สายเขียวปาดน้ำตา!!! ต่างชาติชี้ ‘กัญชาไทย’ สกัดน้ำมันทำยาดีสุดในโลก

0
292

เมื่อวันที่ 30 มี.ค. นพ.โสภณ เมฆธน ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) กล่าวถึงกรณีผู้บริหารองค์การเภสัชกรรมเดินทางไปศึกษาดูงานการปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่ประเทศแคนาดา

ซึ่งต่อมาหนุ่มไทยที่เป็นผู้นำคณะฯ เดินทางไปครั้งนั้นได้เสนอให้ประเทศไทยแก้กฎหมายเพื่อนำกัญชามาใช้ในทางการแพทย์ มีการตั้งคณะทำงานเฉพาะ และต้องเป็นการปลูกแบบโรงเรือนเพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย ไม่ใช่การปลูกแบบไร่ ว่า จากการศึกษาดูงานเรื่องกัญชาทางการแพทย์ที่ประเทศแคนาดา พบว่ามีการอนุญาตให้นำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ตั้งแต่ปี 2554 (ค.ศ.2001)

โดยออกประกาศว่าโรคที่สามารถใช้กัญชาบำบัดได้ เช่น อาการปวดเรื้อรัง อาการทางสมองบางอย่าง เป็นต้น ทั้งนี้คนไข้ที่มีใบสั่งแพทย์จะสามารถปลูกกัญชาได้คนละ 4 ต้น เพื่อใช้รักษาอาการ แต่ก็พบว่ามีปัญหาเรื่องคุณภาพของกัญชาไม่เท่ากัน และมีการลักลอบนำไปขายในตลาดมืด

จึงมีการออกกฎหมายใหม่อนุญาตให้มีการตั้งโรงงานปลูกกัญชาทางการแพทย์ได้ เพื่อควบคุมคุณภาพของกัญชาให้เท่ากัน และควบคุมป้องกันการเล็ดลอดออกสู่ภายนอกอย่างเข้มงวด มีการบันทึกการปลูก รายงานการใช้ต่อรัฐบาล

นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า ที่ไปศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เปิดดำเนินการมาได้ประมาณ 4-5 ปี โดยมีการปลูกภายในโรงเรือน เนื่องจากแคนาดาเป็นประเทศเมืองหนาว แต่กัญชาเป็นพืชเมืองร้อน จึงต้องมีการควบคุมอุณหภูมิและแสงไฟให้เหมาะสม

ในการควบคุมคุณภาพของสารสำคัญในกัญชาให้เท่ากัน และมีการพัฒนาสายพันธุ์ ซึ่งทางนั้นระบุว่าสายพันธุ์ที่ดีที่สุดคือกัญชาสายพันธุ์ประเทศไทยที่ให้สารสำคัญได้มากและมีคุณภาพ ซึ่งจะมีสารสำคัญอยู่ 2 ตัวในการนำมาใช้ทางการแพทย์คือ สาร Cannabidiol (CBD) และ สาร Tetrahydrocannabinol (THC)

ซึ่งมีผลต่อการรักษาที่แตกต่างกัน สำหรับการนำมาใช้ จะเอาดอกจากต้นกัญชาตัวเมียมาสกัดทำเป็นน้ำมันกัญชา ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับใบสั่งจากแพทย์ ซึ่งตนไม่คิดว่าอุตสาหกรรมกัญชาทางการแพทย์ที่แคนาดาจะใหญ่ขนาดนี้ และมีมูลค่ามหาศาล อย่างบริษัทที่มาดูก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยกัญชาดอกหนึ่งราคาก็ตกกว่า 10,000 บาทแล้ว

นพ.โสภณ กล่าวว่า สำหรับกัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทยนั้น คงต้องรอให้มีการแก้กฎหมายให้ชัดเจนว่า กัญชาสามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ จึงจะสามารถขับเคลื่อนได้ ขณะเดียวกันทางนักวิชาการ กลุ่มโรงเรียนแพทย์ก็ต้องศึกษาให้ชัดเจนว่าบทบาททางยาของกัญชาเป็นอย่างไร

เพราะปัจจุบันมีการพูดถึงทั้งการรักษาลมชัก พาร์กินสัน แม้กระทั่งมะเร็ง ซึ่งปัจจุบันกฎหมายให้มาขออนุญาตศึกษาได้ เมื่อคำตอบเรื่องบทบาททางยาของกัญชาชัดเจน และกฎหมายปลดล็อกให้ใช้ทางการแพทย์ได้ ก็ต้องมาดูว่าจะขับเคลื่อนต่อเพื่อนำกัญชามาใช้อย่างไร เช่น นำเข้าจากประเทศที่ผลิตแล้วอย่างแคนาดา

เพื่อป้องกันปัญหาการปลูกแล้วเล็ดลอดหรือไม่ หรือหากจะดำเนินการปลูกและผลิตเองก็ต้องมาพิจารณาให้รอบคอบว่าจะปลูกและใช้อย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหา เพราะกัญชาสายพันธุ์ไทยถือว่าเป็นกัญชาที่มีคุณภาพดี ซึ่งแคนาดาก็ถือเป็นตัวอย่างหนึ่งที่ดำเนินการได้ดี.

.

.

.

.

อ่านข่าวต้นฉบับ