เริ่มต้นจากการปลูกผักเพื่อไว้กินเองในครอบครัว ในพื้นที่เล็กๆที่เหลือข้างบ้านประมาณ 100 ตารางเมตร ปลูกผักง่ายๆที่กินได้ อย่าง พริก มะเขือ ดอกแค ถั่วฝักยาว บวบ แตงกวา ปลูกอย่างละนิดอย่างหน่อย จะได้มีผักหลายๆอย่างกิน ใจคิดแค่นั้น

จนกระทั่งผักที่ปลูกพร้อมใจกันให้ผลผลิตมากมาย จนเหลือกิน เลยลองเก็บไปขาย ไม่น่าเชื่อขายได้หมดเกลี้ยง เก็บเงินใส่กระเป๋ากลับมาบ้าน 50 บาท ดีใจสุดๆตอนนั้น ไม่คิดว่าผักที่ปลูกกินเอง จะได้ขายด้วย เพราะแทบทุกบ้านก็ปลูกผักกินเองอยู่แล้ว

จากความดีใจในวันนั้นกับเงิน 50 บาท เลยคิดต่อยอดไปว่า ถ้าเราปลูกผักมากกว่านี้ เราก็ต้องมีเงิน มีรายได้มากกว่านี้แน่นอน แล้วยิ่งเปรียบเทียบกับค่าแรงที่ไปรับจ้างทั่วไปได้เงินค่าจ้างวันละ 110 บาทแต่นี่อยู่กับบ้านเดินออกไปข้างบ้าน ก้าวสองก้าวก็เห็นเงินหลักร้อยแล้ว ถ้าขยันปลูก ปลูกผักหลายอย่างก็น่าจะขายมีรายได้ดีกว่าการรับจ้างแน่นอน เมื่อคิดได้เช่นนั้นคุณศุภชัย เณรมณี ก็ตัดสินใจว่าจะปลูกผัก เป็นอาชีพหลักเลี้ยงดูครอบครัวแทนการไปรับจ้าง

จากนั้นมาคุณศุภชัย ก็ปลูกผักขายเริ่มจากทำแปลงเล็กๆก่อน แล้วค่อยๆขยายพื้นที่จนทุกวันนี้ปลูกทั้งหมด 24 ไร่มีทั้งพืชผักและไม้ผลโดยการปลูกแบบเกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

แบ่งพื้นเป็นแปลงนา บ่อน้ำ พื้นที่เลี้ยงไก่ไข่ พื้นที่สำหรับปลูกผักและไม้ผล เน้นการปลูกพืชผักและไม้ผลแบบปลอดภัยจากสารเคมี ตลาดจำหน่ายนั้นก็มีหลากหลายเริ่มจากการขายตลาดล่างก่อน ตลาดล่างก็คือ ตลาดทั่วไป ตลาดหลักๆ คือ ตลาดสุพรรณ ตลาดอ่างทองที่ขายอยู่เป็นประจำ

พอมีผลผลิตมากขึ้นก็ขยายตลาดไปขายที่ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง กระทั่งขายส่งให้กับบริษัทและก็ห้างสรรพสินค้า รายได้เฉลี่ยเดือนๆหนึ่งอยู่ที่หลักแสน

คุณศุภชัย เณรมณี หรือคุณกอล์ฟ อายุ 35ปี พื้นเพเป็นคนอ่างทองโดยกำเนิด อยู่บ้านเลขที่65 หมู่ 5 ตำบลมงคลธรรมนิมิต อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง ที่หันหลังให้กลับอาชีพรับจ้าง เป็นกรรมกรแบกหาม ได้ค่าจ้างวันละ110 บาท รายได้ไม่พอจุนเจือครอบครัว

คุณศุภชัย เณรมณี เล่าให้ฟังว่า หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก็ไม่ได้เรียนต่อ ออกมาช่วยครอบครัวทำงานรับจ้างทั่วไป แล้วก็หาโอกาสไปเรียนต่อจนจบมัธยมศึกษาปีที่ 6จากการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ไปสมัครงานอื่นที่นอกเหนือจากกรรมกร ก็ไม่มีหน่วยงานไหนรับเข้าทำงานเลย คุณศุภชัย เลยยึดอาชีพรับจ้างเรื่อยมา

กระทั่งรายจ่ายในครอบครัวไม่พอใช้อย่างหนัก ภรรยาจึงชวนปลูกผักไว้กินเอง จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อผักมาทำข้าว พอดีข้างบ้านมีพื้นที่เหลือประมาณ 100 ตารางเมตร ก็เลยลองปลูกผักกิน พริก มะเขือ ดอกแค ถั่วฝักยาว บวบ แตงกวา ไม่นานผักที่ปลูกก็ออกดอกออกผลเก็บกินแทบไม่ทัน เลยตัดสินใจเก็บไปขาย ได้เงินมา 50 บาท ดีใจมาก ไม่คิดว่าผักที่ปลูกจะขายได้

