ความสุขที่พอเพียง! จากสาวแอร์โฮสเตส ยอมทิ้งเงินเดือน เดินหน้าสู้เส้นทาง ‘เกษตรอินทรีย์’

0
523

สวัสดีค่ะวันนี้เกษตรไทบ้านจะพาทุกคนมาดู “เปิ้ล-พภัสสรณ์ จิรวราพันธ์” สาวสวยที่เคยเป็นแอร์โฮสเตสนานถึง 7 ปี ผันตัวมาเป็นเกษตรกร เพราะเลือกที่จะดูแลสุขภาพมากกว่าเงิน จึงทำให้คิดได้ว่ามันใช้ตัวเราไหมจึงทำให้ตัดสินใจลาออก จึงทำให้ตัดสินใจไปเรียนปลูกผัก ซึ่งก่อนหน้านี้ทำงานออฟฟิสมาแล้ว 3 ปี แต่ก็มีอาการปวดหัว

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ลาออกจากงานแล้ว 5 ปีที่เธอสามารถพูดได้เต็มปากว่าเป็นเกษตรกรเต็มตัวไปแล้ว นอกจากสวนผักสวนพืช ยังมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่เธอแปรรูปจากธรรมชาติในชื่อแบรนด์ OganicSpace Thailland ที่จำหน่ายตามบูทงานต่างๆ และทางโซเซียลอินสตาแกรม อย่างไรก็ตาม เธอเล่าให้ฟังเบื้องต้นว่า มันไม่ง่ายแต่อย่างใด สามปีที่ผ่าน ก็เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นบนเส้นทางสายนี้เท่านั้น…

เส้นทางชีวิต ก่อนหันหน้าเข้าสู่วิถีเกษตร

เธอจบมาทางด้านบริหารธุรกิจ พอเรียนจบ เปิ้ลเลือกงานสายการโรงแรม และทำงานที่โรงแรมแมนดาริน โอเรียนเต็ล (Mandarin Oriental Hotel) ประมาณปีกว่าๆ จากนั้นจึงได้ไปสอบแอร์โฮสเตสเพราะอยากใช้ภาษาที่เรียนมา ปรากฏสอบผ่าน ได้เป็นแอร์โฮสเตส สายการบินเจแปนแอร์ไลน์ เปิ้ลเป็นแอร์โฮสเตสได้ประมาณ 7 ปี ก็มีปัญหาสุขภาพ เพราะเราต้องยืนเป็นเวลานาน ทำให้ปวดหลัง จึงลาออกมาทำงานออฟฟิศ

แต่ก็ต้องเจอปัญหาสุขภาพอีก เป็นออฟฟิศซินโดรม อีกอย่างคือรู้สึกเบื่อๆ และคิดว่าอยากจะทำอะไรเป็นของตัวเอง ยิ่งตอนทำงานออฟฟิศจะเบื่อมากเป็นพิเศษ เพราะมันหนักกว่าตอนเป็นแอร์โฮสเตสอีกนะคะ เราต้องนั่งทำงานหน้าคอมพ์ฯ ทั้งวัน ทำงานหนักเพราะส่วนตัวเราก็เป็นคนบ้างาน เมื่อมีปัญหาสุขภาพ เราจึงต้องชั่งใจกับการที่เราได้เงินมาก็จริง แต่ก็ต้องไปโรงพยาบาลทุกเดือน

จึงอยากลาออก หันมาสนใจสุขภาพเราดีกว่า แล้วพอเราเลือกในด้านสุขภาพแล้ว เราก็เลยถามว่าตัวเองว่าชอบอะไร ก็ได้คำตอบว่าชอบธรรมชาติ พอตอบตัวเองได้ เราก็เริ่มมองหาทางเลือกว่าอะไรที่จะช่วยและไม่ทำลายสุขภาพบ้าง ก็ไปสนใจเรื่องการปลูกผัก และไปเรียนเกี่ยวกับการปลูกผักที่ Organic Way ของป้าหน่อยแถวๆ ราษฎร์บูรณะ ตอนนั้นเราก็ยังทำงานออฟฟิศอยู่นะคะ

พอเราเลือกสุขภาพ เราก็ต้องจริงจังกับชีวิตมากขึ้น ทั้งเรื่องอาหารการกิน เรื่องของใช้ต่างๆ เริ่มทำสวนหลังบ้านด้วยการดัดแปลงพื้นที่เล็กๆ ให้เป็นที่ปลูกผักกินเองก่อน หลังจากนั้นก็ศึกษาเกี่ยวกับการเกษตรมากขึ้น ศึกษาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วย และประจวบกับคุณแม่มีที่ทางอยู่ที่บ้านหมอ จังหวัดสระบุรีหลายไร่ เราก็เลยตัดสินใจว่าจะมาทำจริงๆ จังๆ อีกอย่าง ต้องบอกว่าจุดที่เราเปลี่ยนจริงจัง เพราะเราได้ไปเข้าโครงการคนกล้าคืนถิ่น

