ไม่คิดยอมแพ้โชคชะตา! เปิดเรื่องราว “หนุ่ม” จากเด็กบ้านนอก รับจ้างส่งผัก-ขับวินฯ สู่ “ทนายความแผ่นดิน”

0
157

ซึ่งเส้นทางชีวิตของแต่ละคนนั้นก็มักจะไม่เหมือนกันและแน่นอนว่าทุกชีวิตนั้นก็ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบแต่อย่างใดซึ่งแน่นอนว่าทุกคนจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคและขวากหนามต่างๆเช่นเดียวกับชีวิตของหนุ่มวินมอไซค์รับจ้างรายนี้ที่มีชื่อว่า วรวิทย์ เอี่ยมสำอางค์ หรือ โจ โดยตัวเขานั้นสามารถฝ่าฟันอุปสรรคจนสามารถเป็นอัยการทนายแผ่นดินได้สำเร็จ ซึ่งอัยการวรวิทย์นั้นได้สอบติดอัยการผู้ช่วยเป็นรุ่นที่ 51

โดยในปัจจุบันนั้นดำรงตำแหน่งอัยการผู้ช่วยสถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายอัยการ ช่วยข้าราชการสำนักงานคดีอาญากรุงเทพใต้ และได้ปฏิบัติงานราชการอยู่ที่สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 5 โดยทางตัวเขาได้กล่าวว่า ผมเกิดในครอบครัวที่ประกอบอาชีพขายสินค้าทางด้านเกษตรกรพวกผักผลไม้ในจังหวัดเพชรบุรีและมีพี่น้องรวมทั้งหมดประมาณ 4 คนโดยตัวผมเป็นคนที่ 3 และในช่วงชีวิตวัยเด็กนั้นพ่อแม่ไม่ค่อยได้สนับสนุน

ให้เรียนต่อหนังสือเพราะว่าครอบครัวนั้นประกอบอาชีพค้าขายเป็นหลักและก็อยากจะให้ลูกๆประกอบอาชีพค้าขายเป็นพ่อแม่เพราะว่าเป็นอาชีพที่อิสระและไม่ต้องเป็นลูกจ้างใครเกรงว่าถ้าหากส่งรูปเรียนชั้นสูงๆก็จะไม่ส่งลูกถึงฝั่งได้เพราะว่าครอบครัวมีฐานะยากจน ซึ่งทางพ่อของผมเองก็มักจะพูดกับลูกๆเสมอว่าเรียนจบมาก็ต้องเป็นลูกน้องคนอื่นส่วนจะสอบข้าราชการนั้นอย่าหวังเลยยิ่งชาวบ้านอย่างเราๆจะได้มีโอกาสสอบหรือ

โดยอัยการวิทย์นั้นได้เรียนจบจากชั้นป 6 ที่โรงเรียนบ้านท่ายางซึ่งถือเป็นชั้นที่ภาครัฐได้บังคับให้เด็กไทยทุกคนต้องเรียนแต่พอจะเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาในตอนต้นพ่อก็ไม่อยากให้เรียนต่ออยากจะให้มาช่วยค้าขายที่บ้านแทนแต่ตัวอัยการวิ่งได้ขัดใจพ่อและไปเรียนต่อชั้นมัธยมต้นแต่ก็เรียนได้แค่เพียงชั้นม 1 เท่านั้นเพราะทางบ้านเกิดปัญหาทางด้านการเงินอย่างหนัก

จึงทำให้เขาจำใจต้องลาออกจากโรงเรียนและไปช่วยครอบครัวค้าขายหารายได้เพื่อใช้หนี้สินและนอกจากการขายผักผลไม้แล้วเขายังต้องขายข้าวหลามเผาที่ตลาดนัดในย่านจังหวัดนนทบุรีอีกด้วยซึ่งหากมีเวลาว่างก็จะรับจ้างยกขนของพวกสินค้าเกษตรไปทั้งๆ โดยอัยการวิทย์ก็ได้เล่าอีกว่า มีอยู่วันหนึ่งตัวผมนั้นกำลังทำงานยกตะกร้าผักอยู่แล้วก็ได้ยินเสียงเพื่อนสมัยมัธยมต้นที่ขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านไปมีส่งเสียงหยอกล้อ

ซึ่งในตอนนั้นผมมองดูแล้วมันช่างสนุกสนานและกลับกันมามองที่ตัวผมเองผมต้องมาทำงานแบกหามและเห็นเช่นนี้ก็จึงตัดสินใจได้ว่าผมจะต้องกลับไปเรียนอีกครั้งให้ได้จึงแอบพ่อแม่ไปสมัครเรียนกศน. และพอจบชั้นมัธยมต้นก็ตัดสินใจขออนุญาตพ่อเรียนต่อในชั้นม 4 แต่ในครั้งนี้พ่อก็ไม่ได้หักหาญน้ำใจอะไรจึงยอมให้เรียนต่อสายสามัญและในที่สุดแต่ตัวผมก็ยังต้องช่วยพ่อแม่ขายของตามปกติอยู่

