ปลูกเอง ขายเอง! เกษตรกรกำแพงเพชร ‘ปลูกตะไคร้หยวก’ สร้างรายกำไรงาม

0
256

คุณกุหลาบ ทรายแก้ว อยู่บ้านเลขที่ 10 หมู่ที่ 9 ตำบลเทพนคร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร โทร. (089) 437-7797 เป็นเกษตรกรอีกรายหนึ่งที่ปลูกตะไคร้มานานกว่า 10 ปี ในพื้นที่กว่า 4 ไร่

ปลูกตะไคร้ เป็นพืชแซมทำรายได้

คุณกุหลาบ เล่าว่า การปลูกตะไคร้ของที่นี่ จะปลูก “ตะไคร้หยวก” คือลำต้นอวบอ้วน เนื้อมาก มีกลิ่นฉุนพอประมาณ ผลผลิตต่อไร่สูง ประมาณ 4-5 ตัน ใช้เวลาปลูกจนเก็บเกี่ยวได้ ประมาณ 7 เดือน และโดยพื้นที่แถบนี้มักจะปลูกตะไคร้แซมตามร่องแปลงพื้นที่ว่างของสวนหรือปลูกพร้อมกับไม้ผลหลักที่ต้องรอเวลากว่า 2-3 ปี จะให้ผลผลิตได้ โดยจะปลูกตะไคร้แซมลงไปให้เป็นรายได้ในระยะสั้นก่อน คุณกุหลาบ กล่าวว่า ตะไคร้มีจุดเด่นที่ มีการดูแลน้อย

โรคแมลงไม่ค่อยมี ปุ๋ยใส่น้อย ตะไคร้ปลูกง่าย แต่ต้องรู้เทคนิค การลงทุนปลูกตะไคร้ การปลูกตะไคร้ไม่ต้องลงทุนมาก ตอนแรกลงทุนต้นพันธุ์ตะไคร้ โดยต้นพันธุ์สามารถซื้อตะไคร้ที่เขาขายตามตลาดมาก็ได้ นำมาแช่น้ำให้ออกราก (ใช้เวลาประมาณ 3 วัน) แล้วนำลงปลูก ไม่ต้องลงทุนเพิ่มอีก เพราะสามารถตัดได้ตลอด รายได้หลักหมื่นบาทต่อไร่ ผลตอบแทนก็พออยู่ได้สบาย

ดูแลตะไคร้อย่างไรให้งาม

“ตะไคร้ มีนิสัยชอบน้ำ” สำหรับปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตะไคร้หัวใหญ่ได้น้ำหนักนั้น ขึ้นอยู่กับระยะห่างระหว่างต้นและระบบน้ำเป็นสำคัญ เพราะตะไคร้เป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก ดังนั้น พื้นที่ปลูกจะต้องเป็นพื้นที่ที่มีระบบน้ำชลประทาน ตะไคร้หากขาดน้ำหลายๆ วัน ใบตะไคร้ก็จะแสดงอาการเหี่ยวสลดอย่างเห็นได้ชัด การให้น้ำในพื้นที่นี้ ในฤดูแล้งนิยมสูบน้ำ

ปล่อยน้ำเข้าแปลงปลูกตะไคร้ สัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง ตามความเหมาะสม และสังเกตสภาพต้นตะไคร้ประกอบ แต่ในบางพื้นที่ก็จะวางระบบน้ำเพื่อให้เกิดความสะดวกและยังส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตด้วย หากปลูกตะไคร้ใหม่แนะนำควรจะต้องปลูกในช่วงฤดูฝน เพื่อไม่ต้องมีภาระในการให้น้ำและต้นตะไคร้จะแตกกอเร็ว ตะไคร้จะงามมากในช่วงฤดูฝน

การใส่ปุ๋ยและการกำจัดวัชพืช

จะเน้นการให้ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15, 16-16-16 ใส่ยืนพื้น โดยใส่ครั้งแรกหลังจากปลูกตะไคร้ลงดินแล้ว 1 เดือน และจะให้ทุกๆ 3 เดือน โดยดูจากความสมบูรณ์ของกอตะไคร้เป็นหลัก แต่เท่าที่สังเกตหากใส่ปุ๋ยบ่อยมากเท่าไหร่ ต้นตะไคร้ก็จะโตเร็ว วิธีดังกล่าวมักจะใช้เร่งต้นตะไคร้ให้เจริญเติบโต ขายในช่วงที่มีราคาแพง

