ในวันนี้เราได้มีเรื่องราวดีๆ ที่มาส่งต่อให้กับเพื่อนๆทุกท่าน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนขับแท็กซี่คนหนึ่ง แม้จะเป็นเพียงแค่คนขับแท็กซี่คนธรรมดาแต่เขาได้มีจิตอาสาและกลายเป็นฮีโร่ของผู้ป่วยและคนพิการอย่างมาก มีคนจำนวนมากได้ให้ความสนใจในเรื่องราวของผู้ชายคนนี้ รวมถึงภรรยาของเขา ภรรยาของเขาเป็นแพทย์หญิงชำนาญการพิเศษด้านเวชปฏิบัติทั่วไป ปัจจุบันเธอได้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา

และแน่นอนว่าหลายคนคงจะตั้งคำถาม กับคำถามที่ว่า ทำไมสองคนนี้ถึงมาพบรักกันได้อย่างไร เขาสองคนแตกต่างกันแต่สามารถเป็นคู่สามีภรรยามาจนถึงทุกวันนี้ และทั้งคู่ต่างเป็นฮีโร่ของประชาชนอย่างมาก และในวันนี้เราจะนำพาทุกคนมารู้จักบุคคลสองคนนี้กันมากขึ้น โดยในทุกวันเสาร์อาทิตย์ ภรรยาของเขา แพทย์หญิงจำเนียร พรหมชาติ กับคนคนขับแท็กซี่มีชื่อว่าสุวรรณฉัตร พรหมชาติ

โดยทั้งสองคนจะไปอยู่กันที่ศูนย์ฝึกงานไม้ศิษย์เอก ตำบล ศาลายา อำเภอ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม โดยทั้งคู่จะมาช่วยกันทำโต๊ะและเก้าอี้เพื่อนำไปแจกจ่ายให้กับโรงเรียนในท้องถิ่นทุรกันดาร แบบฟรีๆ และโรงเรียนไหนที่ขาดแคลนโต๊ะหรือเก้าอี้ ก็จะนำโต๊ะและเก้าอี้ที่ทำนั้นไปให้กับโรงเรียนเหล่านั้นที่ขาดแคลน โดยทั้งคู่มักจะทำงานอย่างขะมักเขม้น คุณหมอจำเนียร ทำคือการยกเล็กที่ตัดแล้วไปกองไว้

และทาสีกระดานอัดที่ได้รับบริจาคมาเพื่อเตรียมจะนำมาประกอบเป็นโต๊ะเก้าอี้ หากใครพบเจอในตอนแรกเราเชื่ออย่างแน่นอนว่าจะต้องไม่มีใครรู้มาก่อนเลยว่า นี่คือ “พญ.จำเนียร พรหมชาติ” รองผู้อำนวยการ รพ.พนมสารคาม จ.ฉะเชิงเทรา หากไม่มีการแนะนำให้รู้จัก โดยที่นั่นยังมีจิตอาสาอีกหลายคนล้วนเป็นผู้สูงวัยต่างเข้ามาทำงานที่นี่กันอย่างสนุกสนานด้วยความตั้งใจจริงจึงทำให้บรรยากาศที่นั่นล้วนดูอบอุ่นเป็นอย่างยิ่งคราวนี้มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

ทั้งสองคนรักกันได้อย่างไรโดยวันนี้เราจะเป็นมีคำตอบกัน โดยคุณหมอจำเนียรได้เล่าให้ฟังว่าทั้งสองคนนั้นก็อายุไม่น้อยแล้วผ่านการมีครอบครัวกันมาก่อนทั้งคู่และคิดว่าอาจจะไปช่วยของจังหวะชีวิตซึ่งทั้งคู่ก็ได้ผ่านอะไรมามากมายและความรักของทั้งคู่ก็ไม่ใช่ความรักที่หวือหวาซึ่งถ้าหากใครถามว่า คุณหมอจำเนียรมารู้จักกับคุณสุวรรณชาติได้อย่างไรนั่นก็เป็นเพราะว่าคุณหมอจำเนียรได้เคยทำงานจิตอาสาที่เดียวกัน

และติดตามคุณสุวรรณชาดอยู่ตลอดเวลาบน Facebook ที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือผู้ป่วยและผู้พิการแล้วคุณหมอจำเนียรก็จึงหาข้อมูลว่าบุคคลคนนี้ได้เข้าช่วยเหลือสังคมจริงหรือไม่และก็ติดตามดูไปเรื่อยๆแล้วก็ได้เห็นว่าเขาช่วยจริงๆจึงทำให้คุณหมอจำเนียรอยากจะเข้าร่วมทำบุญช่วยให้เขามีกำลังใจในการทำความดีต่อไปจึงได้โทรศัพท์ไปบอกว่าเดี๋ยวจะช่วยค่าโทรศัพท์เดือนละ 500 นะซึ่งนั่นก็ไก่เป็นจุดเริ่มต้นที่ตั้ง 2 คนได้รู้จักกัน

