กระแสแรง แห่เก็บต้นอังกาบหนู ยาย 81 ปี ต้มดื่ม เนื้องอกหาย-สุขภาพดีขึ้น

0
142

หลังจากที่มีข่าวว่า “ต้นอังกาบหนู” มีสรรพคุณสามารถช่วยรักษาโรคมะเร็งให้หายได้นั้น ทำให้มีชาวบ้านในหลายจังหวัดแห่ไปเก็บจนเหี้ยน

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้พูดคุยกับ นายบุญช่วย วิบูลย์อรรถ อายุ 39 ปี หลานชายของ คุณยายจุ๋น วิบูลย์อรรถ อายุ 81 ปี ชาวบ้าน อ.ศีขรภูมิ จ.สุรินทร์ เล่าให้ทีมข่าวฟังว่า ยายของตนป่วยเป็นเนื้องอกใต้ตับ 2 ก้อนขนาดใหญ่ ตั้งแต่ 3 ปีที่แล้ว แต่หมอยังไม่ได้สรุปว่าเป็นมะเร็ง โดยคุณยายต้องนอนรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลเดือนครึ่ง และหมอก็อนุญาตให้กลับมาอยู่บ้าน จากนั้น ยายก็จะมีอาการเจ็บปวด จนทนไม่ได้ จึงเอาใบของต้นอังกาบหนู 3 ใบมาให้เคี้ยว ก็มีอาการดีขึ้น สามารถนอนหลับได้ไม่ค่อยเจ็บปวด ต่อมาพอเคี้ยวไปเคี้ยวมายายไม่มีฟันเคี้ยวก็เลยเอาใบไปต้มให้ดื่มแทน โดยจะดื่มเหมือนน้ำชาทุกวัน เช้า กลางวัน เย็น

“คุณยายแกดื่มตั้งแต่วันที่กลับมาที่บ้านจนวันนี้ก็ 4 ปีแล้ว จากเดิมที่แกคิดว่าจะไม่รอดแล้ว พอไปหาหมอเพื่อเอกซเรย์ล่าสุด หมอถามว่ากินยาต้มไหม ก็ไม่กล้าจะบอกหมอว่ากิน แกก็โกหกหมอว่าไม่ได้กินยาต้ม หมอก็บอกว่า คุณยายก้อนเนื้อที่มันโต ตอนนี้มันฝ่อ มันยุบแล้วนะ เพราะยายแกมีอาการดีขึ้น และก่อนหน้านี้ที่แกไม่ไหวแล้ว แกยกมือท่วมหัวว่าถ้าหายป่วยจะทำบุญผ้าป่า 11 กอง ตอนนี้แกหายเจ็บหายปวดแล้ว แกก็เลยเรียกลูกหลานไปทำบุญ” หลานชายยายจุ๋น กล่าว

อย่างไรก็ตาม นายบุญช่วย ยังกล่าวต่อว่า ทุกวันนี้ยายจุ๋นยังต้มใบอังกาบหนูดื่มอยู่ตลอด แม้ว่าจะไม่เจ็บไม่ป่วย และตนก็ไม่อยากจะฟันธงว่า ที่คุณยายหายจากเนื้องอกเป็นเพราะดื่มน้ำต้มใบอังกาบหนู เพราะคุณยายก็ได้รักษากับแพทย์แผนปัจจุบัน ทานยา ปฏิบัติตัวตามที่หมอสั่งทุกอย่าง

เว็บไซต์ Medthai ให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นอังกาบหนู ว่า มีชื่อวิทยาศาสตร์ Barleria prionitis L. มีชื่อท้องถิ่นอื่นๆ ว่า เขี้ยวแก้ง เขี้ยวเนื้อ อังกาบ มันไก่ เป็นต้น ลักษณะของต้นอังกาบหนู หรือ ต้นอังกาบเหลือง เป็นไม้พุ่มเตี้ย มีความสูงประมาณ 1-1.5 เมตร แตกกิ่งก้านจำนวนมาก มีลำต้นเกลี้ยง มีหนามยาวอยู่รอบข้อ หนามมีความประมาณ 1-2 ซม. มักพบขึ้นหนาแน่นเป็นวัชพืชอยู่ตามเขาหินปูนในที่แห้งแล้งทางภาคใต้และภาคตะวันตกเฉียงใต้ของไทย และมีเขตการกระจายพันธุ์ทั่วไปในแอฟริกา ปากีสถาน อินเดีย พม่า มาเลเซีย รวมไปถึงภูมิภาคอินโดจีน

