จากกรณีสมาชิกเฟซบุ๊กท่านหนึ่ง โพสต์เรื่องราวและข้อความเกี่ยวกับ เหตุการณ์ที่ตนเองทะเลาะกับคนขับแท็กซี่ เนื่องจากคนขับแท็กซี่ดังกล่าวเปิดเพลงเสียงดัง และยังพาเจ้าของโพสต์ขับรถอ้อมจากเส้นทาง นอกจากนี้ยังพูดกับเจ้าของโพสต์ด้วยน้ำเสียงตะคอกอีกด้วย นั้น

วันที่ 13 ต.ค. 61 นางสาวนีน่า ผู้โพสต์คลิปวิดีโอ เปิดเผยว่า ในวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา เวลา 08.30 น. ตนได้เรียกแท็กซี่จากหน้าคอนโดย่านพระราม 3 เพื่อไปทำงานย่านพุทธมณฑลสาย 2 เมื่อขึ้นไปบนรถก็สังเกตเห็นว่าคนขับแท็กซี่มีอาการค่อนข้างหงุดหงิด แต่ตนก็ไม่ได้สนใจอะไร

และบอกเส้นทางกับคนขับแท็กซี่ว่า “ให้ขับไปทางถนนบรมราชชนนี และเลี้ยวซ้ายตรงแยกเพื่อเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 2” หลังจากบอกเส้นทางคนขับแท็กซี่ก็ไม่ได้พูดอะไร ตนจึงคิดว่าคนขับแท็กซี่รับรู้เส้นทางแล้ว แต่ช่วงที่ออกรถนั้นคนขับแท็กซี่เลี้ยวออกจากคอนโดผิดทาง

ตนจึงเตือนว่าผิดและให้ออกทางที่ถูกต้อง แต่คนขับแท็กซี่เบรกรถจนตนเสียหลักและมีท่าทางหงุดหงิด ตนจึงยอมไม่พูดอะไร เพราะโดยส่วนตัวแล้วตนก็ค่อนข้างกลัวแท็กซี่ จึงนั่งเงียบ ๆ เพราะกลัวเขาจะหงุดหงิดกว่าเดิม ในระหว่างทาง คนขับแท็กซี่จะเปิดเพลงลูกทุ่งเสียงดังและเปิดข่าวดูในโทรศัพท์มือถือ

และดูเหมือนเป็นคนไม่มีสมาธิในการขับรถ ตนจึงบอกให้คนขับแท็กซี่ช่วยเบาเสียงหน่อย แต่คนขับแท็กซี่ก็ดูเหมือนมีอารมณ์หงุดหงิด กระทั่งเดินทางมาใกล้กับจุดที่ต้องเลี้ยวเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 2 แต่คนขับแท็กซี่ไม่ยอมเลี้ยวซ้ายและมุ่งหน้าไปเรื่อย ๆ

ซึ่งในตอนนั้นตนก็พยายามมองรอบเส้นทางว่ามาถูกทางหรือไม่ เพราะตนเป็นคนไม่รู้ทาง จึงไม่มั่นใจว่าขับเลยจากจุดเลี้ยวแล้วหรือไม่ ตนจึงพยายามถามคนขับว่าเราขับเลยเส้นทางมาหรือไม่ แต่คนขับแท็กซี่กลับตะคอกใส่ตนว่า “โอ้ย รู้ดีได้ยังไง ไม่เลยหรอก จะขับไปทางไหนก็พาไปได้ทั้งนั้นแหละ

ผมขับรถแท็กซี่ ทำไมผมจะไม่รู้ ถ้าไม่รู้เส้นทางจะมาขับแท็กซี่ได้ยังไง ไม่ต้องพูดมาก” หลังถูกตะคอกจึงทำให้ตนกลัวมาก จึงนั่งเงียบ กระทั่งเช็กใน Google Maps จึงรู้ว่าตัวเองห่างจากจุดหมายมาประมาณ 12 กิโลเมตรแล้ว และเป็นเส้นทางออกไป จ.อยุธยา

ตนจึงนำโทรศัพท์มาถ่ายภาพทักท้วงคนขับแท็กซี่อีกครั้ง แต่ก็ถูกตะคอกกลับมาว่า “โอ้ย รู้ดี ไม่ต้องพูดมาก ไม่ต้องมาเถียง ไม่ต้องมาทำเป็นหัวหมอ จะพาออกไปทางไหนก็ไปได้ทั้งนั้น” และคนขับแท็กซี่ยังพูดอีกว่า “ก็จะแกล้ง จะดูว่าจะพูดว่ายังไง ตอนออกมาอยากบอกเส้นทางดีนัก ดูว่าจะทำอะไรได้”

ซึ่งตนก็คิดว่าเริ่มโดนข่มขู่แล้ว ตนจึงถ่ายวิดีโอไว้เมื่อคนขับแท็กซี่รู้ว่าตนถ่ายวิดีโอ เขาจึงเสียงเบาลงและปิดมิเตอร์ และยอมยูเทิร์นขับรถกลับพาตนไปส่งจุดหมาย และถามตนว่าโดยปกตินั้นตนเสียค่าแท็กซี่เท่าไร ตนจึงบอกไปว่า 180 บาท คนขับแท็กซี่จึงบอกว่าคิดเงินแค่ 180 บาทก็พอ

และเดี๋ยวจะพาไปส่ง เมื่อถึงจุดหมายตนจึงจ่ายไป 200 บาทและไม่เอาเงินทอน หลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตนก็รู้สึกกลัวที่ขึ้นแท็กซี่และอยากใช้ Grab เพียงอย่างเดียว ซึ่งหากเปรียบเทียบกับการใช้บริการ Grab

ตนรู้สึกประทับใจ Grab มากกว่า การที่มี Grab เป็นเรื่องจำเป็นมาก เพราะจะได้มีการแข่งขันการบริการระหว่าง Grab กับแท็กซี่ เพื่อให้ผู้โดยสารได้รับบริการที่ดีที่สุด เบื้องต้นได้แจ้งความไว้ที่ สน.ธรรมศาลา และร้องเรียนกรมขนส่งทางบกแล้ว

คลิป