หลังจากนั้นมาทั้งสองก็ได้มาช่วยงานบุญกันเรื่อยๆและคุณหมอจำเนียรก็คิดว่านอกจากจะช่วยค่าโทรศัพท์แล้วจะช่วยเหลืออะไรคุณสุวรรณฉัตรต่อดีแล้วก็ตั้งชุดคิดว่าตัวเองเป็นแพทย์เวลาที่เห็นเขาอุ้มผู้ป่วยที่พิการนอนติดเตียงและต้องใช้เครื่องช่วยหายใจซึ่งบางทีคนไข้ก็จะไม่รู้เลยว่าสิ่งของตัวเองนั้นสามารถเช็คสิทธิ์เบี้ยพิการได้คนละ 800 บาทต่อเดือนและลูกหลานนั้นก็สามารถเอาไปลดหย่อนภาษีได้

ดังนั้นทางคุณหมอจำเนียรจึงได้เข้ามาช่วยคุณสุวรรณฉัตรคอยทำงานในเรื่องการต่อยอดทำงานให้กับผู้ป่วยโดยสร้างให้มีความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยครั้งแรกที่คุณหมอจำเนียรได้เห็นคนสุพรรณชาติก็เห็นว่าเขาเป็นคนดูใจดีโดยไม่ได้สนใจนะว่าคนๆนี้เป็นคนขับรถแท็กซี่ไม่ได้มองที่อาชีพหรือเงินทอนมองที่การกระทำเพราะไม่ว่าสาขาอาชีพอะไรก็รู้แต่เป็นคนดีและก็มีคนไม่ดีสะสมปนกันไปอยู่ทั้งนั้นโดยทั้งคู่ก็ใช้เวลาศึกษาดูใจกันประมาณสัก 1 ปีก่อน

ที่จะตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้วก็จดทะเบียนสมรสด้วยกันมาประมาณ 2-3 ปีแล้วโดยทั้งคู่ก็ช่วยเหลือกันอยู่ตลอดเวลาและทั้งคู่ก็ต่างครับใจในความดีของทั้งสองคน “กว่าเรา 2 คนจะมาถึงวันนี้ได้ก็ต้องต่อสู่กับสายตาของผู้คนรอบข้าง สังคม หรือแม้กระทั้งคนใกล้ตัว ญาติ พี่น้อง ที่เขาไม่เห็นเห็นด้วย ซึ่งถ้าเรามั่นใจในตัวเขา เราเลือกเขา หากไปฟังจากคนนั้นคนนี้ก็คงไม่มีมาถึงวันนี้

เรามั่นใจเพราะเราศึกษาเขามาแล้วและมั่นใจว่าเขาเป็นคนที่ดูแลเราได้ และเป็นกำลังใจให้กันได้ไปจนกว่าจะแก่เฒ่าไปด้วยกัน เราไม่ต้องไปสนใจในคำพูดเขาหรือคำพูดของใคร เพราะมันจะเป็นการทำลายจิตใจเรา แต่ในมุมกลับกันมีคนที่ติดตามคุณเดี่ยวกลับชื่นชม และเป็นกำลังใจให้เรา แต่ทุกวันนี้ทุกฝ่ายยอมรับเราแล้วทั้งผู้คนรอบข้าง ญาติ พี่น้อง” พญ.จำเนียร กล่าว “การที่จะอยู่ด้วยกัน สุขหรือทุกข์เรา 2 คนคือคนที่จะรับรู้

ไม่ใช่ว่าเรามาออกสื่อแล้วรักกัน พอกลับไปบ้านแล้วทะเลาะกันมันไม่ใช่ เพราะหากเราอยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข เราไม่ต้องไปบอกให้ใครเขารู้หรอก เพราะทุกวันนี้เราอยู่ด้วยกัน และมีความสุขดี” นอกจากนี้คุณหมอจำเนียรยังบอกอีกว่าสำหรับการทำจิตอาสา คุณสุวรรณฉัตรไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการทำจิตอาสาของตนเพราะคุณหมอจำเนียรเป็นคนชอบทำงานจิตอาสาอยู่แล้ว

ตั้งแต่สมัยตอนเรียนแพทย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เมื่อได้มากับคุณพบเจอกับคุณสุวรรณฉัตร ก็ให้ทำความรู้สึกว่าความทรงจำเก่าๆได้หวนกลับคืนมา นั้นเอง โดยนอกจากนี้ทางคุณหมอจำเนียรก็มีความคิดที่ว่าหลังจากที่ตัวเองทำงานทางด้านการแพทย์มาแล้วประมาณ 25 ปีตั้งใจว่าวันที่ 1 พฤษภาคมนี้จะเข้าโครงการสมัครใจลาออกและเกษียณก่อนกำหนดเพื่อหันมาทำงานจิตอาสาอย่างเต็มที่โดยที่ไม่คิดจะกลับไปทำงานทางด้านแพทย์ต่อไปแล้ว

“หากจะเรามองคนหรือดูคนอย่าไปมองที่อาชีพหรือหน้าตา ฐานะ หรือรายได้ ให้ดูสิ่งที่เขาทำว่าทำอะไร และให้คนอื่นเดือดร้อนหรือไม่ ทุกคนสามารถทำสิ่งดีๆ ให้กับครอบครัว สังคมได้ เราเริ่มจากเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก่อน เช่น ขับรถให้มีน้ำใจต่อกัน เป็นต้น ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น คนเป็นหมอได้เงินเป็นล้านเป็นแสนไม่ต้องไปสนใจ เพราะเราทำตรงนี้แล้วเรามีความสุข เพียงแค่ออกใบอนุญาตให้คนป่วยเพียงใบเดียวผู้ป่วยก็ดีใจมากแล้ว” พญ.จำเนียร พรหมชาติ กล่าวทิ้งท้าย

คราวนี้มาดูทางด้านของคุณสุวรรณฉัตรกันบ้างดีกว่าว่าเขาจะพูดถึง ความรักของตัวเองที่มีต่อภรรยาอย่างไรบ้าง
โดยคุณสุวรรณฉัตรได้บอกว่าก่อนที่จะมาพบกับคุณหมอจำเนียรก็มีสาวใหญ่ที่มีฐานะหลายคนต่างเข้ามาติดต่อสนใจในตัวเขาเป็นอย่างมากบางคนก็บอกว่ามีสมบัติ แต่ไม่มีคนมาสืบทอดอยากจะให้มาอยู่ด้วยพยายามเสนอนั่นนี่และสิ่งอำนวยความสะดวกสบายให้พยายามให้คุณสุวรรณฉัตรเลิศจากการทำงานจิตอาสาและไปอยู่ด้วยกันแต่คุณสุวรรณฉัตรก็เลือกที่จะทำงานจิตอาสามากกว่าเพราะไม่สามารถทิ้งตรงนี้ได้

แต่กลับกันคุณหมอจำเนียรกับกลายเป็นเหมือนคู่บุญที่ร่วมทำบุญกับเขามาโดยตลอดซึ่งอาจจะเป็นโชคชะตาที่ทำให้ทั้งสองนั้นอาจจะมาพบกันเนื้อเรื่องของการทำจิตอาสา ด้วยจิตใจและด้วยความช่วยเหลือก็ทำให้ทั้งสองคนได้มาอยู่ด้วยกันและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันโดยตรงนี้เองจึงเกิดความใกล้ชิดซึ่งกันและกันและทำให้มองเห็นความดีของกันและกัน

“จิตใจของคุณหมอสูงส่งมากที่ยอมลดระดับความเป็นหมอและเสียสละลงมาคบหากับคนที่มีวุฒิแค่เพียง ป.2 และก็ขับแท็กซี่อย่างผม เนื่องจากสังคมส่วนใหญ่มักจะมองคนขับแท๊กซี่ในแง่ลบ แต่ทั้งนี้ผมก็มองว่าคนที่จะมาอยู่กับเราได้ก็ต้องเป็นคนที่เสียสละส่วนตัวทั้งรายได้ เงิน ทอง ทุกอย่างเลย ซึ่งคุณหมอก็ยอมลดตัวลงมาเพื่อที่จะมาใช้ชีวิตกับผม ผมรู้สึกว่าคนแบบนี้หายากมา ถึงอายุเราจะต่างกัน 8-9 ปี มันก็เป็นแค่ตัวเลข แต่สำคัญ คือ ความดี”

โดยในตอนแรกคุณสุวรรณฉัตรก็บอกว่าลูกของหมอแทบจะไม่เคยเปิดใจรับตัวเขาเลยเพราะกลัวว่าตัวเขาจะไปเกาะแม่เขากินแต่วันหนึ่งเมื่อลูกของคุณหมอรู้เรื่องราวมากขึ้นกับกลายเป็นว่าลูกๆกลับมาทำงานจิตอาสาด้วยถึงเวลาก็จะไปบริจาคเก้าอี้กับเด็กๆชนบทอีกด้วย “เมื่อคุณหมอเข้ามาในชีวิตผม นอกจากจะช่วยผู้ป่วยและคนพิการทั่วไปแล้วยังได้ช่วยเหลือคุณพ่อผมที่มีปัญหาเรื่องดวงตามองไม่เห็นข้างหนึ่ง

เนื่องจากทำงานแล้วเศษอิฐกระเด็นเข้าไป แต่เขาไม่ทราบนึกว่าตาบอดเพราะว่าอายุมากแล้ว คุณหมอจึงส่งเรื่องไปให้แพทย์ที่จังหวัดพัทลุงดูให้ ตอนนี้พ่อผมตามองเห็นแล้ว ไปไหนมาไหนได้สบาย นี่คือสิ่งที่ทำให้เราทั้งสองใช้ชิวิตคู่กันมาอย่างมีความสุข และเราทั้งสองก้จะทำงานจิตอาสาต่อไป” สุวรรณฉัตร พรหมชาติ แท๊กซี่จิตอาสากล่าวทิ้งท้าย

ขอบคุณ : คุณสุวรรณฉัตร พรหมชาติ , พญ.จำเนียร พรหมชาติ