แต่สุดก็ขายได้ คุณศุภชัย บอกตอนนั้นดีใจมาก หัวใจพองโต คิดต่อยอดได้ทันทีเลยว่า ถ้าเราปลูกผักเยอะกว่านี้ ปลูกๆหลายชนิด เราต้องมีรายได้ดีแน่ๆ เมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพรับจ้าง ที่ต้องทำงานทั้งวันได้เงิน 110 บาท แต่ปลูกผักขายไม่กี่ชั่วโมงได้เป็นเงินหลักร้อย มากกว่าค่าจ้างที่ไปรับจ้างอีก คุณศุภชัย เลยตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนอาชีพจากที่เคยต้องรับจ้างทั่วไปมาปลูกผักขาย น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี

เมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะหันหลังให้กับอาชีพรับจ้างแล้วเดินหน้าทำการเกษตร คุณศุภชัยก็ลงมือปลูกผักโดยเริ่มจากทำแปลงเล็กๆก่อน และถามใจตัวเองว่าเราทำไหวไหม เราพร้อมที่จะทำให้ใหญ่ขึ้นกว่านี้ไหม เมื่อได้คำตอบให้กับตัวเอง คุณศุภชัยก็ค่อยๆขยายพื้นที่เพิ่มมากขึ้นที่ละนิดๆ จนกระทั่งปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกประมาณ 24 ไร่ ในลักษณะเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

โดยปลูกไม้ผลและพืชล้มลุกหลายชนิด คือ แตงกวา บวบ มะระจีน ถั่วฝักยาว เน้นการปลูกพืชแบบห่างไกลสารเคมี แต่เมื่อทำมาได้สักระยะ ผลตอบรับดีมาก ผักที่ปลูกขายดี จนทำให้คุณศุภชัย เริ่มมองหาตลาดเพิ่มขึ้นอีก โดยเฉพาะตลาดผักปลอดสารพิษ และคิดต่อไปว่าจะทำพืชผักแบบปลอดสารพิษอย่างจริงจัง

นอกเหนือจากการหาตลาดแล้วคุณศุภชัย ยังหาความรู้เรื่องการปลูกผักแบบปลอดพิษด้วย จนกระทั่งได้เข้าร่วมโครงการ Young Smart Farmer คุณศุภชัย อธิบายให้ฟังว่า โครงการนี้เน้นสร้างแนวคิดให้เกษตรกรมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ มีความสามารถด้านการผลิตและการตลาดในระดับที่พร้อมเป็นเจ้าของฟาร์มมืออาชีพ คุณศุภชัย เล่าต่อว่า หลังจากเข้าร่วมโครงการนี้ทำให้ได้แนวคิดและความรู้ใหม่ๆเพิ่มมากขึ้น จนทำให้คุณศุภชัย หันมาปลูกพืชผักปลอดสารพิษมาตรฐาน GAP

บนพื้นที่ 24 ไร่ของคุณศุภชัย เณรมณี แบ่งพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนต่างๆในการทำการเกษตร ในลักษณะเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยมีพื้นสำหรับทำนา พื้นที่ปลูกไม้ผล คือ มะม่วง มะพร้าวกล้วย พื้นที่สำหรับปลูกพืชผัก แตงกวา บวบ ถั่วฝักยาว มะระจีน พื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์ ซึ่งคุณศุภชัยได้เลี้ยงไก่พันธุ์ไข่ไว้ และสุดท้ายทำเป็นแหล่งน้ำ ขุดบ่อไว้กักเก็บน้ำ

คุณศุภชัย เณรมณี อธิบายให้ฟังว่า ที่ฟาร์มจะทำการปลูกพืชผักปลอดสารพิษตามมาตรฐาน GAP ทั้งหมด ซึ่งคุณศุภชัยได้อธิบายให้ฟังต่อว่า การปลูกผักในระบบ GAP หมายถึงการปฏิบัติในการผลิตพืช เพื่อให้ผลผลิตได้มาตรฐาน ปลอดภัยและปลอดจากศัตรูพืชและคุณภาพปลอดภัย สำหรับขั้นตอนในการปลูกพืชผักในระบบ GAP ต้องเริ่มจากการยื่นใบสมัครที่สำนักงานเกษตรอำเภอ

จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่มาให้คำแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติต่างๆ เมื่อลงมือปลูกก็ต้องทำตามขั้นตอนต่างๆอย่างเคร่งครัด จากนั้นจะมีเจ้าหน้าที่จากกรมวิชาการเกษตรมาตรวจประเมินตามขั้นตอนที่ระบุไว้ 8 ข้อ ก็จะมีเรื่อง

