FOMM One 2019 แบรนด์นี้หลายคนอาจไม่คุ้นชื่อ แต่นี่คือรถยนต์ 4 ที่นั่งขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน ในงบประมาณ 664,000 บาท จะคุ้มค่าคุ้มราคาขนาดไหน ไปติดตามกันครับ ย้อนกลับไปเมื่อช่วงต้นเดือนตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา รถยนต์พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็ก “FOMM One” ถูกเปิดตัวเป็นครั้งแรก ณ ใจกลางกรุงเทพมหานคร พร้อมทั้งเปิดราคาจำหน่ายไว้เทียบเท่ารถยนต์ระดับอีโคคาร์และ B-Segment

แต่แตกต่างที่ขุมพลังขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าล้วนที่หลายคนเฝ้ารอจะได้ใช้อย่างแพร่หลาย FOMM One เป็นผลงานการพัฒนาจากทีมวิศวกรชาวญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่น ภายใต้ บริษัท เอฟโอเอ็มเอ็ม (เอเชีย) จำกัด และถูกผลิตขึ้นในประเทศไทย ด้วยเงินลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาท ในโรงงานผลิตรถยนต์ขนาดเล็กเรียกว่า “Micro-Fab” ซึ่งมีชิ้นส่วนเพียง 1,600 ชิ้น เทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไปที่มีชิ้นส่วนกว่า 30,000 ชิ้น FOMM One

เป็นรถยนต์ในกลุ่ม L7e ตามมาตรฐานยุโรป ซึ่งระบุว่าเป็นรถประเภทจักรยานยนต์ 4 ล้อขนาดเล็ก ที่ออกแบบให้รับน้ำหนักผู้โดยสารไม่เกิน 200 กิโลกรัม ซึ่งตัวอย่างรถยนต์ประเภทนี้ก็คือ Renault Twizy สัญชาติฝรั่งเศสที่วางจำหน่ายทั่วยุโรปนั่นเอง วินาทีแรกที่เราเห็น FOMM One 2019 ตัวเป็นๆ ก็เห็นได้ชัดว่ารถคันนี้เป็นรถขนาดเล็กที่สุดเท่าที่ผู้เขียนเคยสัมผัสมา ด้วยตัวถังที่มีความยาวตลอดคันเพียง 2,585 มม. ความกว้าง 1,295 มม.

ความสูง 1,560 มม. และน้ำหนักตัวรถไม่รวมแบตเตอรี่เพียง 450 กิโลกรัมเท่านั้น ดีไซน์ภายนอกก็อย่างที่เห็นนี่แหละครับ มีอุปกรณ์พื้นฐานอย่างไฟหน้า, ไฟเลี้ยวด้านข้าง, ที่ปัดน้ำฝนแบบก้านเดียว, หัวฉีดน้ำล้างกระจก, กระจกมองข้าง, ไฟท้ายแบบ LED ทรงกลม พร้อมไฟเลี้ยวและไฟถอยหลังให้พร้อม ขณะที่กระจกหลังสามารถเปิดยกขึ้นได้ โดยมีเหล็กค้ำถูกซ่อนเอาไว้หากต้องการเปิดค้าง มาพร้อมล้อขนาด 15 นิ้ว

และยางขนาด 145/65 R15 สำหรับช่องชาร์จไฟจะถูกติดตั้งไว้ด้านหน้า โดยใช้ปลั๊กเสียบแบบ Type 2 ซึ่งสามารถหาชาร์จได้ทั่วไป โดยคันที่เราถ่ายภาพไว้นี้ ถูกเสียบเข้ากับปลั๊กไฟบ้านแบบ 2 รูธรรมดาๆ ทั่วไปเท่านั้น ซึ่ง FOMM ระบุว่าใช้เวลาชาร์จจนเต็ม (0-100%) อยู่ที่ 6 ชั่วโมง สามารถขับขี่ได้เป็นระยะทางสูงสุด 160 กิโลเมตร หากคิดเป็นค่าไฟจะตกอยู่ที่ 30 สตางค์ต่อกิโลเมตรเท่านั้น!

มอเตอร์ขับเคลื่อนของ FOMM One เป็นแบบ In-wheel คือ ติดตั้งไว้กับชุดล้อคู่หน้าทั้งสองข้าง ให้กำลังสูงสุดรวมกันอยู่ที่ 10 กิโลวัตต์ หรือราว 13.5 แรงม้า (PS) แรงบิดสูงสุดมหาศาลถึง 560 นิวตัน-เมตร เรียกได้ว่าแรงกว่ากระบะเครื่องยนต์ดีเซลทุกรุ่นในตลาดขณะนี้กันเลย รถคันนี้สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ 80 กม./ชม. ซึ่งก็ถือว่าเร็วมากแล้วสำหรับรถไซส์จิ๋วแบบนี้ ภายในห้องโดยสารเน้นความเรียบง่าย