และในระดับชั้นอุดมศึกษานั้นทางพ่อก็บอกว่าไม่มีเงินส่งเรียนแต่ในใจก็คิดเพียงแค่ว่าไม่เป็นไรขอแค่มีโอกาสเย็นก่อนก็พอจึงได้มาสมัครในคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหงและสามารถเรียนจนจบชั้นระดับปริญญาตรีได้ในปีพ.ศ 2551 และระหว่างทำเรื่องขอนั้นก็ยังทำเตาย่างไก่ให้ผมไปขายตามตลาดนัดแถวๆจังหวัดนนทบุรีซึ่งตัวผมก็ไม่ได้ขัดใจแต่อย่างใดเพราะถือว่าเป็นสิ่งตอบแทนที่พ่อนั้นให้โอกาสจนสามารถเรียนจบ

ในระดับชั้นปริญญาตรีได้ในขณะที่เริ่มขายไก่ย่างไปได้สักพักหนึ่งโดยในช่วงนั้นเป็นช่วงปัญหาของเศรษฐกิจโลกซึ่งขายของขาดทุนขึ้นเรื่อยๆจึงขอพ่อลงมาเรียนเนติบัณฑิตต่อ และระหว่างนั้นเองความเจ็บปวดก็เข้ามาเยือนเสาหลักของครอบครัวในที่สุดเพราะพ่อของอัยการ ได้เป็นโรคเบาหวานลงขาจนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จึงทำให้อัยการ

ต้องคอยดูแลพ่ออย่างใกล้ชิดบางช่วงหาอาการดีขึ้นตัวเขาก็ไปหางานทำแต่ก็ยังทำงานประจำไม่ได้เพราะต้องคอยกลับมาดูแลพ่ออยู่เสมอกันจึงตัดสินใจขี่วินมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่แถวย่านมหาวิทยาลัยรามคำแหงวิทยาเขตบางนาโดยขี่รถตั้งแต่ตี 05:00 จนถึง 08:00 นและ 18:00ถึง 19:00 น โดยตลอดเวลาที่พ่อป่วยประมาณ 5 ปีเขาก็ดูแลพ่อไปด้วยและขี่วินมอเตอร์ไซค์ไปด้วยอีกทั้งยังอ่านหนังสือ

เพื่อที่จะสอบเนติบัณฑิตไปด้วยจนสามารถเรียนจบชั้นเนติบัณฑิตได้ในสมัย 65 โดยช่วงนั้นอาการของพ่อทรุดหนักลงเป็นอย่างมากสมองเรื่องไม่รับรู้อะไรเหมือนเจ้าชายนิทราโดยในตอนนั้นครอบครัวหมดความหวังเป็นอย่างมากในแต่ละวันที่พระจะจากไปโดยในทุกเช้าที่เขาตื่นนอนขึ้นมาก็จะเห็นพ่อนอนแน่นิ่งแล้วรู้สึกใจหายทุกครั้งต้องคอยเปิดผ้าห่มดูว่าพ่อยังหายใจอยู่หรือไม่โดยในช่วงนั้นเขาก็ได้มีโอกาสเข้าสอบอัยการผู้ช่วยครั้งแรกเมื่อปีประมาณ 2557

จึงรู้สึกได้ว่าข้อสอบยากอย่างมากจนสอบไม่ผ่านและคิดในใจว่าถ้ามีเวลาเตรียมตัวดีๆก็น่าจะสามารถทำได้และจนกระทั่งในวันที่ 27 มกราคม 2558 พ่อจึงเสียชีวิตลงผมจึงขอให้แม่และคนในครอบครัวช่วยเก็บพ่อเอาไว้ก่อนอย่าเพิ่งเผารอจนกว่าจะสามารถสอบอัยการรอบต่อไปได้สำเร็จเพื่อที่จะแต่งชุดปกติขาวในวันงานเผาพ่อให้ได้ ช่วงที่พ่อเสียชีวิตลงเขาจึงได้ตัดสินใจขายเสื้อวินมอเตอร์ไซค์และหันมาเป็นทนายความในช่วงปี 2558

ซึ่งการทนายความน้ำเยอะเป็นอย่างมากโดยตัวเขาก็รับหน้าที่เป็นเสมียนทนายความเป็นทั้งคนขับรถและจัดทำเอกสารเองหมดทุกอย่างจึงแทบไม่มีเวลาอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบอัยการแต่อย่างใดจึงอ่านในห้องพิจารณาคดีระหว่างรอผู้พิพากษาลงบ้างดังบ้างอ่านระหว่างรอคัดเอกสารบ้างโดยในตอนนั้นก็คิดว่าความหวังที่จะใส่ชุดปกติขาวในวันงานเผาศพพ่อเริ่มหมดไปจึงได้มีการบอกกับทางครอบครัว

