ความสำเร็จของคนเรามันอยู่ที่การต้องดิ้นรนต่อสู้ มีความมานะอดทน ความขยันหมั่นเพียร เมื่อเราพบเจออุปสรรคใดๆ ที่เข้ามา สิ่งเหล่านั้นถือเป็นเครื่องพิสูจน์ตัวของเราเอง ว่าเรามีความพร้อมที่จะรับมือกับอุปสรรคมากมายเพียงใด เมื่อเราพร้อมที่รับมือกับทุกสิ่งทุกอย่าง พริกเป็นหนึ่งในเครื่องปรุงรสชาติของอาหารหลากหลายเมนู ให้ช่วยเจริญอาหารมากขึ้น ซึ่งน้อยคนนักที่จะรู้ว่าพริกที่นอกจากจะรสชาติที่เผ็ดร้อนแล้ว

ยังเป็นอีกสมุนไพรอย่างหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งพริกจะอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ อย่าง วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี ธาตุแมกนีเซียม ธาตุโพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ใยอาหาร เป็นต้น โดยในพริก 100 กรัม จะมีวิตามินซีสูงถึง 144 มิลลิกรัม อีกทั้งพริกยังมีสารที่เรียกว่า แคปไซซิน ซึ่งเป็นสารที่มีรสเผ็ด สามารถเพิ่มการใช้พลังงานและย่อยไขมัน ลดการสะสมไขมันในร่างกายของคนเราได้

ในปัจจุบันพริกเป็นที่ต้องการของตลาดมากขึ้น เพราะเนื่องจาก “พริกซุปเปอร์ฮอท” มีความต้านทานต่อโรคสูง ประกอบกับขั้วผลใหญ่ และเนื้อหนา ทนทานต่อการขนส่ง และมีอัตราการสูญเสียน้อยกว่าพริกพันธุ์อื่นๆ ให้ผลผลิตที่เยอะ อีกทั้งเป็นพริกที่นิยมนำมาแปรรูปได้ดี อาทิ ซอสพริก พริกป่น รวมถึงราคาดีกว่าสายพันธุ์อื่นๆ จึงทำให้เกษตรกรจึงหันมาทำไร่พริกซุปเอร์ฮอทตามความต้องการของตลาดมากขึ้น

ป้าทองครื้นเล่าให้ฟังว่า เมื่อก่อนป้ามีอาชีพทำนาข้าว ปลูกข้าวขาย รายได้พอเลี้ยงครอบครัว จนเกิดประสบปัญหากิดภัยแล้ง ทำนาปลูกข้าวไม่ได้ ราคาข้าวตกต่ำไม่พอเลี้ยงชีพ จากที่เคยทำนาร้อยกว่าไร่ได้กำไรดีมาก จนมาระยะหลังๆ นี้มีการขาดทุนตลอดจนเป็นหนี้สิน ซึ่งขาดทุนการทำนาอยู่ประมาณ 5 แสนบาท ป้าทองครื้นทั้งทุกข์ใจ และเครียดมาก จึงได้คิดหารายได้เสริมจากการทำนา

โดยหันมาลองปลูกพริกซุปเปอร์ฮอทเป็นอาชีพเสริม เพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง หลังจากที่ป้าประสบปัญหาในการทำนา ก็คิดหาทางการสร้างอาชีพเสริม จึงเริ่มมองหาช่องทาง ซึ่งตอนนั้นป้าได้แรงบันดาลใจมาจากพ่อหลวงที่ท่านได้ตรัสถึงเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ป้าก็เลยลองศึกษาดูจนมาเจอพริกซุปเปอร์ฮอท ซึ่งพอลองนำมาปลูก โดยไปหาซื้อพันธุ์พริกซุปเปอร์ฮอทมาในราคา 1,050 บาท จึงนำมาลองปลูกและขยายพันธุ์เองในพื้นที่

