เจ้าของวลีเด็ด จน เครียด กินเหล้า! เผยชีวิต “สายเชีย” จากตัวประกอบลูกชาวนาเร่ร่อน ขอข้าววัดกิน ล่าสุด เป็นนักธุรกิจอสังหาฯ

0
180

ชีวิตผกผันเรียกได้ว่า หน้ามือเป็นหลังมือ สำหรับ “สายเชีย วงศ์วิโรจน์” เจ้าของวลีเด็ด จน เครียด กินเหล้า ที่หลายคนคุ้นหน้าคุ้นตาเขาจากผลงานโฆษณาที่สร้างชื่อมากมาย รวมทั้งผลงานภาพยนตร์ที่ต้องร่วมงานกับนักแสดงต่างชาติชื่อดัง ก็มีรายชื่อของผู้ชายคนนี้ได้เข้าไปร่วมแสดงด้วย ชีวิตของ “สายเชีย” นั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ กว่าจะมีชีวิตที่ดี สุขสบายแบบทุกวันนี้ ต้องผ่านความยากลำบาก

ขุดส้วมแลกค่าเทอม เพราะอยากจะได้เรียน แล้วชีวิตของเขาก็พลิกผัน เมื่อได้มาเป็นสตันท์แมน ที่มีชื่อเสียงแถมได้โกอินเตอร์และเล่นหนังฮอลลีวูดประกบดาราชื่อดังระดับโลก ชีวิตการเป็นสตันท์แมน เป็นเรื่องที่เสี่ยงมากต่อชีวิต เพราะผูกไว้เสี่ยงกับความตาย ผลงานแรกของ “สายเชีย” เริ่มต้นเมื่อ 2529 จากการเป็นตัวประกอบ และมีผลงานที่สร้างชื่อเป็นที่รู้จักก็คือ โฆษณา จน เครียด กินเหล้า

ที่เป็นโฆษณาที่ได้รางวัลจากเมืองคานส์ สำหรับประสบการณ์ชีวิค ที่สำคัญ คือการได้เล่นภาพยนตร์ประกบ แองเจลินา โจลี เป็นภาพยนตร์ที่ได้ฉายในต่างประเทศ แล้วฉากที่ถ่ายทำในประเทศเคนยา ก็เริ่มต้นจากการเป็นตัวประกอบเป็นสตันท์แมน แล้วก็เริ่มมีบาทมากยิ่งขึ้น อย่างไม่น่าเชื่อว่าลูกชาวนาคนหนึ่ง จะมีโอกาสได้ก้าวไปในฐานะที่ได้ร่วมแสดงกับดาราระดับโลก ได้เดินทางขึ้นเครื่องบิน

ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิด ชีวิตของ สายเชีย เริ่มเปลี่ยนแปลงหลังก้าวไปในระดับอินเตอร์ กับการทำงานเป็นสตันท์แมน ทำให้หลายคนเข้าใจว่า เขาต้องค่าตัวแพงแน่นอน เลยไม่ค่อยมีภาพยนตร์ไทยเรื่องไหนมาจ้าง ทำให้ช่วงที่ว่าง ก็ผันตัวเองไปเป็นพ่อค้าขายที่ดิน ทีแรกไปกู้เงินมาแล้ว เอามาแบ่งขายตารางวาละ 3,500 บาท ซึ่งจริงๆ ก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องธุรกิจ แต่โชคดี

ได้คนที่มีความรู้ คนเก่ง รุ่นน้องเราที่ทำงานด้วยกับเขาแนะนำ ตอนนี้จับธุรกิจขายที่ดินมาประมาณ 1ปีกว่าๆ ยังไม่เคยโดนโกง ใครไม่ซื้อก็มาเอาเงินคืน เพราะเราจะได้ขายต่อ เพราะที่ดิน นับวันยิ่งราคาขึ้น หากย้อนไปสภาพในวัยเด็ก ครอบครัวยากจนมาก ไม่มีข้าวกิน มีพี่น้องหลายคน จนไม่มีค่าเทอมไปโรงเรียน รองเท้าก็ไม่มีใส่ไปโรงเรียน

เสื้อผ้าต้องรอบริจาคในทุกๆ ปี ชีวิตลำบากมากถึงขั้นต้องไปขุดส้วม เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ไ่มีสิทธิ์ที่จะอาย เพราะสมัยเรียนก็ไม่มีข้าวกลางวันกิน ต้องหนีไปอยู่ห้องสมุด เพื่อนนั่งกินข้าว จะไปนั่งมองเพื่อนกิน “สายเชีย” ตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ ตอนอายุ 18 มากับเพื่อน 2 คน ก่อนที่จะมา ตอนนั้นย้ายไปอยู่กำแพงเพชร เช่าที่นา 50 ไร่ คิดว่าจะมีข้าวกิน พอทำไปจนข้าวเหลืองทั้งทุ่ง มีความหวัง

แต่ฝนดันตก 1 อาทิตย์ ก็เลยท้อแท้ หมดหวัง มีต้นทุนแค่ร่างกายของตัวเอง เลยอยากจะมาชกมวยที่กรุงเทพฯ ซึ่งตอนนั้นวุฒิอะไรก็ไม่มี ม.3 ก็เรียนไม่จบ นั่งรถไฟมามีเงินติดตัวมา 300 บาท เดินจากหัวลำโพงไปหัวตะเข้ ไม่กล้านั่งรถเมล์ ก็เพราะไม่รู้ว่ามันราคาเท่าไร เดินประมาณ 4-5 ชั่วโมง ไปแล้วก็ไม่เจอเพื่อน ก็เดินกลับมาพระโขนงไปถึงปากน้ำ จะไปหาพี่ชาย เพราะพี่ชายตาบอด ไปอยู่ดูแลคนพิการก่อนแล้วก็ทำงานก่อสร้าง

พยายามจะไปทำงานโรงงานแต่ก็ไม่มีคนรับ ตระเวนสมัครงานจนเงินแทบหมด ต้องไปนอนวัดก็ขอข้าวที่วัดกิน และขอเงินหลวงพ่อ ผมเป็นคนไม่ค่อยวัตถุมาก ความจนมันสอนเราหลายอย่าง สตันท์แมนกับสแตนด์อินต่างกัน เพราะสแตนด์อินต้องเล่นแทน แต่สตันท์แมนก็เล่นเป็นตัวเองก็จะเจ็บๆ หน่อย มันมีความเสี่ยงสูง อุปกรณ์การเซฟก็ไม่มี

ต้องซ้อมกันล่วงหน้าเป็นเดือนๆ แต่ก็เคยหล่นสลิงอยู่ครั้งหนึ่ง เป็นภาพยนตร์ไทย หล่นจากที่สูงประมาณ 5-6 เมตร เป็นฉากมอเตอร์ไซค์ชนขอนไม้ก็หล่นกระแทกพื้น นอนพักรักษาตัวอยู่ 1 เดือนที่บ้าน กลัวพิการมั้ย คิดว่าไม่มีทางเลือกมากเท่าไร


.

-ขอขอบคุณ newtv