เบาะนั่งคู่หน้าหุ้มด้วยวัสดุผ้าสีดำ ฝั่งคนขับสามารถปรับเอนได้ ขณะที่เบาะนั่งด้านหลังเป็นแบบเรียบ พร้อมพนักพิงศีรษะ 2 ตำแหน่ง มีช่องวางของอเนกประสงค์มาให้ และที่สำคัญคือ มีเข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุดให้ครบทั้ง 4 ที่นั่ง พื้นที่เบาะนั่งด้านหลังมีขนาดเล็ก ซึ่งนักข่าวที่เข้าไปนั่งทดสอบด้วยกันบอกว่าแค่พอนั่งได้เท่านั้น เพราะพนักพิงด้านหน้าชนหัวเข่าตลอดเวลา แต่กระนั้นก็ยังมีพื้นที่เหนือศีรษะเหลือๆ

ซึ่งเป็นผลจากการออกแบบตัวถังให้มีลักษณะเป็นทรงกล่องนั่นเอง ภายในห้องโดยสารมีจุดเด่นอยู่ที่พวงมาลัย ซึ่งออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับคันบังคับของเครื่องบิน ไม่ใช่พวงมาลัยกลมๆ ที่เราใช้กันอยู่ทั่วไป โดยแป้นหลังพวงมาลัยที่เห็นอยู่นั้น ไม่ใช่แป้นเปลี่ยนเกียร์แต่อย่างใดหรอกนะครับ แต่เป็นแป้นคันเร่ง! แถมยังมีให้ถึง 2 อันอีกด้วย ซึ่งการใช้งานแป้นคันเร่งจะขอพูดถึงอีกครั้งในช่วงทดลองขับครับ

ส่วนแป้นเหยียบด้านล่างเป็นแป้นเบรกเพียงอันเดียว บริเวณคอพวงมาลัยจะถูกติดตั้งก้านเปิด-ปิดไฟหน้าและไฟเลี้ยว ขณะที่ปุ่มควบคุมระบบปัดน้ำฝนถูกติดตั้งเวณแผงคอนโซลฝั่งผู้ขับ สามารถปรับได้ 2 ระดับ คือ ช้าและเร็ว และฟังก์ชั่นฉีดน้ำล้างกระจกเท่านั้น ส่วนสวิตช์ควบคุมตรงกลาง ประกอบด้วยปุ่มเกียร์ ซึ่งมีให้เลือก 3 ตำแหน่ง คือ D, N และ R ไม่มีตำแหน่งเกียร์ P แต่อย่างใด หากต้องการจอดรถไว้ก็เพียงปลดเกียร์ว่าง

พร้อมกับดึงเบรกมือกันรถไหล… ง่ายๆ กันแบบนี้เลย ใกล้กันเป็นสวิตช์ไฟฉุกเฉิน และปุ่มควบคุมระบบปรับอากาศ ซึ่งทำได้เพียงปรับความแรงลมเท่านั้น ไม่สามารถปรับอุณหภูมิได้ และมีปุ่ม ODO สำหรับรีเซ็ตระยะทางมาให้ ส่วนหน้าจอเหนือแผงคอนโซลนั้น ใช้สำหรับบอกความเร็ว, บอกตำแหน่งเกียร์, ปริมาณแบตเตอรี่ และสถานการณ์ทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าเท่านั้น

นอกจากนั้น ในตัวรถยังมีช่องจ่ายไฟ 12 โวลต์สำหรับชาร์จอุปกรณ์กระจุกกระจิก, ช่องเก็บของเหนือแผงคอนโซล และกระจกไฟฟ้ามาให้ทั้ง 2 ข้างเอาล่ะครับ สำหรับการทดสอบ FOMM One ในครั้งนี้ เราทดลองขับกันบนสนามโกคาร์ท มอเตอร์สปอร์ตแลนด์ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณแดนเนรมิตเก่านั่นเอง ก่อนเราจะเริ่มออกตัวได้นั้น เราต้องกดปุ่ม D บริเวณแผงคอนโซลเสียก่อน จากนั้นเมื่อปล่อยแป้นเบรก รถจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างเอื่อยๆ

การเพิ่มความเร็วสามารถทำได้โดยการบีบแป้นคันเร่งที่พวงมาลัย ยิ่งบีบแรงเท่าไหร่ รถก็จะเพิ่มความเร็วสูงขึ้นไปเท่านั้น แต่หากบีบพร้อมกันทั้งสองฝั่ง จะเป็นการเรียกกำลังสูงสุดออกมาใช้งาน ช่วยให้รถพุ่งไปข้างหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น จุดแรกเรามาสัมผัสถึงวงเลี้ยวของ FOMM One ที่ระบุว่าแคบเพียง 1.8 เมตรเท่านั้น ซึ่งก็คงไม่แปลกอะไรเพราะเป็นรถที่มีฐานล้อสั้นมาก สามารถขับขี่ได้อย่างคล่องตัว

