก็คือผสมเพียง 1 ฝา ต่อแก้ว และไม่ควรกินเกิน 5-6 แก้ว
เบียร์ – ไม่ควรดื่มเกิน 2 กระป๋องเล็ก หรือถ้าหากเป็นจำพวกเบียร์เบาๆ ก็ไม่ควรเกิน 3 กระป๋องเท่านั้นครับ
ไวน์ – ไม่ควรดื่มเกินกว่า 80 cc หรือ ดื่มเพียง 1-2 แก้วเท่านั้นพอครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น หลังจากดื่มแล้วให้ดื่มน้ำเปล่าตามมากๆ ให้ร่างการขับเอาแอลกอฮอล์ออกให้มากที่สุดครับ และควรจะนั่งพักอย่างน้อยๆ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างการขับเอาแอลกอฮอล์ออกจนหมดก่อนนะครับ

แต่ทางที่ดีหากปฏิเสธได้ให้เราเลี่ยงไปจะดีกว่า แต่ถ้าหากไม่ได้จริงๆเพราะสถานะการมันบังคับ ก็ดื่มเอาเท่าที่กฎหมายสั่งก็พอ

เพราะกฎหมายมีช่วงอนุโลมได้นิดหน่อยครับ หรือถ้าเผลอดื่มเกินไปแล้วควรกลับ Taxi รวมไปถึงใช้บริการเช่าคนขับ มาขับรถแทนเราได้อีกด้วยครับ แค่นี้เราก็รอดจากทุกด่านแอลกอฮอล์ กลับบ้านปลอดภัยมาอ่านคอลัมน์ความรู้เรื่องรถในตอนต่อไป ที่จะหาเรื่องใหม่ๆมาประดับสมองกันอีก สวัสดีครับ


.