ว่าให้เผาศพพ่อก่อนดีกว่าหากรอจนกว่าเขาจะติดอัยการแล้วเราก็พ่อคงไม่ได้เผาสักทีหนึ่งจึงทำให้ครอบครัวตัดสินใจของศพพ่อหลังจากวันที่เขานั้นสามารถสอบอัยการได้สำเร็จในตำแหน่งอัยการผู้ช่วย ด้วยความรู้สึกแรกหลังจากที่สอบติดอัยการนั้นเขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมากแต่ก็เสียใจที่ไม่มีความเชื่อมั่นในตัวเองพอไม่อย่างนั้นเขาก็คงได้ใส่ชุดปกติขาวไปงานศพพ่อดังที่ตั้งใจเอาไว้ และสาเหตุที่ทำให้อาการ วิทย์

นั้นได้เข้ามาเดินสายของนักกฎหมายอัยการนั่นก็เป็นเพราะว่าเขาได้แรงบันดาลใจมาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนและเมื่อตอนเด็กพ่อเคยเป็นคดีความขึ้นศาลแพ่งคดีนั้นทำให้พ่อต้องเป็นโจทก์ฟ้องคดีซึ่งกว่าจะชนะคดีก็ต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะชนะได้และจำได้ว่าในตอนนั้นพ่อกับญาติๆต้องไปสายเป็นประจำและทุกครั้งที่ไปพ่อก็จะรู้สึกเคร่งเครียดเป็นอย่างมากอีกทั้งยังต้องนัดพบ

เพื่อคุยกับคนแก่ผมหงอกที่ทุกคนให้ความเคารพและเกรงใจและในแต่ละครั้งก็จะต้องมีของฝากอีกทั้งยังต้องมีพ่อค้าแม่ค้าขายของที่ไม่ได้เงินทองมากมายเอาเงินมาซื้อของให้กับชายแก่คนนี้เป็นประจำจนบางครั้งถึงขั้นต้องหยิบยืมคนอื่นซึ่งก็ตามมาทีหลังว่านั่นคือทนายความของเรานั่นเอง และในตอนนั้นเขาก็รู้สึกว่าคนคนนี้ดูแล้วน่าเกรงขามแต่ยังไม่รู้หรอกว่าทนายความคืออะไรเพียงแค่ว่าเห็นพ่อตัวเองนั้นเก่งอยู่แล้วแต่พ่อยังเคารพบุคคลคนนี้ที่เก่งกว่า

ซึ่งผมตัวเขาก็เคยถามพ่อว่าแต่ในความกลัวตำรวจหรือไม่ซึ่งพ่อก็บอกว่าตำรวจส่วนใหญ่กลัวทนายความมากกว่าจึงทำให้เขามีคำถามในใจว่าอัยการคือใครพอเริ่มโตขึ้นก็ทราบว่าอัยการคืออะไรทำหน้าที่อะไรประกอบกับสามีของอาผมเป็นอัยการผมจึงเริ่มสังเกตและมักจะพูดคุยกับอาเขยอยู่เป็นประจำทุกครั้งที่มีโอกาสได้พบท่านและเริ่มรู้จักพนักงานอัยการมากขึ้นจนเริ่มอยากจะเป็นอัยการในที่สุดอีกทั้งผมยังมีความมุ่งมั่นที่จะเรียนสายกฎหมายเพื่อสอบเป็นบรรจุอัยการตลาดใหม่ด้วย

นอกจากนี้การวิจัยกลับถึงไทยว่าเมื่อใดที่เขานั้นได้เป็นอัยการตามที่หวังแล้วก็จะตั้งปณิธานเอาไว้ว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งของตัวเองให้ดีที่สุดด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและยุติธรรมและจะอำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่ายปราศจากอคติทั้งปวงได้จะเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนตลอดชีวิต อัยการวรวิทย์ บอกทิ้งท้ายว่า เมื่อได้เป็นอัยการตามที่หวังแล้ว ตั้งปณิธานว่าจะปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งทนายของแผ่นดิน ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม อำนวยความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย ปราศจากอคติทั้งปวง และจะเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชนตลอดชีวิต แต่ละห้วงชีวิตของ อัยการวรวิทย์ ที่เต็มเปี่ยมด้วยความกตัญญู ความเพียร มานะ อุตสาหะ จึงเป็นต้นแบบของนักสู้ตัวจริงเสียงจริง