บริเวณแปลงเกษตรบ้านลาดทอง ต.หนองไฮ อ.เมือง จ.อุดรธานี เกษตรกรกำลังตั้งหน้าตั้งตาห่อลูกมะระจีนด้วยกระดาษ เพื่อป้องกันแมลงวันทองวางไข่ ซึ่งเป็นผลผลิตในช่วง 2 เดือนแรกของการปลูก ในพื้นที่ 1 ไร่ โดยมีผักอื่นๆปลูกสลับกันตามฤดูกาล ด้วยน้ำธรรมชาติตามลำห้วย ซึ่งผลผลิตจะมีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงสวน ส่งจำหน่ายตลาดอุดรเมืองทอง ตลาดกลางค้าส่งผักผลไม้รายใหญ่ของจังหวัดอุดรธานี และในภูมิภาคอีสานตอนบน

นอกจากนี้ พื้นที่ด้านข้างยังเป็นแปลงปลูกมะระจีนของญาติพี่น้อง อีกหลายไร่ เพื่อจำหน่ายให้พ่อค้าคนกลางเช่นกัน นายสุริยา ศรีพันดอน เกษตรกร วัย 51 ปี บ้านลาดทอง ต.หนองไฮ อ.เมือง จ.อุดรธานี เปิดเผยว่า พื้นที่ของตนเคยปลูกมันสำปะหลัง ซึ่งมาประสบปัญหาด้านราคาตกต่ำ ต่อมาเมื่อปี 2537 ตนจึงปรับพื้นที่มาปลูกผักสวนครัว ตนทำการเกษตรปลูกผักเป็นอาชีพหลัก มากกว่า 20 ปี หลากหลายชนิดสลับกันไปตามฤดูกาล

โดยจะส่งพ่อค้าแม่ค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงแปลงปลูก จากนั้นตนก็ได้มาปลูกมะระจีนเพิ่ม ตนเริ่มปลูกได้ 2 เดือนแล้ว ใช้เงินทุนประมาณ 6,000 บาท ในการซื้อเมล็ดพันธุ์ ซื้อปุ๋ย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ โดยจะเก็บลูกมะระจีนได้2วันต่อครั้ง ส่งขายให้พ่อค้าแม่ค้าแบบเป็นถุง ๆ ละ 5 กิโลกรัม ในราคาถุงละ 130-150 บาท แต่ละครั้งเก็บได้ 10-20 ถุง ทำให้มีรายได้ต่อเดือนเฉพาะมะระจีน ประมาณ 40,000 – 50,000 บาท

ถ้ารวมผลผลิตอื่นๆจะมีมีรายได้ ประมาณ 200,000-300,000 บาทต่อปี สำหรับรายได้แต่ละเดือนไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับราคาผักตามฤดูกาล และอายุของพืช เช่น มะระจีน มีอายุ 3 เดือน ปลูกได้ 2 ครั้งต่อปี ต้องเว้นช่วงปลูก เพื่อป้องกันแมลงศัตรูพืชระบาด จำพวกหนอน แมลงวันทอง และโรคราน้ำค้าง ที่จะพบมากในช่วงฤดูหนาวสำหรับน้ำที่ใช้ ในช่วงหลังฤดูฝนมีน้ำมาก ก็ปลูกผักมาก ช่วงภัยแล้ง น้ำน้อย ก็ปลูกผักน้อย

เพื่อให้มีน้ำเพียงพอในการเพาะปลูก โดยตนทำการเกษตรปลูกผักเป็นอาชีพหลัก มีสวนยางพาราด้วย แต่ราคายางพาราไม่ค่อยดี ปัจจุบันจึงได้ดำเนินชีวิตด้วยวิถีพอเพียง ไม่มีหนี้ ไม่ได้กู้เงินมาลงทุน จะใช้เพียงเงินทุนหมุนเวียนจากการขายผลผลิต ที่ตนปลูกทั้งหมด ตนอยู่ได้ ครอบครัวก็อยู่ได้ไม่อดตาย มีรายได้เข้ากระเป๋าทั้งเดือน ซึ่งเกษตรกรจึงถือเป็นอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืน ดังกล่าว