ขณะที่พวงมาลัยสามารถหมุนได้ประมาณ 1 ใน 3 ของวงรอบก็สุดแล้ว หากใครเคยขับรถกอล์ฟมาก่อนอยู่แล้ว นั่นแหละครับ ความรู้สึกเดียวกันเลย แต่กระนั้น การเลือกใช้แป้นคันเร่งแบบติดตั้งอยู่บนพวงมาลัย ทำให้การเลี้ยงความเร็วในขณะหมุนพวงมาลัยจนสุดทำได้ไม่สะดวกนัก ต้องคอยสลับแป้นเปลี่ยนประคองความเร็วอยู่เรื่อยๆ เลยจากจุดทดสอบวงเลี้ยว เรามาทดสอบการเข้าโค้งดูบ้าง

ซึ่งการหมุนพวงมาลัยเพียงน้อยนิด ก็พอจะควบคุมทิศทางให้ไปตามที่ต้องการแล้ว ขณะที่ช่วงล่างแม้ว่าถูกเซ็ทมาเพื่อเน้นความนุ่ม แต่กระนั้น ด้วยความที่รถมีฐานล้อสั้นมาก ทำให้รถมีอาการเด้งทั้งคันเวลาที่พื้นสนามไม่เรียบ จากนั้น เราทดสอบอัตราเร่งกันต่อ โดยคราวนี้เราบีบแป้นคันเร่งทั้งสองข้างอย่างเต็มที่เพื่อเรียกกำลังสูงสุดออกมา ตัวรถสามารถออกตัวจากจุดหยุดนิ่งได้อย่างรวดเร็ว

อันเป็นข้อดีของระบบขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้แรงบิดสูง แต่กระนั้น เรี่ยวแรงก็ค่อยๆ หายไปตามความเร็วที่เพิ่มขึ้น ซึ่งสนามทดสอบถูกเซ็ทระยะทางไว้เพียงสั้นๆ เราทำความเร็วสูงสุดได้ประมาณ 45 กม./ชม. ก็ต้องผ่อนคันเร่งแล้ว เนื่องจาก FOMM One ติดตั้งระบบขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เมื่อปล่อยคันเร่ง ก็จะชาร์จพลังงานกลับไปยังแบตเตอรี่ ทำให้ความเร็วลดลงอย่างรวดเร็วคล้ายกับอาการเอนจิ้นเบรก

ซึ่งตลอดเส้นทางการทดสอบเราเหยียบเบรกเพียงเล็กน้อยเฉพาะเวลาที่ต้องการให้รถหยุดนิ่งเท่านั้นเอง ชวนให้นึกถึงแป้นคันเร่ง e-Pedal ของ Nissan Leaf ยังไงยังงั้น! นอกจากนี้ ใครที่เป็นกังวลเรื่องการลุยน้ำ ว่าจะมีไฟรั่วหรือไฟช็อตหรือไม่นั้น ทางฟอมม์ได้ทดสอบให้เราเห็นว่า หากรถคันนี้มีความจำเป็นต้องลุยน้ำลึกๆ ตัวรถจะสามารถลอยอยู่บนน้ำได้อย่างปลอดภัย โดยยังคงใช้งานมอเตอร์ขับเคลื่อนได้ตามปกติอีกด้วย

แต่กระนั้น การทดสอบนี้ก็ชวนให้เราคิดว่าหากเผลอขับรถคันนี้ลุยน้ำกันจริงๆ FOMM One จะกลายเป็นรถคันเดียวที่ลอยแอ้งแม้งอยู่ในน้ำ ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ ในขณะที่รถคันอื่นกำลังวิ่งฝ่ากระแสน้ำอย่างสบายใจเฉิบหรือไม่ เอาล่ะครับ มาถึงตรงนี้คงต้องสรุปการทดสอบการขับขี่ FOMM One คันนี้เสียหน่อย ซึ่งจากการทดสอบระยะสั้นๆ คงบอกได้ว่า FOMM One เป็นรถพลังงานไฟฟ้าที่ให้ความประหยัด

หลีกหนีจากน้ำมันที่มีราคาสูงและกำลังจะขาดแคลนในอนาคต แต่ถึงอย่างไร FOMM One ก็ยังไม่เหมาะสำหรับเป็นรถซิตี้คาร์เพื่อทดแทนการใช้งานในเมืองเท่าไหร่นัก นอกเสียจากว่าจะใช้ในระยะทางใกล้ๆ หรือใช้งานเฉพาะกิจ เช่น ขับภายในหมู่บ้าน, รีสอร์ท หรือภายในสถานที่ต่างๆ ซึ่งไม่ต้องการสร้างมลพิษจากไอเสีย

แต่หากคุณมีกิจการในพื้นที่ขนาดใหญ่ซึ่งต้องการหาพาหนะทดแทนการเดินเป็นระยะทางไกลๆ แล้วล่ะก็ ผู้เขียนเชื่อว่า FOMM One นี่แหละที่สามารถตอบโจทย์ได้ เนื่องจากเป็นรถไฟฟ้าไร้มลพิษ มีระยะทางขับขี่เหลือเฟือ ไม่ต้องชาร์จกันบ่อยๆ ไม่ต้องทนกับกลิ่นน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาต่ำ แถมยังมีแอร์เย็นๆ ให้ชื่นใจตลอดทาง แลกกับค่าตัว 6 แสนกลางๆ ก็ถือเป็นทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยครับ