ธนาคารสุดช็อก! รัฐบาลขายฝันบ้าน “ดอกเบี้ยคนจน” คุณสมบัติผ่านหรือไม่อีกเรื่องนึง!

0
77

ปลุกความอยากให้ผู้มีรายได้น้อย ด้วยดอกเบี้ย3%จากธอส. ลุงตู่แจกของขวัญโค้งสุดท้ายก่อนพ้นตำแหน่งลูกจ้างบริษัทวอนขอผ่อนปรนคุณสมบัติผู้กู้หวั่นกระจุกงบช่วยแค่ข้าราชการจนไม่เหลือถึงมือคนจนอย่างแท้จริง บ้านล้านหลัง โครงการสะเทือนแวดวงอสังหาริมทรัพย์ท้ายปี พ.ศ. 2561 เมื่อธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) อนุมัติกรอบวงเงิน 60,000,000,000 บาท ( หกหมื่นล้านบาท )

เพื่อสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยได้มีบ้าน ด้วยการอัดดอกเบี้ยพิเศษ ร้อยละ 3 ยาวนานถึง 5 ปี แถมส่งโปรโมชั่น 4ฟรี เว้นค่าธรรมเนียมหลักทุกรายการ พร้อมยืดระยะเวลาผู้กู้ให้ยาวนานได้ถึง 40 ปี ล้านหลังสานฝันใคร สินเชื่อที่อยู่อาศัยเน้นให้ผู้คนที่มีรายได้น้อย กลุ่มคนวัยทำงานซึ่งกำลังสร้างครอบครัว รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งนี้ วงเงินในการอนุมัติ รายละไม่เกิน 1,000,000 บาท ( หนึ่งล้านบาท ) ผ่อนชำระเริ่มต้นเพียงเดือนละ 3,800 บาท

พอกับค่าเช่าบ้าน หกหมื่นล้านบาท แบ่งเป็น หนึ่งหมื่นล้านสำหรับหนุนโครงการบ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม ที่สร้างบ้านราคาถูกไม่เกิน 1 ล้านบาทออกมาจำหน่าย โดยทาง ธอส. หวังว่าจะเป็นการทำให้บ้านจัดสรรผู้อยากเข้าโครงการได้ดอกเบี้ยพิเศษ และมุ่งพัฒนาโครงการซึ่งมีราคาที่คนจนจับต้องได้ ผ่อนถูก ดอกเบี้ยต่ำ ซึ่งหนึ่งหมื่นล้านบาทแรก อุดหนุนดอกเบี้ยโครงการด้วยอัตรา MLR-0.75% ( อัตรา MLR ของ ธอส. อยู่ที่ 6.25% ในปัจจุบัน )

ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 25,000 บาท ต่อเดือน สามารถกู้ซื้อบ้านได้ด้วยดอกเบี้ยสุดพิเศษ ปีละ 3% ยาวถึง 5 ปี หลังจาก 5 ปีแล้ว ได้ MRR-[ 0.75-1% ] ในขณะที่ผู้ซึ่งมีรายได้เกิน 25,000 บาท จะได้ดอกเบี้ย 3% ยาว 3 ปี และเมื่อครบ 3ปี ได้ดอกเบี้ย MRR-[ 0.50-1% ] ทั้งหมดนี้อยู่ในส่วนของลูกค้ารายย่อยรวมห้าหมื่นล้านบาท ดอกถูกดีแต่กู้ไม่ผ่าน ซึ่งธนาคาร ธอส. ขึ้นชื่อเรื่องของการคัดกรองผู้กู้

ส่วนใหญ่แล้วกรณีเป็นข้าราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ ตลอดจนพนักงานบริษัทเอกชน ที่มีใบผ่านสิทธิหักบัญชีผ่านสวัสดิการ มักจะไม่มีปัญหา สามารถกู้ได้โดยง่ายกว่าอาชีพอื่น อีกทั้งยังดำเนินการได้รวดเร็ว ผ่อนชำระต่อเดือนต่ำ ในขณะที่อาชีพพนักงานบริษัทเอกชน หรือ ค้าขาย แลดูจะมีความหวังริบหรี่เมื่อต้องเดินเข้าธนาคารอาคารสงเคราะห์ ส่วนใหญ่คนประเภทหลังนี้จะพึ่งพา ธนาคารออมสิน ที่ไม่ค่อยได้สิทธิพิเศษจากรัฐเทียบเท่ากับ ธอส.

ซึ่งไม่ผ่อนปรนต่อคนจนอย่างแท้จริง คนกรุงเทพได้เปรียบ เพราะว่า ธอส.ค่อนข้างให้ความสำคัญกับ หนังสือรับรองเงินเดือนประเภทพิมพ์คาร์บอน ( กระดาษก็อปปี้มีสำเนา หรือมีหัวหนามเตย ) ซึ่งเป็นหนึ่งในเอกสารยื่นกู้สำคัญ ในขณะที่บริษัทห้างร้านทั่วไปตามภูธร ใช้เป็นกระดาษปริ้นท์ธรรมดา ที่โอกาสผ่านค่อนข้างยากกว่า ยกเว้นผู้กู้แสดงได้ว่า มีการโอนเงินเข้าบัญชีอย่างชัดเจนพร้อมเลขที่ประกันสังคม เลขประจำตัวผู้เสียภาษี

เงินเดือนเยอะไม่สำคัญเท่าสุทธิคงเหลือ มีความเชื่อกันว่า เงินเดือนสูง กู้เงินได้มาก ปลูกบ้านหลังใหญ่ได้ แต่ในความจริงแล้ว ธนาคารคิดคำนวณจากยอดคงเหลือสุทธิเป็นหลักมากกว่ายอดฐานเงินเดือน ซึ่งเงินเดือนใช้ในการประกอบการพิจารณาเท่านั้น เมื่อนำรายได้ ไปหักยอดกู้ที่มักโชว์ในเครดิตบูโร เช่นหนี้ผ่อนรถ หนี้บัตรเงินสด เหล่านี้จะทำให้ยอดเงินคงเหลือสุทธิน้อย ในขณะเดียวกัน ผู้ที่มีรายได้น้อยกว่า แต่ไม่มีหนี้ มีโอกาสกู้ได้วงเงินเยอะกว่า

ล้านละ5,300 คือยอดสุทธิคงเหลือในสลิปเงินเดือน ที่ ธอส.นำมาใช้ในการคำนวณ นั่นหมายความว่าเมื่อมีเงินเดือนหักหนี้เหลือเพียง 5,300 บาท ธอส.ก็สามารถให้ ข้าราชการ / รัฐวิสาหกิจ หรือ พนักงานบริษัทที่มี MOU กับธนาคารไว้ กู้เงินได้ถึง 1,000,000 บาท คืออัตราเดิม แต่เมื่อใช้อัตราดอกเบี้ยใหม่มาคำนวณ ที่ดอกเบี้ย 3% ยาวนานถึง 5 ปี ผู้กู้ที่มีอายุน้อย และสามารถกู้ได้ยาวถึง 40 ปี บางทีอาจผ่อนในอัตราเพียง 3,800 บาทต่อเดือนเท่านั้น

โอกาสกู้ผ่านจึงมีมากขึ้นตามลำดับ และยิ่งถ้าซื้อ ทาวน์เฮ้าส์ หรือ คอนโดมิเนียม ในราคาหลักแสน เมื่อคำนวณด้วยอัตราดอกเบี้ยใหม่นี้ ชนชั้นรายได้น้อย ก็เข้าใกล้ความฝันที่จะมีบ้านมากขึ้นไป ผ่อนถูกกว่าเช่าบ้าน ในความคิดของบางคน ยินดีที่จะเหนื่อยกับการผ่อนบ้าน มากกว่าที่จะจ่ายค่าเช่า ดังนั้นเมื่อแคมเปญนี้ เริ่มขึ้นในวันที่ 2 มกราคม พ.ศ.2562 เป็นต้นไป น่าจะทำให้ลูกค้ารายย่อย

หันมาสนใจการซื้อบ้านราคาต่ำกว่าล้าน แทนการจ่ายค่าเช่าบ้าน โดยแคมเปญจะสิ้นสุดในวันทำนิติกรรมก่อน 30 ธันวาคม พ.ศ.2562 ไม่มีใบผ่านสิทธิ แทบหมดหนทางกู้ โดยเฉพาะกับผู้มีเงินเดือนน้อย เพราะธนาคารจะนำยอดสุทธิคงเหลือ มาคำนวณหาร 3 โดยประมาณ แล้วค่อยมาดูว่า มีความสามารถกู้บ้านราคาเท่าไหร่ได้ ดูหนี้สินประกอบ ทั้งนี้การกู้บ้านในราคาระดับล้าน หรือ เฉียดล้าน สำหรับพนักงานบริษัทเอกชน

หรือผู้กู้ที่ไม่ได้มีใบผ่านสิทธิหักผ่านบัญชีสวัสดิการ มักจะต้องมีเงินเดือนสุทธิคงเหลือเกิน 15,000 บาทขึ้นไป คนจนก็กู้ไม่ได้อยู่ดี เพราะเงื่อนไขของธนาคารไม่ผ่อนปรน ต่างกับธนาคารออมสินที่ความเข้าใจผู้กู้มากกว่า แต่ธนาคารออมสินก็มีข้อจำกัดในหลายด้าน รวมถึงความล่าช้าในการดำเนินการกู้ในแต่ละราย ธอส.จึงเหมือนเป็นของต้องห้าม กระนั้นในอัตราดอกเบี้ยที่ถูกลง และการยืดระยะเวลากู้ยาวนานได้ถึง 40 ปี อาจทำให้ยอดผ่อนชำระต่อเดือนต่ำ

ซึ่งนั่นก็นับเป็นข่าวดี ถ้า ธอส.นำยอดผ่อนต่อเดือนอันใหม่นี้มาใช้ในการคำนวณความสามารถในการกู้ 4 ฟรีโดนใจ ใครก็อยากได้สิทธิ ซึ่งค่าธรรมเนียมหลักที่มักจะต้องหาเงินสดมาจ่ายในช่วงกู้บ้าน ไหนจะต้องดาวน์ในบางกรณีที่ราคาประเมินบ้านกับราคาขายไม่ไปด้วยกัน ผู้กู้รายได้น้อยต้องสำรองเงินหรือจัดหามาเตรียมไว้ในวันโอนจนทำให้เกิดความลำบากเหลือหลาย ก็ถูกยกเลิกในสิทธิโครงการนี้ 4 สิทธิฟรีสะเทือนวงการอสังหาริมทรัพย์นี้ ได้แก่

ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ ( 0.1% ของวงเงินกู้ ) ค่าประเมินหลักทรัพย์ ( 2,000-3,000 บาท ) ค่านิติกรรมรายละ 1,000 บาท และที่สำคัญ คือ ค่าจดจำนอง ซึ่งต้องใช้เงินหลักหมื่นในการชำระ ณ วันโอน เป็นโบนัสที่ลุงตู่ มอบให้เป็นของขวัญในวาระสิ้นสุดการเป็นนายกรัฐมนตรี แม้จะมีเสียงวิพากษ์เรื่องการใช้นโยบายปล่อยกู้ ดอกเบี้ยต่ำ ว่าเป็นเครื่องมือในการหาเสียงช่วงโค้งสุดท้ายนี้ โดยหวังเอาใจคนยากจนผู้มีรายได้น้อยให้หันมาชื่นชมรัฐบาล

เพื่อเป็นคะแนนใจในงวดการเลือกตั้งที่จะมาถึง กระนั้นในบรรดาโครงการซื้อใจทั้งหมด โครงการบ้านล้านหลัง ดูจะถูกตำหนิน้อยที่สุด เพราะการให้คนรายได้น้อยได้มีบ้านเป็นของตัวเอง เป็นเป้าหมายของทุกรัฐบาลที่ควรจะมี เงิน 60,000 ล้านบาท ถ้าจัดสรรอย่างเป็นธรรม จะนำมาซึ่งความคุ้มค่า และส่งผลให้ชนชั้นรากหญ้า มีที่ซุกหัวนอน และยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการ กดคุมราคาบ้านให้ต่ำ เพื่อเข้าเกณฑ์การใช้สิทธิพิเศษนี้ ด้วยเพราะวงเงินสูงถึงหกหมื่นล้านบาท โครงการไหนเรียกคนให้เข้าไปซื้อได้มาก ก็ถือว่า “อยู่เป็น” ในยุคข้าวยากหมากแพง

-ขอขอบคุณ Line today