“ดร.กฤษฏา จ่างใจมนต์” จากเด็กสลัมธรรมดา กัดฟันสู้ชีวิต สู่เศรษฐีพันล้าน

0
251

โฆษณาตลกๆ ของผลิตภัณฑ์กาแฟ “เนเจอร์กิฟ” โดนใจคนดูนับล้านหน้าจอโทรทัศน์ ส่งผลให้วันนี้ชื่อของเนเจอร์กิฟดังระเบิดไปทั่วประเทศ

แต่ใครจะรู้ว่ากว่าที่บริษัทจะเติบใหญ่มีชื่อเสียงมูลค่านับพันล้านบาท ครองตลาดในฐานะผู้นำด้านผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสุขภาพ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ร่ำรวยระดับมหาเศรษฐีในวันนี้ ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ กรรมการผู้จัดการห้างหุ้นส่วนจำกัด เนเจอร์กิฟ (ประเทศไทย) ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกายและกำลังใจมากมายขนาดไหน

เบื้องหลังโฆษณาตลกๆ จึงไม่ใช่เรื่องน่าขำ หากลองย้อนกลับไปดูเส้นทางการต่อสู้ชีวิตของมหาเศรษฐีผู้ไม่ยอมจำนนต่ออุปสรรคคนนี้

คัมภีร์สู่ความสำเร็จ จากเด็กสลัม…สู่ซีอีโอพันล้าน ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ เรียบเรียงโดย สุวรรณา ตปนียากรกช สำนักพิมพ์โพสต์บุ๊กส์ ชีวประวัติของซีอีโอผู้ก่อตั้งผลิตภัณฑ์เนเจอร์กิฟ ธุรกิจพันล้านที่ครองใจลูกค้ามากมาย แต่กว่าจะถึงวันนี้ ในอดีตเขาคือเด็กสลัมธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่ไม่ได้เกิดบนกองเงินกองทอง ไม่มีนามสกุลดังเป็นกองหนุน ชีวิตไม่เคยสัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่าส้มหล่น หรือเฉียดใกล้คำว่าโชคดี

ชายร่างเล็กคนนี้ต้องต่อสู้กับความยากลำบาก ล้มแล้วลุกซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ไม่เคยยอมแพ้ กัดฟันสู้ขาดใจ ประหยัดอดออม จนประสบความสำเร็จ

เริ่มต้นจากชีวิตวัยเด็กในสลัมแออัด เหมือนลูกคนจีนในรุ่นเสื่อผืนหมอนใบทั่วไป นั่นคือ ขยัน อดทน ซื่อสัตย์ ประหยัดสุดๆ และทำงานกันทั้งครอบครัว ต้องหาบขนม ไอติมแท่ง เรียงเบอร์ ตระเวนเร่ขายตามตรอกซอกซอย เขาจึงใช้การศึกษาเป็นบัตรผ่านเพื่อหนีไปจากความจน

“การที่ผมเคยอยู่ในสลัม ทางบ้านไม่ได้มีเงินทองให้เราได้ใช้จ่าย ก็ทำให้ผมติดนิสัยประหยัด ทำให้รู้ค่าของเงิน และการที่เราจะได้เงินมา เราก็ต้องมีความขยันและอดทน เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เราจะได้มาฟรีๆ มันต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย แรงใจทั้งนั้นนะครับ

วัยเด็กผมชอบเรียนหนังสือมาก แต่เนื่องจากบ้านผมอยู่ในสลัม การอ่านหนังสือ ทำการบ้านก็ไม่ค่อยสะดวก พอผมเป็นวัยรุ่นก็มักจะไปอ่านหนังสือที่หอสมุดแห่งชาติ ทำให้ได้ศึกษาประวัติบุคคลสำคัญที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจขึ้น เพราะผู้ที่ประสบความสำเร็จที่ผมได้อ่านหลายคนก็เป็นคนยากจนเหมือนผมมาก่อน” ชายร่างเล็ก ใบหน้าผ่องใส กล่าวด้วยน้ำเสียงสดชื่น

ชีวิตเริ่มต้นขึ้นหลังร่ำเรียนจนจบถึงวิศวะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยผลการเรียนยอดเยี่ยม เขาผ่านงานรายได้งามในบริษัทเอกชนหลายแห่ง เรียนรู้ประสบการณ์จนไต่เต้าไปถึงตำแหน่งสูงๆ แต่ด้วยความใฝ่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของกิจการ มีธุรกิจส่วนตัว ในที่สุดก็ตัดสินใจยื่นใบลาออก เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

“ทุกคนมีความฝันของตัวเองด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือ บางคนฝันแล้วหาทุกวิถีทางทำให้มันเป็นจริง ขณะบางคนพอใจที่ได้แค่ฝัน แต่ไม่ลุกขึ้นลงมือทำ”