ต้นอังกาบหนู ยังมีสรรพคุณมากมาย เช่น ดอกอังกาบนำมาตากแห้งใช้ปรุงเป็นยาสมุนไพร ช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ช่วยเจริญธาตุไฟได้ดีมาก รากหรือใบใช้เป็นยาลดไข้, ช่วยแก้หวัดด้วยการนำใบมาคั้นกิน, ช่วยขับเสมหะด้วยการใช้รากของดอกอังกาบสีเหลืองที่ตากแห้งแล้วนำมาต้มเป็นยาดื่ม, ใบอังกาบหนูใช้เคี้ยวแก้อาการปวดฟันได้, ช่วยป้องกันและแก้อาการท้องผูก อาหารไม่ย่อย, ช่วยแก้อัมพาต รักษาโรคปวดตามข้อ โรครูมาติซั่ม หรือใช้ทาแก้อาการปวดหลัง แก้ปวดบวม

หาคำตอบจากแพทย์แผนไทย “อังกาบหนู” รักษามะเร็งได้จริงหรือ?

ด้าน นพ.ขวัญชัย วิศิษฐานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันการแพทย์แผนไทย ได้ให้ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับ “ต้นอังกาบหนู” ว่า เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน ตามองค์ความรู้ของแพทย์อายุรเวช ประเทศอินเดีย พบว่า อังกาบหนู มีการใช้ในตำรับยา มีสรรพคุณลดไข้ แก้การอักเสบ ในอินเดียมักใช้รักษาแผล แต่ไม่ได้มีข้อมูลที่มีการบันทึกไว้ว่าเป็นยาสมุนไพรที่ใช้รักษามะเร็ง

“จากการที่ชาวบ้านนำมาใช้ตามที่เป็นข่าวนั้น น่าจะเป็นลักษณะของการเสริมร่วมกับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน และยังไม่มีข้อมูลว่า อังกาบหนู สามารถรักษา “มะเร็ง” ได้จริง ส่วนที่มีข่าวว่า มีผู้ป่วย 5 รายเป็นมะเร็ง และนำใบอังกาบหนูมาต้มกินและหาย คิดว่าต้องมีการตรวจสอบทั้ง 5 ราย ว่ามีผลการตรวจวินิจฉัยจากโรงพยาบาลยืนยันชัดเจนว่าเป็นมะเร็งจริง และเป็นมะเร็งส่วนไหน ลุกลามมากน้อยแค่ไหน ส่วนที่กินแล้วหายคือหายประมาณไหน อาการดีขึ้น หรือเซลล์มะเร็งหายไปเลย ต้องพิสูจน์ยืนยันอีกครั้ง เบื้องต้น ได้ส่งแพทย์แผนไทยลงไปในพื้นที่แล้ว” ผอ.สถาบันการแพทย์แผนไทย กล่าว

นำส่วนประกอบต้นอังกาบหนู ต้มดื่ม อันตรายถึงตายหรือไม่?

นพ.ขวัญชัย กล่าวว่า หากนำมาต้มดื่มคล้ายกับเป็นน้ำชา ปริมาณของตัวยาก็ยังอยู่ในปริมาณน้อย ไม่สูงมาก น่าจะกินในลักษณะของการช่วยบำรุงร่างกายมากกว่า ฉะนั้นถ้ากินในลักษณะนี้ปริมาณยาไม่สูง จึงไม่น่าจะมีผลข้างเคียงอะไรมากมาย แต่ด้วยความเป็นสมุนไพรที่มี “รสเย็น” และมี “รสเมา เบื่อ” ผสมอยู่ด้วย ซึ่งจะมีความเป็นพิษอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต อาจจะทำให้เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน จึงอยากจะแนะนำว่า ไม่ควรกินต่อเนื่องกันเกิน 7 วัน แต่ไม่ใช่กินทุกวัน 3 เดือนก็อาจจะมีพิษสะสมในร่างกายได้

“การกินอังกาบหนู ขณะที่ป่วยเป็นมะเร็ง ไม่ได้ทำให้อาการของโรคลุกลามมากขึ้น มันไม่เกี่ยวกัน มะเร็งลุกลามไปตามธรรมชาติ และหากอยากลองนำใบอังกาบหนูมาต้มดื่มกิน ก็สามารถทำได้ ไม่ได้เป็นการรบกวนการรักษาทางแผนปัจจุบัน แต่ไม่ควรต้มดื่มอย่างเดียว ต้องรักษาทางการให้คีโม ผ่าตัด ฉายแสง เคมีบำบัดตามที่แพทย์แนะนำด้วย” ผอ.สถาบันการแพทย์แผนไทย อธิบาย