1.แหล่งน้ำที่สะอาดปราศจากสารพิษ

2.ปลูกพืชในพื้นที่ดีไม่มีเชื้อโรคและสารพิษปนเปื้อน

3.ใช้และเก็บปุ๋ย เก็บสารเคมี อย่างถูกต้องเป็นระเบียบ

4.มีการวางแผนการปลูก การเก็บเกี่ยว

5.หมั่นสำรวจศัตรูพืชและป้องกันกำจัดอย่างถูกต้อง

6.มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตถูกเวลาและถูกวิธี

7. มีการขนย้ายและเก็บรักษาผลผลิตที่สะอาดและปลอดภัย

8.มีการจดบันทึกขั้นตอนการปฏิบัติทุกขั้นตอน เพื่อการตรวจสอบในภายหลัง เจ้าหน้าที่เขาจะดูว่าเราทำถูกต้องหรือไม่ หากผ่านไม่ครบทุกข้อ ก็ต้องมีการปรับปรุงแก้ไข ให้ผ่านทุกข้อเสียก่อน จึงจะออกใบรับรองแปลงหรือใบ Q

แม้ขั้นตอนในการปลูกพืชผักในระบบ GAP จะดูยุ่งยาก แต่คุณศุภชัย คิดว่า ถ้าเราทำได้และผ่านทุกขั้นตอน ผู้บริโภคจะได้กินผักที่ปลอดจากสารพิษ และที่ดีไปกว่านั้นคุณศุภชัย บอกว่า การทำพืชผักในระบบ GAPให้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมกับเกษตรกร ทางตรงก็คือ ตัวเราเองก็ไม่ต้องสัมผัสกับสารเคมี ไม่ต้องใช้สารเคมี หรือถ้าหากจำเป็นต้องใช้ก็ใช้ในปริมาณที่เหมาะสมและใช้อย่างถูกวิธีด้วย สุขภาพร่างกายก็แข็งแรง ผู้บริโภคได้กินผักที่ปลอดสารพิษตกค้าง ทางอ้อม คือ อย่างน้อยฟาร์มของผมก็ส่วนช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อม

สำหรับพืชผักที่ปลูกส่วนใหญ่ จะเป็นพืชล้มลุก เพราะอายุสั้นให้ผลผลิตไว พืชหลักๆที่ปลูกก็จะเน้นปลูกแตงกวา ปลูกประมาณ 3 ไร่ เพราะแตงกวา เป็นพืชที่ตลาดต้องการตลอดปีและทำเงินได้เร็วดี ใช้ระยะเวลาปลูกประมาณ 30-35วัน ก็เก็บขายได้แล้ว

เมื่อมีผลผลิตแล้วยังเก็บขายต่อไปได้อีกนานกว่า 1 เดือน ส่วนวิธีการปลูกจะเป็นแบบยกร่อง ปลูกเป็นแถวคู่ ขุดหลุมลึกลงไปในดิน 2.5 เซนติเมตร ใช้เมล็ดหยอดหลุม 3-5 เมล็ด แล้วกลบด้วยปุ๋ยคอกตามด้วยคลุมด้วยฟาง รดน้ำเช้าเย็น เมื่อแตงกวางอกและมีใบจริง 2 ใบ ก็ถอนทิ้งให้เหลือหลุมละ 1-2 ต้น เมื่อเถาแตงอายุได้ 14 วัน จะเริ่มเลื้อย ก็ทำค้างโดยใช้ไม้ปักหลุมละ1 อัน และให้หลักเอนเข้าหากัน และมัดไว้ด้านบน

การดูแลรักษา หลังจากปลูกไปแล้ว 3-5 วันเมล็ดจะเริ่มงอกและมีใบจริงประมาณ 2-3 ใบก็เริ่มดูแลโดยการใส่ปุ๋ยทุกๆ 2-3 วัน ใส่ปุ๋ยน้อยๆ ปุ๋ยที่ใส่จะเป็นฮอร์โมนที่เราผลิตขึ้นมาเอง ฉีดพ่นทุก 2-3 วัน หากพบว่าผักที่ปลูกมีโรคแมลงมารบกวน ก็จะใช้สารชีวภัณฑ์ ที่ไม่เป็นอันตรายมากต่อผู้บริโภคฉีดพ่น