โชคชะตาไม่ได้บันดาลเส้นทางชีวิตของ ดร.กฤษฎา จ่างใจมนต์ ให้ราบรื่นเลยสักนิด หนำซ้ำกลับส่งบททดสอบอันหนักหนาสาหัสให้เขาได้เผชิญอยู่เสมอ กว่า 30 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจหลายประเภททั้งบริษัทนำเข้าอุปกรณ์ไฟฟ้า ขายเครื่องฟอกอากาศ พิมพ์ตำราหนังสือ โรงงานน้ำตาล นำเข้าเรือขุดแร่จากต่างประเทศ เครื่องทำน้ำร้อนจากแผงโซลาร์เซลล์ สวนป่า ปลูกไร่แก้วมังกร ล้วนประสบความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ธุรกิจเจ๊งไม่เป็นท่า โดนโกงสารพัด เป็นหนี้สินหลายสิบล้านบาท

 

“หนี้ท่วมหัว 50 ล้านบาท วินาทีนั้นไม่รู้จะทำยังไง หนังสือพิมพ์ช่วงนั้นลงข่าวคนฆ่าตัวตายทุกวัน ถ้าผมแสดงความอ่อนแอไป ทุกคนต้องขวัญกระเจิงแน่ ผมมองตาสมาชิกครอบครัวที่ยืนล้อมวงกันแล้วบอกพวกเขาว่า ป๊าเชื่อว่ามันจะต้องดีขึ้นในไม่ช้า ขอให้ทุกคนช่วยกันเปล่งเสียงออกมาดังๆ ว่าเราจะต้องดีขึ้นทุกวัน ดีขึ้นทุกวัน พวกเราพูดกันจนกลายเป็นคำสามัญประจำบ้านไปเลยช่วงนั้น

ผมสอนลูกๆ ว่า ในวันที่เรายากลำบากที่สุด วิธีรับมือที่ดีที่สุดก็คือ ก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหาของเราไป อย่าไปตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา อย่าเอาแต่เรียกร้องให้ฟ้าดินเป็นใจ ไม่ต้องน้อยใจว่าโลกนี้ไม่เข้าข้าง เพราะโลกนี้ไม่ได้รักใครเป็นพิเศษ ถ้าเราไม่ช่วยตัวเองให้ดีที่สุดก่อน ก็ไม่ต้องคาดหวังให้ใครมาช่วยเรา”

ทุกวันนี้ผลิตภัณฑ์เนเจอร์กิฟโด่งดังเป็นที่นิยมของลูกค้าจำนวนมากทั่วประเทศ ฐานะครอบครัวจ่างใจมนต์เข้าขั้นมหาเศรษฐี แต่ ดร.กฤษฎา ยังคงใช้ชีวิตอย่างสมถะเหมือนเดิม และมุ่งมั่นเดินสายทำบุญไปทั่วทุกหนแห่ง

“ตื่นเช้ามาผมกินถั่วต้ม กินกาแฟเนเจอร์กิฟหนึ่งถ้วยก่อนเดินไปทำงาน เที่ยงก็เดินกลับมากินข้าวที่บ้าน สร้อยคอไม่มี พระไม่เคยห้อย นาฬิกาก็ใส่เรือนเดิมมานาน 20 ปีแล้ว เสื้อผ้าตัดแถววงเวียนใหญ่ชุดละพันใส่มาเป็นสิบๆ ปี ไม่ต้องซื้อข้าวของอะไร เพราะภรรยาเป็นคนถือสตางค์ ค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนของผมไม่เกิน 6,000 บาท

ความผิดพลาดในอดีตจะไม่มีค่าเลย ถ้าเราไม่รู้จักเอามันสอนใจตัวเอง พอเรารู้ว่าอะไรที่ผิดหลายๆ ครั้งหลายๆ เรื่อง เวลาเราจะมุ่งหน้าไปในทางที่ถูกต้อง เราจึงลังเลน้อยลง และก้าวเท้าได้เร็วขึ้น ทุกความผิดพลาดทำให้เราเดินเร็วขึ้น ก้าวเท้าได้เร็วขึ้น”

“ผมต้องขอขอบคุณความล้มเหลวในอดีตที่ทำให้เรามีวันนี้”

เนื้อหาอันเข้มข้น อ่านง่าย ไม่ต้องมีทฤษฎีของหนังสือเล่มนี้ รอให้ทุกคนได้ลองสัมผัสถึงชีวิตของชายยอดนักสู้แห่งเนเจอร์กิฟ

ผู้เกิดมาในสลัม โตสลัม แต่ไม่ยอมตายในสลัม

เนื้อหาโดย : https://www.posttoday.com