จนเพาะพันธุ์ได้ 20 แผง ประมาณ 2,000 ต้น และป้าก็ขยายทำมาเรื่อยๆ จนตอนนี้ป้ามีรายได้จากการปลูกพริกเป็นอาชีพเสริม ช่วยให้มีรายได้เข้าครอบครัวได้ดีขึ้น สำหรับวิธีการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอทของป้าทองครื้น เตรียมขี้เถ้าแกลบและทรายหยาบผสมทั้งสองส่วนให้เข้ากันแล้วนำมาบรรจุใส่ในถาดเพาะประมาณ 3/4 ของถาด ทำร่องประมาณ 6 แถวต่อถาด นำเมล็ดโรยลงในแถวที่เตรียมไว้แล้วจึงกลบแถว

หลังจากนั้นให้รดน้ำวันละ 1 ครั้ง ประมาณ 8 – 10 วัน เมล็ดจะงอก พอเมื่อต้นกล้าอายุได้ 5-7 วัน จึงทำการย้ายต้นกล้ามาใส่ในถุงต่อ หรือเมื่อต้นกล้ามีอายุ 30 – 40 วัน นำมาปลูกลงแปลงปลูกได้ ในการเตรียมดินปลูกนั้นก็จะเริ่มจากไถตากดินประมาณ 7 วัน แล้วทำการหว่านปูนขาวประมาณ 200 – 400 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วใส่ปุ๋ยคอกประมาณ 2 – 4 ตันต่อไร่ แล้วทำการไถพรวนอีก 1-2 ครั้ง

จากนั้นยกแปลงให้สูงขึ้น 10 เซนติเมตร และนำต้นกล้าที่มีอายุ 30 – 40 วัน (สูง 10 – 15 เซนติเมตร) ลงปลูกแบบแถวเดี่ยว ระยะห่างระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระหว่างแถว 100 เซนติเมตร และรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนชาต่อหลุม หลังจากการปลูกควรทำร่องระบายน้ำทุก 15 แถว ในการรดน้ำพริก ซึ่งหลังจากการปลูกควรให้น้ำทุกวัน เพื่อให้รากต้นกล้าของพริกเกาะกับดิน ได้ดีขึ้น

และควรคลุมดินด้วยฟาง หลังจาการปลูกเพื่อรักษาความชื้นและลดการระเหยของน้ำ พริกเป็นพืชที่ชอบอากาศร้อนมากกว่าอากาศเย็น ดังนั้นการดูแลใส่ปุ๋ยครั้งแรกควรใส่หลังการปลูก 15 วัน และเมื่อพบถัดไปอีกครั้งที่สองเมื่อพริกเริ่มออกหรือหลังการย้ายไปปลูก 30 วัน ใส่ 2 ข้างแถว แล้วพรวนดินกลบ และปุ๋ยเคมีที่ใช้คือ 15-15-15 โดยอัตราที่ใช้ 40 – 50 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อป้องกันโรคและแมลง

ซึ่งโรคในพริกนั้นก็จะมีหลักๆ คือโรคกุ้งแห้งหรือโรค เกิดจากเชื้อรา ส่วนใหญ่เกิดกับผลทีเริ่มสุก โดยจะแสดงอาการจุดฉ่ำน้ำขนาดเล็กแผลบุ๋มลงไปในผลพริกและจะขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ เกิดเป็นวงดำซ้อนกันเป็นชั้นบางๆ ซึ่งบางครั้งจะมีเมือกเยิ้มสี ส้มอ่อน และโรคนี้สามารถติดไปกับเมล็ดได้ สำหรับการป้องกันกำจัดทำได้ตั้งแต่ก่อนปลูกให้ปรับดินด้วยปูนขาวอัตราส่วน 200 – 400 กิโลกรัมต่อไร่