นอกจากปลูกแตงกวา เป็นพืชหลักแล้วยังปลูกผักอื่นๆ อีก เช่น บวบ มะระจีน ถั่วฝักยาว แต่คุณศุภชัยจะใช้วิธีการปลูกแบบหมุนเวียนสลับปลูกพืชไปทีละอย่างทีละแปลง คือหลังจากเก็บผลผลิตหมดแล้ว ก็จะไถตากดินปรับสภาพดินแล้วจึงค่อยปลูกพืชที่ไม่ซ้ำกับพืชที่ปลูกมาก่อน อย่างแปลงที่เคยปลูกแตงกวาก็จะเปลี่ยนมาปลูกถั่วฝักยาวแทนสลับกันไปเรื่อยๆแบบนี้ คุณศุภชัยบอกว่า การปลูกพืชแบบนี้จะทำให้ได้ผลผลิตตลอดทั้งปี ทำให้ไม่มีโรคแมลงมารบกวนเป็นกลยุทธ์ในการหลอกแมลงได้อีกวิธีหนึ่งด้วย

ช่องทางการตลาด : เนื่องจากแตงกวาเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการตลอดทั้งปี ทำเงินได้เร็ว ช่องทางการขายมีทั้งแบบขายปลีกและขายส่ง ในส่วนของการขายปลีกจะขายที่ตลาดสุวรรณ จ.อ่างทอง ส่วนการขายส่งจะมีขายหลายตลาดเริ่มจากการขายตลาดล่างก่อน ตลาดล่างก็คือ ตลาดทั่วไป ตลาดหลักๆ คือ ตลาดสุพรรณ ตลาดอ่างทองที่ขายอยู่เป็นประจำ พอมีผลผลิตมากขึ้นก็ขยายตลาดไปขายที่ตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง กระทั่งขายส่งให้กับบริษัทและก็ห้างสรรพสินค้า ทุกวันนี้ขายเฉพาะแตงกวาอย่างเดียว วันหนึ่งก็รับประมาณ 7,000-8,000ต่อวัน ยังไม่รวมผักชนิดอื่น แต่ถ้ารวมขายผักชนิดอื่นๆด้วย วันหนึ่งก็ได้เงินวันละประมาณ 10,000 -15,000 บาทขึ้นไป เดือนๆหนึ่งคุณศุภชัยมีรายได้ 300,000-400,000 บาทเลยทีเดียว

ข้อเสนอแนะจากเกษตรกร : การเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ “สมาร์ทฟาร์มเมอร์” ผมมองว่า เส้นทางนี้เป็นเส้นทางเลือกที่ดี แต่เกษตรกรรุ่นใหม่ต้องมีแนวคิดใหม่ๆ พยายามศึกษา เรียนรู้การทำเกษตรรูปแบบใหม่ๆอยู่เสมอ ไม่ควรยึดติดอยู่กับการทำเกษตรแบบเก่า

การเป็นเกษตรกรที่ดีและประสบความสำเร็จ นอกเหนือจากจะมีกระบวนการผลิตที่ดี มีผลผลิตดีแล้ว การมองหาช่องทาง รู้จักหาตลาด เพื่อให้ผลผลิตขายได้ รู้จักลดต้นทุน เพื่อเพิ่มกำไรและรายได้ เพราะทุกวันนี้การทำเกษตรสามารถแปลงเป็นการทำธุรกิจได้ ถ้าเกิดเรามีใจรัก แล้วเราก็เข้าใจการทำการเกษตร

อาชีพนี้สร้างความมั่นคงให้กับเกษตรกรได้ดีเทียบเท่ากับอาชีพอื่นได้เลย แต่มีข้อดีมากกว่า คือ การเป็นเกษตรกรไม่ได้ต้องทำงานไกลบ้าน ได้อยู่กับครอบครัว ได้กินอาหารและพืชผักที่ปลอดสารพิษ ได้อยู่กับธรรมชาติ สุขภาพร่างกายแข็งแรง

และที่สำคัญเกษตรกรยังเป็นบุคคลสำคัญในการสร้างและผลิตอาหารเลี้ยงปากเลี้ยงท้องคนในชาติอีกด้วย เพราะฉะนั้นใครที่มีใจรักอยากเป็นเกษตรกร แนะนำว่าอย่าหยุด การทำการเกษตรเป็นการเรียนรู้ที่ไม่จบสิ้น ยิ่งเราเข้าไปเรียนรู้มากเท่าไหร่ จะเข้าใจการเกษตรมากเท่านั้น

ส่วนใครที่สนใจอยากทำการเกษตรแบบผสมผสานตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หรืออยากขอคำแนะนำคุณศุภชัย เณรมณี ก็ยินดีให้คำปรึกษาเสมอ

ที่อยู่และช่องทางการติดต่อ : ศุภชัย เณรมณี ฟาร์มศุภัสสร บ้านเลขที่65 หมู่ 5 ตำบลมงคลธรรมนิมิต อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง 14160 โทร 094 491 8133


เรื่อง/ภาพโดย : ทีมงานรักบ้านเกิด.คอม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่นี่