แพทย์แผนไทย แนะ วิธีดื่มสมุนไพรอย่างไรให้ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ

นพ.ขวัญชัย ยังแนะนำถึงหลักเรื่องการกินสมุนไพรด้วยว่า ให้เริ่มต้นน้อยๆ เช่น วันแรกนำใบอังกาบหนูมาต้มดื่มครึ่งถ้วยก่อน เพื่อดูปฏิกิริยาของร่างกายว่าตอบสนองต่อสมุนไพรที่ใช้อย่างไร เมื่อดื่มไปแล้วทำให้กินข้าวได้ นอนหลับสบาย จากอาการไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวดีขึ้น วันที่สองก็เพิ่มเป็นดื่ม 1 ถ้วย เมื่อปฏิกิริยาของร่างกายดีขึ้น วันที่สามก็เพิ่มเป็น 2 ถ้วยต่อวัน แต่อย่างที่กล่าวข้างต้น เมื่อดื่มได้ 7 วันก็หยุดพัก 3 วัน และค่อยกลับมาดื่มใหม่ วิธีการดื่มลักษณะนี้ไม่อันตราย ปลอดภัยแน่นอน

“ผมคิดว่าน่าเห็นใจผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งนะครับ โดยเราก็ต้องยอมรับว่าการรักษาทางการแพทย์ตะวันตก แพทย์แผนปัจจุบันนั้น ไม่สามารถดูแลรักษาโรคมะเร็งให้หายได้ทุกราย ดังนั้น หากประชาชนจะไปทดลองใช้การแพทย์ทางเลือก สมุนไพร แพทย์แผนไทย เข้าไปผสมผสาน ผมคิดว่าน่าจะเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้มีทางเลือก” ผอ.สถาบันการแพทย์แผนไทย กล่าวด้วยความเห็นใจ

วิจัยสมุนไพรใช้เวลา 5-10 ปี ใช้เงินชนิดละ 10 ล้านบาทขึ้นไป เตรียมวิจัยกัญชารักษามะเร็ง

นพ.ขวัญชัย กล่าวว่า ในภายภาคหน้า จะนำ “ต้นอังกาบหนู” มาวิจัยสรรพคุณรักษามะเร็งหรือไม่นั้น คงต้องดูข้อมูลก่อน เพราะว่าสมุนไพรในเมืองไทยมีจำนวนมาก หากเปิดรับให้มีการวิจัยในทุกตัว จะสิ้นเปลืองงบประมาณมาก เพราะการวิจัยว่าสมุนไพรชนิดนี้สามารถรักษามะเร็งได้หรือไม่นั้น จะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5-10 ปี แต่ละชนิดใช้เงินประมาณ 10 ล้านบาทขึ้นไป ฉะนั้น หากจะนำสมุนไพรทุกตัวมาวิจัย ทางหน่วยงานไม่มีงบประมาณเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยงานกำลังเก็บข้อมูลวิจัยสมุนไพรไทยอยู่ โดยบางตำรับใช้ได้กับการรักษามะเร็งบางอวัยวะ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งปอด จึงต้องศึกษาวิจัยให้ละเอียดลึกซึ้ง ว่า ผู้ป่วยเป็นมะเร็งชนิดนี้ จะต้องปรุงยาตำรับนี้ เพื่อใช้รักษา และที่กำลังจะเพิ่มเติมขึ้นมาในช่วงปี 2 ปีนี้ คือ การใช้กัญชาในการรักษามะเร็งด้วย

ผอ.สถาบันมะเร็ง ชี้ สมุนไพรไทยยังไม่มีผลวิจัยรักษามะเร็ง

ขณะเดียวกัน นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผู้อำนวยการสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวยืนยันด้วยว่า ในทางการแพทย์ยังไม่มีผู้ป่วยที่กิน หรือดื่มส่วนประกอบต่างๆ ของต้นอังกาบหนู แล้วจะสามารถหายจากโรคมะเร็งได้ ส่วนที่เป็นข่าว เป็นเพียงคำบอกเล่าของชาวบ้านเท่านั้น และก็ยังไม่มีงานวิจัยใดๆ มารองรับในเรื่องนี้ นอกจากนี้ สมุนไพรไทยอื่นๆ ที่คาดว่าจะรักษาโรคมะเร็งได้นั้น ยังอยู่ในช่วงของการวิจัย ยังไม่ได้มีอะไรยืนยันชัดเจน.

อ่านข่าวต้นฉบับ