หรือช่วงฤดูแล้งของทุกปี หรือหากจะเร่งการเจริญเติบโตในบางระยะ ก็อาจจะเสริมด้วย ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ใส่ตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ การใส่ปุ๋ย ตะไคร้จะให้โดยวิธีการหว่านเหมือนกับหว่านปุ๋ยในนาข้าว อัตราการใช้ ในพื้นที่ปลูก 1 ไร่ จะใช้ปุ๋ยเคมี ประมาณ 25 กิโลกรัม ต่อการให้ 1 ครั้ง การใส่ปุ๋ยทุกครั้งจะต้องให้น้ำตาม เพื่อให้ปุ๋ยละลายให้หมด

ส่วนการกำจัดวัชพืช มักจะทำในช่วงแรกๆ ของการปลูก ก็สามารถกำจัดวัชพืชได้ ทั้งใช้แรงงานคนหรือใช้ยาฆ่าหญ้า ตามแนวทางของแต่ละสวน เพราะตะไคร้ช่วงแรกถ้ามีหญ้าหรือวัชพืชขึ้นคลุม มักจะไม่ค่อยเจริญเติบโตหรือตาย แต่เมื่อต้นตะไคร้โตมีใบคลุมดิน ปัญหาวัชพืชก็จะน้อยหรือหมดไป เนื่องจากใบตะไคร้จะคลุมดิน ทำให้วัชพืชไม่ค่อยขึ้น

ปลูกเอง ขายเอง และรับซื้อ

คุณกุหลาบ นอกจากปลูกเองแล้ว ก็ยังส่งขายลูกค้าเองด้วย โดยจะนำตะไคร้ไปขายทุกๆ 5 วัน ในเขตจังหวัดตาก สุโขทัย พิษณุโลก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ ฯลฯ ดังนั้น ทุกๆ สัปดาห์จะต้องมีตะไคร้ส่งครั้งละไม่ต่ำกว่า 300-500 กิโลกรัม ต่อเที่ยว แต่หากช่วงเทศกาลปีใหม่ สงกรานต์ และฤดูแล้ง ความต้องการใช้ตะไคร้มากขึ้น ต่อเที่ยวจะส่งตะไคร้ถึง 600 กิโลกรัม ทีเดียว ราคาตะไคร้จะยืนพื้นเฉลี่ยที่ 5-8 บาท ต่อกิโลกรัม

ในช่วงฤดูฝน เพราะตะไคร้ในฤดูฝนจะมีมาก แต่ในฤดูแล้งตั้งแต่เดือนมกราคม-เมษายน และช่วงเทศกาล ราคาจะอยู่ที่ 8-10 บาท ต่อกิโลกรัม เหตุเพราะตะไคร้เป็นพืชอาศัยน้ำในแหล่งที่น้ำไม่สมบูรณ์ ก็จะปลูกตะไคร้ได้ไม่ดี หรือจะไม่มีตะไคร้ออกขาย หรือปีไหนน้ำท่วมราคาอาจจะสูงขึ้น 12-20 บาท การส่งตะไคร้แก่ลูกค้า คุณกุหลาบก็จะวนส่งลูกค้าตามจังหวัดต่างๆ

ตามออเดอร์ที่สั่งไว้ พร้อมกับผักอื่นๆ เช่น ข่า กระชาย ฯลฯ ก็จะมีทั้งโรงงานพริกแกง พ่อค้าขายตะไคร้สด เมื่อมีการใช้ตะไคร้ทุกสัปดาห์ “ตะไคร้” อาจจะไม่มีราคาซื้อขายที่สูงมาก เมื่อเทียบกับไม้ผลหรือพืชผักชนิดอื่น แต่ตะไคร้มีการจัดการที่ง่าย ไม่ค่อยมีโรคและแมลงศัตรูทำลาย มีการลงทุนที่ต่ำเมื่อเทียบกับพืชบางชนิด จึงทำให้เกษตรกรมีผลกำไรที่ดีหลายหมื่นบาทต่อไร่ทีเดียว

เป็นพืชที่มีการนำไปใช้ในอุตสาหกรรมน้ำพริก ทำให้มีการใช้ทั้งปีและใช้ในปริมาณที่มาก ตอนนี้คุณกุหลาบและครอบครัวได้เปลี่ยนพื้นที่สวนฝรั่ง มาปลูกตะไคร้หยวกแบบเต็มพื้นที่ และได้โควต้าจากโรงงานเพื่อส่งตะไคร้เข้าโรงงานน้ำพริก ตอนนี้ก็ได้รวมกลุ่มเพื่อนเกษตรกรที่ปลูกตะไคร้ด้วยกันวางแผนผลิตเพื่อป้อนตะไคร้เข้าโรงงาน ซึ่งรับซื้อในราคาที่เกษตรกรอยู่ได้