ชี้เส้นทางรวย! ‘ปลูกผักชีฝรั่ง’ ด้วยพื้นที่ 1ไร่ ส่งขายตลาด สร้างกำไรงาม รายได้หลักหมื่น/เดือน

0
518

นครสวรรค์ถือเป็นแหล่งปลูกผักชีฝรั่งที่ใหญ่และสำคัญมากในประเทศ มีพื้นที่หลายตำบล หลายหมู่บ้านที่ยึดอาชีพนี้ ลักษณะการปลูกผักชีฝรั่งในแต่ละครัวเรือนไม่เท่ากัน มีจำนวนเนื้อที่ปลูกตั้งแต่ 1 ไร่ จนกระทั่งไปถึงหลายสิบไร่ เกษตรกรบางรายมักปลูกร่วมกับพืชอายุสั้นชนิดอื่น แต่บางรายอาจปลูกเพียงอย่างเดียว การปลูกผักชีฝรั่งอาจต้องลงทุนทางด้านโรงเรือนในช่วงแรกเริ่ม ขณะเดียวกัน การเป็นพืชอายุสั้นการดูแลไม่ยุ่งยาก

ใช้เวลาปลูกประมาณ 4 เดือนเก็บผลผลิตขาย อีกทั้งยังปลูกหมุนเวียนได้ตลอดทั้งปี ดังนั้น แม้จะต้องลงทุนมาก แต่หลังจากเวลาผ่านไปสามารถได้ทุนคืน จึงทำให้ชาวบ้านสนใจปลูกผักชีฝรั่งกันแทบทุกครัวเรือน ตำบลท่าม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกแห่งที่ชาวบ้านปลูกผักชีฝรั่งหารายได้ อย่าง คุณสายัน หมอแจ่ม หรือ คุณติ๋ม อยู่บ้านเลขที่ 79/1 หมู่ที่ 1 ตำบลบางม่วง อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์

ยึดอาชีพปลูกผักชีฝรั่งมาประมาณ 10 ปี ใช้พื้นที่ปลูก 14 ไร่ แต่เดิมทีทำอาชีพนี้คุณติ๋มเป็นเพียงผู้รับซื้อผักชีฝรั่งจากชาวบ้านในละแวกพื้นที่หมู่บ้านแล้วนำไปส่งขายที่ตลาดสี่มุมเมือง ต่อมาเห็นว่าเป็นที่ต้องการของตลาดจึงหันมาปลูกด้วย คุณติ๋ม บอกว่า เมื่อตอนที่เริ่มต้นปลูกครั้งแรกจะต้องไปหาซื้อเมล็ดพันธุ์มาจากแถวจังหวัดสระแก้ว ในราคากิโลกรัมละ 2,000 บาท พอหลังจากปลูกไปแล้วสัก 1-2 รุ่น

สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นผักชีฝรั่งไว้เองโดยไม่จำเป็นต้องไปหาซื้ออีกจึงเป็นการลดต้นทุน โรงเรือนสำหรับปลูกผักชีฝรั่งใช้โครงเป็นไม้ไผ่แล้วมุงด้วยซาแรนมัดยึดด้วยเชือกหรือลวด ขนาดของโรงเรือนไม่มีมาตรฐานความกว้างยาวที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับเนื้อที่เหมาะสมของผู้ปลูกแต่ละราย ส่วนความสูงทั่วไปมักไม่ต้องสูงมาก เพียงแค่เดินผ่านได้สะดวก ทั้งนี้ การก่อสร้างโรงเรือนถือเป็นการลงทุนหนักในตอนแรก

แล้วสามารถใช้งานไปได้หลายปีจนกว่าจะชำรุดหรือเปลี่ยนใหม่ โดยค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างโรงเรือนเป็นเงินจำนวน 30,000 บาท ต่อไร่ ซึ่งประกอบด้วยไม้ไผ่ ซาแรน เชือก และค่าแรง (ประมาณ 3,000 บาท) ส่วนพื้นที่ปลูกเท่าไรจึงมีความเหมาะสม คุณติ๋ม บอกว่า จะใช้พื้นที่ปลูกเท่าไรก็ได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการ เพียงแต่ถ้าเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ควรต้องวางแผนปลูกให้เหมาะสม ต้องทยอยหว่านเมล็ดพันธุ์ เพราะจะได้เก็บผลผลิตได้ทัน

อย่างถ้ามีพื้นที่สัก 6 ไร่ ให้แบ่ง 3 ไร่ แล้วหว่านเมล็ดพันธุ์ จากนั้นให้ทิ้งช่วงเวลาสักเกือบ 2 เดือน จึงหว่านเมล็ดพันธุ์ในพื้นที่เหลืออีก 3 ไร่ แนวทางแบบนี้จะทำให้สามารถเก็บผลผลิตได้สะดวกและต่อเนื่อง เกษตรกรรายนี้บอกว่า ภายหลังสร้างโรงเรือนเสร็จแล้วให้ไถพรวนดินเหมือนกับการทำนา และหากเป็นพื้นที่ปลูกครั้งแรกไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ย แต่ถ้าปลูกไปหลายรุ่นควรมีการใสปุ๋ยบำรุงดินทุกครั้งที่มีการปรับพื้นดินก่อนจะปลูก

จากนั้นให้หว่านเมล็ดพันธุ์ลงในแปลงจำนวนไร่ละ 1 กิโลกรัม หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์แล้ว รอให้ต้นงอกแล้วจึงรดน้ำพอชุ่มหรืออาจปล่อยน้ำให้ขังเล็กน้อย เมื่อต้นผักชีฝรั่งมีอายุสัก 1-1 เดือนครึ่ง จะใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 ประมาณ 15 กิโลกรัม ต่อไร่ ใส่เพียงครั้งเดียว พร้อมกับการผสมยาป้องกันเชื้อรา ฉีดพ่นในประมาณ 5 ซีซี ต่อน้ำ 20-25 ลิตร แต่ถ้ามีการระบาดหนักให้เพิ่มเป็น 10 ซีซี ในปริมาณน้ำเท่าเดิม

ปริมาณน้ำที่ใช้สำหรับการปลูกผักชีฝรั่งถือว่าสำคัญมาก เพราะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ต้นผักชีฝรั่งเจริญงอกงามและสมบูรณ์ ทั้งนี้คุณติ๋มชี้ว่า จะรดให้ชุ่มหรือปล่อยน้ำท่วมแปลงก็ได้เพราะเป็นพืชที่ทนน้ำขังได้สัก 1 เดือน เพียงแต่อย่าให้ขาดน้ำ คุณติ๋มให้รายละเอียดการเก็บผักชีฝรั่งว่า ก่อนเริ่มเก็บผักชีฝรั่งควรปล่อยน้ำเข้าไปในแปลงสัก 1 คืน เพื่อให้ดินชุ่มน้ำ สะดวกต่อการเก็บผลผลิตแล้วไม่ทำให้ต้นเสียหายด้วย

จากนั้นจะมีชาวบ้านที่รับจ้างเก็บผักชีฝรั่ง ซึ่งเรียกกันว่า “แขก” กลุ่มหนึ่งมีจำนวนตามที่ว่าจ้างมาจัดการถอนหรือดึงด้วยมือทั้งต้นและราก นำมาล้างให้สะอาด แล้วตัดแต่งให้มีความสวยงาม เพื่อให้มีราคาดี ชาวบ้านกลุ่มที่รับจ้างเก็บผักชีฝรั่งจะมีรายได้ถุงละ 25 บาท แล้วจึงนำผักชีฝรั่งที่ตัดแต่งบรรจุใส่ถุงพลาสติกใส ขนาดถุงละ 5 กิโลกรัม ในแต่ละครั้งสามารถเก็บผักชีฝรั่งได้วันละ 200 ถุง หรือ 1 ตัน

ผักชีฝรั่งเป็นพืชอายุสั้น ใช้เวลาปลูกและเก็บผลผลิตในเวลาประมาณ 3-3 เดือนครึ่ง ดังนั้น หลังจากเก็บผลผลิตแต่ละรุ่นแล้วชาวบ้านจะเริ่มต้นปลูกรุ่นใหม่โดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้ เพียงแต่ต้องมีการปรับไถพื้นที่แล้วบำรุงดินก่อนทุกครั้ง ฉะนั้น ผักชีฝรั่งจึงสามารถปลูกสร้างรายได้ตลอดทั้งปี สำหรับเมล็ดพันธุ์ที่เก็บไว้ใช้โดยไม่ต้องซื้อ คุณติ๋ม บอกว่า ชาวบ้านจะดูว่าถ้าคราวใดที่ปลูกแล้วเป็นจังหวะที่ผักในท้องตลาดราคาลดลง

แล้วเห็นว่าไม่คุ้มเท่าไรนักก็จะยังไม่เก็บขาย แล้วจะปล่อยให้มีเมล็ดพันธุ์เพื่อเก็บใช้สำหรับปลูกในคราวต่อไป โดยเมล็ดพันธุ์ที่เก็บมาแล้วต้องนำมาตากแดด แล้วนำไปใส่ถุงหรือภาชนะปิดให้มิดชิดแล้วนำไปใส่ตู้เย็น สามารถเก็บไว้ได้นานถึง 2 ปี คุณติ๋ม ชี้ว่า ราคาขายขึ้น-ลงตลอด และเป็นไปตามกลไกของตลาด ความสมบูรณ์ของผักชีฝรั่งจะดูจากขนาด ความสมบูรณ์ ความยาว และสีของใบด้วย

ทั้งนี้ หากใบไม่สวยจะไม่สามารถขายได้เลย เพราะผู้รับซื้อไม่รับ บางช่วงที่ผักชีฝรั่งแพงเคยขายได้ถุงละ 300 บาท แต่ 2 ปีที่ผ่านมา ราคาลดลงมาก พร้อมกับบ่นว่าต้องแบกภาระราคาตกเช่นนี้มาแล้วถึง 2 ปี จากปกติเคยขายได้อย่างต่ำสุดเพียงถุงละ 80 บาท แต่ตอนนี้เหลือเพียงถุงละ 60 บาท ทั้งนี้ แหล่งที่พ่อค้ามารับไปขายส่งต่อคือตลาดไทและสี่มุมเมือง เป็นหลัก

นอกจากคุณติ๋มจะเก็บผักชีฝรั่งขายเองแล้ว ยังรับซื้อผลผลิตจากลูกไร่ที่มีอยู่จำนวน 6-7 ราย ซึ่งแต่ละรายมีพื้นที่ปลูกผักชีฝรั่งประมาณ 10 ไร่ด้วย โดยจะรับซื้อในราคาถุงละ 20 บาท (ถุง 5 กิโลกรัม) แล้วต้องจัดการเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะต้องถอน ดึง ซึ่งต้องจ้างถอนกิโลกรัมละ 5 บาท แล้วจ้างคนหามอีกถุงละ 3 บาท ดังนั้น เบ็ดเสร็จแล้วคนซื้อจะเหลือรายได้เพียงถุงละ 6 บาท สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณสายัน หมอแจ่ม โทรศัพท์ (084) 886-5120