หลายคนคงรู้จัก “หัวปลี” กันเป็นอย่างดี โดยหัวปลีเป็นส่วนช่อดอกของต้นกล้วย ประกอบด้วย ดอกจริงที่จะถูกหุ้มอยู่ภายในด้วยใบประดับสีแดงขนาดใหญ่ ลักษณะเป็นกาบซ้อนกันจนสุดปลายช่อ คล้ายดอกบัวตูม เมื่อดอกเพศเมียเจริญเป็นผลโดยที่ไม่ต้องได้รับการผสมเกสร จนเป็นกล้วยหวีเล็ก ๆ หรือที่เรียกกันว่า (กล้วยตีนเต่า) ชาวสวนก็จะตัดปลีที่ปลายช่อทิ้ง เพื่อไม่ให้แย่งอาหารที่จะไปเลี้ยงผลกล้วย

ล่าสุด ทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างต่างประเทศได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหลัวปลี เนื่องจากคนเยอรมันนิยมบริโภคหัวปลีแทนเนื้อสัตว์ และแนะนำให้ผู้ส่งออกของไทยเพิ่มทางเลือกการส่งออกผลผลิตเพิ่มมากขึ้นด้วย

โดยนางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต พบว่า นอกจากขนุนซึ่งเป็นผลไม้ที่ได้มีการนำมาใช้ประกอบอาหารแทนเนื้อสัตว์แล้วยังมีหัวปลีที่กำลังได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางในกลุ่มผู้ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ หรือ “วีแกน” เป็นอย่างมาก ทำให้ในตลาดเยอรมนีมีความต้องการหัวปลีเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ หัวปลี ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวเอเชียคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และนำมาใช้ประกอบอาหารมายาวนานแล้ว กำลังเป็นที่นิยมในตลาดเยอรมนี โดยเฉพาะในกลุ่มวีแกน เพราะความเหนียวแน่นของเส้นใย จึงถูกนำมาใช้เป็นทางเลือกในการปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์ และมีข้อดีที่ไม่ทำให้อ้วน ให้พลังงาน 17 แคลอรีต่อ 100 กรัม ทำให้ยิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น

อนึ่ง หัวปลีสามารถนำมาประยุกต์ใช้ประกอบอาหารหลายเมนู เช่น สลัด ยำ หรือแกงกะหรี่ประเภทต่างๆ นำไปชุบแป้งหรือเกล็ดขนมปังทอดกรอบ ทำเมนู Fish and Chips สำหรับวีแกน และล่าสุดหลายเว็บไซต์ได้ให้ข้อมูลและเผยแพร่สูตรอาหารมากมายจากหัวปลี ขณะที่ร้านอาหารที่ไม่ใช่ร้านของคนเอเชีย หรือร้านอาหารออร์แกนิก ต่างก็เริ่มสนใจไอเดียการทำอาหารจากหัวปลี และมีการเพี่มเมนูจากหัวปลีกันมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ตาม นอกจากหัวปลีจะเป็นทางเลือกใหม่สำหรับใช้ปรุงอาหารแทนเนื้อสัตว์ที่กำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มวีแกน แล้ว ยังเป็นที่สนใจของกลุ่มคนทั่วไปที่สนใจลิ้มลองและทดลองทำเมนูอาหารใหม่ๆ หรือแม้แต่กลุ่มคนที่ต้องการลดน้ำหนักหรือควบคุมปริมาณอาหาร

ทำให้หัวปลีมีกลุ่มตลาดที่ค่อนข้างกว้างและเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้น และปัจจุบันเริ่มมีผู้บริโภคแสดงความคิดเห็นในเว็บไซต์ที่จำหน่ายว่าหาซื้อยากมาก และจะต้องคอยติดตามอยู่ตลอดเวลาว่าสินค้าจะเข้ามาเมื่อใด ต้องอาศัยความเร็วในการสั่งซื้อ เนื่องจากสินค้า ในตลาดยังมีไม่มาก จึงเป็นโอกาสสำหรับผู้ส่งออกไทยที่จะทำการขยายตลาดส่งออกหัวปลีเข้าไปยังเยอรมนี

สำหรับคุณค่าทางโภชนาการในน้ำหนัก 100 กรัม จะให้พลังงาน 26 กิโลแคลอรี แคลเซียม 37 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 52 มิลลิกรัม เหล็ก 1.0 มิลลิกรัม วิตามินเอ 283 IU วิตามิน บี 1 0.04 มิลลิกรัม วิตามินบี 2 0.03 มิลลิกรัม ไนอาซิน 0.4 มิลลิกรัม และวิตามินซี 12 มิลลิกรัม

ส่วนประโยชน์และสรรพคุณนั้นมีมากมายอย่างไม่น่าเชื่อ คือ ช่วยให้หน้าอกเต่งตึง สมบูรณ์ ไม่หย่อนยาน,ช่วยในการลดระดับน้ำตาลในเลือดด้วย ,ช่วยบำรุงฟันให้แข็งแรง และช่วยให้ฟันขาวสะอาด, รักษาโรคกระเพราะ และแก้ร้อนใน, ช่วยบำรุงผิวพรรณให้นวลเนียน ดูมีน้ำมีนวล, บำรุงน้ำนมของแม่ลูกอ่อน ที่อยู่ในช่วงให้นมบุตร, หัวปลีดีต่อผู้ป่วยโลหิตจาง และยังช่วยให้เลือดไหลเวียนดี, ช่วยบำรุงลำไส้หัว, ป้องกันกระเพราะ ช่วยแก้ปวดท้อง รักษาโรคกระเพราะอาหารอักเสบ, ยางจากหัวปลีก็ใช้รักษาแผลสด หรือทาบริเวณที่แมลงกัดต่อยได้, หัวปลีมีสรรพคุณดีต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด, ช่วยบำรุงธาตุ บำรุงเลือด เพิ่มความเปล่งปลั่ง ดูมีเลือดฝาด, หัวปลีช่วยรักษาแผลในปากให้หายเร็วขึ้น ช่วยแก้ร้อนใน แผลปากเปื่อย, ช่วยเพิ่มธาตุเหล็กในร่างกาย, แก้ประจำเดือนมาไม่ปกติ

โดยราคาหัวปลีสดหัวละประมาณ 6-8 ยูโร ตามน้ำหนัก 200-300 กรัม หรือกิโลกรัม (ก.ก.) ละประมาณ 25-32 ยูโร หรือกว่า 1 พันบาทต่อก.ก. และหัวปลีกระป๋องยี่ห้อชาวเกาะและอร่อยดี ราคาประมาณ 1.80-1.99 ยูโร