เป็นโครงการที่ให้คนที่มีที่ทางมาเข้าศึกษาหลักสูตร มีปราชญ์ชาวบ้านมาให้คำแนะนำ พอได้อบรมจริงจังแล้ว เราก็เริ่มทำ จากเล็กๆ 2 ไร่ก่อน เพราะเราอยากรู้ว่าตัวเองทำได้ไหม ก็เริ่มด้วยการปลูกข้าวโพด พอทำข้าวโพดได้เก็บได้กินแล้ว เราก็ไถข้าวโพดหมักดินเพื่อปลูกข้าวต่อ ข้าวที่ปลูกเป็นข้าวไร่เหลืองดง ข้าวพันธุ์พื้นบ้านตามคอนเซ็ปต์ที่เปิ้ลอยากปลูกอะไรที่เป็นการอนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นบ้านไว้

เราก็จึงปลูกข้าวชนิดนี้แล้วมันก็เหมาะกับพื้นที่ของเราด้วย เพราะปีที่แล้วแล้งมาก เราเลยต้องปลูกข้าวชนิดนี้เพราะข้าวชนิดนี้ใช้น้ำน้อย ตอนนี้เปิ้ลทำอยู่ทั้งหมด 3 อย่างค่ะ เรื่องเกษตรที่เราปลูก ก็เริ่มจากทำที่สวนหลังบ้านให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เปิ้ลเริ่มจากปลูกข้าวโพด ปลูกข้าว แต่ตอนนี้ในเรื่องของการเป็นเกษตรกร เรายังอยู่ในช่วงเริ่มต้นอยู่ อยู่ในขั้นพอกินอยู่ จะเป็นการเอาสิ่งที่ปลูกมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มากกว่า

ส่วนสิ่งที่เราปลูกยังไม่มีจำหน่าย เรายังอยู่ในขั้นตอนการเป็นเกษตรกรเล็กๆ ที่ปลูกกินเองตามแนวพระราชดำริก่อน แต่ว่าก็มีแผนที่จะปลูกขยายมากขึ้นเหมือนกันนะคะ อย่างที่สองเปิ้ลมีแบรนด์ OganicSpace Thailland อันนี้จะเป็นผลิตภัณฑ์ของใช้ เช่น สบู่ออแกนิกที่ทำจากเกล็ดน้ำมันซึ่งน้ำมันเราก็จะใช้น้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอกสกัดเย็น น้ำมันละหุ่ง โดยเอาผลิตผลที่ปลูกอยู่หลังบ้านอย่างตำลึง มะเฟือง มาเป็นส่วนประกอบในการทำสบู่

ซึ่งการปลูกพืชของเราก็จะไปเชื่อมโยง แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ด้วยค่ะอันนี้เปิดตัวที่งาน organic and natural expo Thailand ซึ่งตอนนี้สบู่ของเราก็จะมีขายทางเพจเฟซบุ๊ก Organic Space Thailand และบูทงาน organic and natural expo Thailand ค่ะ เป็นการเปิดตัวสบู่ครั้งแรกเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม ตอนนี้เปิ้ลก็เริ่มมีกลุ่มเครือข่ายแม่บ้านจังหวัดสระบุรีด้วย

ซึ่งเขาจะปลูกมะกรูดกันเยอะ เราเลยคิดว่ามันสามารถเอามาแปรรูปได้ ก็มีการรวมกลุ่มเรื่องของผลิตภัณฑ์มากขึ้น แล้วก็เอาความรู้ที่เรามีมาทำอย่างแชมพูสมุนไพรทำอะไรต่างๆ อย่างที่สาม เปิ้ลมีแบรนด์เสื้อผ้าชื่อว่า wear me natural ซึ่งอันนี้เปิ้ลจะทำงานร่วมกับวิสาหกิจชุมชนที่ภาคเหนือ ซึ่งเราก็ไปอยู่กับชาวบ้านเลย แลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเรื่องสีธรรมชาติ แล้วเราก็ออกแบบให้งานเขาตัดเย็บ ย้อมแล้วก็ส่งมาให้ทางเราจำหน่าย

คลิป 1

ในส่วนของเสื้อผ้า เปิ้ลจะไปตั้งบูทขายตามงานต่างๆ เองแล้วก็มีขายทางอินสตาแกรม อย่างเสื้อผ้า นอกจากจะขายคนไทยแล้วก็เริ่มต่อยอดพัฒนาไปคนต่างชาติ ตอนนี้ก็มีคนญี่ปุ่นเข้ามาคุยบ้างแล้ว แต่เป็นญี่ปุ่นที่อยู่ในเมืองไทยที่เขาอยากให้คนญี่ปุ่นได้ใช้ เปิ้ลจะเริ่มพัฒนาแล้วช่วยเหลือกันเป็นกลุ่ม ซึ่งเราจะแตกผลิตภัณฑ์ไปเรื่อยๆ ซึ่งงานของเปิ้ลจะมีสแกนว่า เป็นธรรมชาติ ผสมผสานกับการให้ และรวมไปถึงการรวมกลุ่ม เพราะมันสำคัญนะคะ เราไม่ได้ก้าวไปคนเดียว เราต้องดึงคนนั้นคนนี้ให้พัฒนาไปด้วยกันและเขาก็มีชีวิตที่ดีขึ้นอะไรทำนองนี้ค่ะ

คลิป 2

-ขอขอบคุณ รายการตามรอยเศรษฐกิจพอเพียง ต้นทางสู่ความยั่งยืน , mgronline