และใส่ปุ๋ยคอกอัตราส่วน 2 – 4 ตันต่อไร่ หรือใช้น้ำส้ม ควันไม้, เชื้อราไตโคเดอร์ม่า, เชื้อบีเอส ฉีดพ่นเป็นประจำ และอีกโรคคือ โรคเหี่ยว ซึ่งก็เกิดจากเชื้อรา โดยจะแสดงอาการใบเหลืองจากใบล่างขึ้นสู่ใบบนและตายในที่สุด ช่วงเวลาระบาดคือช่วงที่อากาศมีอุณหภูมิสูงและดินมีความชื้นสูง มักเกิดเป็นหย่อมๆ การป้องกันกำจัด ส่วนแมลงและเพลียต่าง ๆ การเข้าทำลายจะเริ่มที่ยอดและใบอ่อน ทำให้ใบม้วนการเจริญเติบโตหยุดชะงัก

ช่วงเวลาการระบาด ในสภาพอุณหภูมิสูง ความชื้นต่ำและแสงแดดจัดกระแสลมเป็น ปัจจัยที่ช่วยการแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งควรฉีดพ้นด้วยคาบาริล หรือเชื้อราบิวเวอร์เรีย หรือสารสกัดจากสะเดา โดยฉีดพ้นทุกๆ 7 วัน เพื่อเป็นการป้องกันและกำจัด ส่วนในการเก็บเกี่ยวนั้นพริกสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อพริกมีอายุ 75 – 90 วัน หลังการย้ายปลูก ก่อนการเก็บเกี่ยว 7 วัน ควรงดให้น้ำ เพื่อการบวมน้ำ

และการเน่าเสียของเม็ดพริกหลังการเก็บเกี่ยวและทำให้สีของผลมีสีแดงสดพร้อมในการส่งตลาด และหลังจากเก็บเกี่ยวแล้วก็มาดูแลรดน้ำพริกตามเดิม เพื่อเตรียมเก็บเกี่ยวในรุ่นต่อๆ ไป ซึ่งการปลูกพริกใน 1 ครั้งจะมีต้นทุนเท่ากับทำนาข้าว แต่พริกสามารถทำได้ตลอดทั้งหน้าฝน หน้าแล้ง แต่ในช่วงหน้าฝนต้องมีการดูแลเพื่อป้องกันการเกิดโรค เพราะอากาศจะชื้นและเป็นเชื้อราได้

“ส่วนการส่งขายตอนนี้ราคาพริกอยู่ในระดับราคาที่พอใช้ได้คือ ประมาณกิโลกรัมละ 50 – 60 บาท ซึ่งในการขายเราก็ต้องศึกษาตลาด เพราะเป็นส่วนสำคัญที่จะต้องรู้ว่าจะสามารถนำของผลผลิตที่เก็บเกี่ยวไปขายได้ที่ไหน เพื่อให้ความมั่นใจว่าผลผลิตที่ได้มานั้นมีตลาดที่จะรองรับ ซึ่งในการขายของป้าทองครื้นก็จะมีพ่อค้าคนกลางมารับซื้อไปส่งต่อให้กับตลาดอีกต่อหนึ่ง แล้วจึงลงมือทำการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท

โดยรายได้จากการขายพริกหลังจากหักค่าใช้จ่ายของต้นทุนออกหมดแล้วขายต่อเดือนก็ประมาณ 3,000 – 4,000 บาท รวมแล้วหลังจากหักทุกอย่าง ซึ่งก็ถือเป็นอาชีพเสริมที่ว่างจากการทำงาน ทำให้เราสามารถพอลืมตาอ้าปากได้” นอกจากนี้ป้าทองครื้นยังได้กล่าวทิ้งท้ายเตือนใจคนรุ่นหลังอีกว่า อยากให้ลูกหลานรุ่นหลังได้ลองหันมาปลูกผัก

ปลูกพืชกินเองบ้าง เพราะการที่เราปลูกผักเองนั้น จะเป็นการช่วยประหยัดรายจ่ายภายในครอบครัวไปได้ส่วนหนึ่ง ทำให้มีเงินเหลือกินเหลือเก็บ เป็นการดำเนินชีวิตง่ายๆ ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพ่อหลวง ที่ท่านได้ตรัสสอนไว้ เตือนใจเราไว้ ว่าให้ตั้งอยู่บนพื้นที่ฐานของความพอเพียง เมื่อเราพอดีในสิ่งที่เรามีแล้ว แล้วก็จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุข

คลิป