ปิติหัวใจ บัณฑิตคนสุดท้าย ที่ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากในหลวง ร.๙

0
135

ย้อนเวลากลับไป… ในวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2473 ซึ่งถือได้ว่าเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ได้มีการจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรขึ้น โดย พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่7) และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรแก่เวชบัณฑิต (แพทยศาสตรบัณฑิต) ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ซึ่งต่อมาในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ได้มีการจัดพิธีพระราชทานปริญญาบัตรเริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2493 และเคยมีผู้คำนวณว่า หากเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร 490 ครั้ง ประทับนั่งครั้งละประมาณ 3 ชั่วโมง เท่ากับทรงยื่นพระหัตถ์พระราชทานใบปริญญาบัตร 470,000 ครั้ง

จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอพระราชทาน ให้ลดการพระราชทานปริญญาบัตรเฉพาะระดับมหาบัณฑิตขึ้นไปเท่านั้น แต่มีพระราชกระแสตอบว่า “เสียเวลายื่นปริญญาบัตรให้บัณฑิตคนละ 6-7 วินาทีนั้น แต่ผู้ที่ได้รับนั้นมีความสุขเป็นปีๆ เปรียบกันไม่ได้เลย” นอกจากนี้ก็ยังรับสั่งว่า “จะพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตปริญญาตรีไปจนกว่าจะไม่มีแรง”

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (ในหลวงรัชกาลที่ 9) เสด็จพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เองเป็นระยะเวลาเกือบ 50 ปี และต้องยุติพระราชกิจลง ด้วยพระชนมายุมากขึ้นประกอบกับทรงพระประชวร


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จมาพระราชทานปริญญาบัตรด้วยพระองค์เองครั้งสุดท้าย เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 และนิสิตคนสุดท้ายของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ได้รับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระหัตถ์ของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้แก่ นางสาว โอบเอื้อ อิ่มวิทยา จากคณะวิทยาศาสตร์ (วิทยาศาสตรบัณฑิต) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นางสาวโอบเอื้อ อิ่มวิทยา บัณฑิตคนสุดท้ายของจุฬาฯ ที่รับพระราชทานปริญญาบัตรจากในหลวงนางสาวโอบเอื้อ อิ่มวิทยา บัณฑิตคนสุดท้ายของจุฬาฯ ที่รับพระราชทานปริญญาบัตรจากในหลวง

พระองค์ได้พระราชทานพระโอวาท ความตอนหนึ่งว่า

“การรู้จักประมาณสถานการณ์ ได้แก่การรู้จักพิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นให้เห็นชัดถึงความเป็นมาและเป็นอยู่ แล้วคาดว่าควรจะเป็นอย่างไรในอนาคต ในการปฎิบัติงาน ยิ่งประมาณสถานการณ์ได้ถูกต้องเพียงใด ก็จะยิ่งทำให้งานที่ทำสำเร็จผลสมบูรณ์และได้ประโยชน์คุ้มค่ามากขึ้นเพียงนั้น”

ตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์ พ่อหลวงของเราได้พิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่า ความพยายามด้วยพลังใจที่แน่วแน่ กอปรด้วยความรู้ที่เป็นดั่งเข็มทิศนำทาง จะสร้างผลสำเร็จที่น่าชื่นชมได้เสมอ ดังเช่นพระบรมราโชวาทที่คุ้นหูคนไทยว่า

“ถึงจะมองไม่เห็นฝั่ง เราก็ต้องพยายามว่ายอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร โภคะทั้งหลาย มิได้สำเร็จด้วยเพียงคิดเท่านั้น”


เหล่าปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมนำพระราชจริยวัตรอันงดงามใส่ชีวิต พระบรมราโชวาทใส่ดวงจิต เพื่อดำเนินตามรอยเท้าของพ่อไปตราบนานเท่านาน