ชีวิตสุดพลิกผัน! โดนไล่ออกจากงานประจำ เดินทางกลับบ้านนอก สู่วิถีชีวิต…เกษตรกร

0
161

ชีวิตคนเราไม่มีอะไรที่แน่นอน เกษตรกร / คุณ วรมัน อีสานใต้ สมาชิกเว็บไซต์พันทิป ได้ตั้งกระทู้ สูงสุดกลับคืนสู่สามัญ..ชีวิตลูกจ้างโดนปลด..หวนคืนสู่บ้านทุ่ง โดยเล่าประสบการณ์ชีวิตที่พลิกผันแบบไม่คาดคิด ซึ่งเจ้าของเหตุการณ์เล่าว่าย้อนไปเมื่อ 2556 เราถูกเลิกจ้างครับ โดนปลดออก ตอนนั้นก็เคว้งนะ ทุกอย่างมืดมนไปหมด เราเครียดกินยานอนหลับไปสิบกว่าเม็ด จนเพื่อนๆ

ที่บริษัทต้องรีบกลับมาจากที่ทำงานหามเราส่งโรงพยาบาลล้างท้องเพราะเราคุยไลน์ในกลุ่มของแผนกกัน ทุกคนก็ให้กำลังใจ แต่จิตใจเราก็อ่อนล้าเกินไป เราโดนปลดพร้อมกับหนี้อีกมาโข ราวๆ 6 แสนกว่าครับ แต่เราได้เงินชดเชยจากบริษัท 2 แสน และเงินสำรองเลี้ยงชีพเราอีก 2 แสน ทำงาน 10 ปีนะครับ ก็ยอมรับว่าเราก็ใช้ชีวิตที่ผิดพลาดไปมาก สนุกเกินไปเพราะตัวคนเดียว เงินเดือนที่ได้เราก็เอามาผ่อนรถ แต่งรถ แต่เราไม่ใช่ขาซิ่งนะ

แค่ชอบรถแต่งอยากมีรถขับสวยๆ แค่นั้น แรกๆเริ่มทำงาน หลังจากทำงานได้ 2-3 ปี เราเก็บเงินซื้อรถ ยาริสตัวท๊อป 719,000 ดาวน์ไป 150,000 ผ่อนเดือนละหมื่นนิดๆ และเราก็เอามาแต่งเปลี่ยนใหม่ทั้งชุด TRD ราคา 7 หมื่นกว่า เปลี่ยนล้อโน้นนี่นั่น สรุปจ่ายไป 1 แสน 1 หมื่น รูดบัตรเครดิต หนี้สินทุกอย่างเริ่มจากตรงนี้หล่ะครับ ในรอบ 10 ปีเราเปลี่ยนรถ 3 คัน

แต่มันก็เป็นประสบการณ์ช่วงหนึ่งของชีวิตแต่ละคนครับ ที่ต้องเรียนรู้ไป ใครบอกไรเราไม่ฟัง เพราะภายในบ้านเรา Support เป็นกำลังหลัก เพราะฉะนั้นทุกคนเงียบ ไม่ต้องมาบอกฉัน ประมาณนั้น ตลอดระยะเวลา 10 ปี ภาระครอบครัวพ่อแม่ พี่น้องคนอื่นๆ แทบไม่ต้องอะไรเลย พ่อป่วยแม่ป่วย หลังได้รับโทรศัพท์ อีก 4 ชั่วโมงเราถึงบ้านแล้ว ขับรถกลับเอง งานฝากเพื่อน 10 ปีเงินเก็บเราไม่มีนะ

เพราะแต่ละเดือนเงินจะเหลือไม่มาก นอกจากค่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยพวกนี้ เราก็ให้บริษัทหักสำรองเลี้ยงชีพเต็มอัตรา และมีหักฝากสหกรณ์ด้วยนิดหน่อย ก่อนจะโดนปลดหลายเดือน เราเขียนเรียงความเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบ 25 ปีบริษัท “ความประทับใจที่มีต่อบริษัทเสมือนบ้านหลังที่ 2 ของฉัน” จนได้รางวัลชนะเลิศ ไปเที่ยวญี่ปุ่นฟรีบริษัทออกค่าใช้จ่าย แต่หลังจากกลับจากไปเที่ยวญี่ปุ่น 1 สัปดาห์

เราโดนถีบหัวส่งไล่ออกจากบ้าน 5555 ตลก แต่ก็ช่างมันเถอะเนอะ ทุกเรื่องราวในชีวิต ก็มีทั้งเรื่องให้จดจำและเรื่องไม่น่าจำ เอาประสบการณ์ในอดีตวางแผนอนาคตดีกว่า ตอนเรื่องราวของเรายังอยู่ในขั้นตอนสอบสวนและยังไม่ Final เราก็คิดแล้วว่า สู้บริษัทไม่ได้แน่ๆ เขาไม่เอาเราไว้แน่ๆ ผลลัพธ์มีข้อเดียวคือออก ตอนนั้นอายุ 34 นะ (เราทำงานบริษัทนี้ตั้งแต่อายุ 24) เราก็ตั้งสติ ทำตัวเลือกขึ้นมา 2 ตัวเลือกครับ คือ

1. เอาเงินก้อนนี้ไปใช้หนี้หมดเลย แล้วก็หางานทำใช้หนี้ต่อให้หมด เริ่มทุกอย่างใหม่ เก็บเงินใหม่
2. เอาเงินก้อนนี้ไปหาซื้อที่ดินที่บ้าน เตรียมทุกไว้รอเวลากลับไป ระหว่างนี้ก็หางานทำใช้หนี้ไป

เราเลือกข้อ 2 ครับ ผลที่ตัดสินใจในวันนั้น ทำให้เรามีกระทู้นี้ขึ้นมา

เราโดนปลดเพราะคณะกรรมการสอบสวนของบริษัทตัดสินว่าทุจริตครับ บริษัทมีสวัสดิการเบิกค่าน้ำรถสำหรับเดินทางไปทำงาน พนักงานที่ต้องการจะเบิกสวัสดิการนี้ ต้องลงทะเบียนระหว่างที่พักและที่ทำงาน และกำหนดเส้นทางวิ่ง ว่าระยะทางเท่าไหร่ เดือนหนึ่งใช้รถกี่วัน ก็คูณไป ไปเช้าเย็นกลับ ตัวคูณ ก็เป็น 1 ระเบียบบริษัทเป็นแบบนี้ สมมติ เราลงทะเบียนที่พัก ไว้กับบริษัท ระยะทาง ระหว่างบริษัทกับที่พัก ไป-กลับ 90 กิโลเมตร

บริษัทจ่ายให้เรท กม.ละ 3 บาท เราขับรถไปทำงาน 24 วัน ก็จะเป็น 90*3*24 เท่ากับบริษัทจ่ายค่าน้ำมันให้เรา 6,480 พร้อมเงินเดือนและสวัสดิการอื่น แต่ในชีวิตจริง เราปฎิบัติแบบ ตื่นเช้าจากบ้านไปที่ทำงาน เลิกงานกลับบ้าน แบบนี้ในทุกๆวันไม่ได้ครับ บางวันไปทำงาน เลิกงานเล่นกีฬาดึกหรือมีธุระ เราก็ค้างบ้านเพื่อน เช้าไปทำงานต่อ เย็นก็ค่อยกลับบ้าน ไรแบบนี้ พอเราไม่ได้กลับบ้าน 1 ขา แต่เบิกสวัสดิการปกติ

เราก็เลยโดนแทงเรื่องว่าทุจริตโดนตั้งคณะกรรมการสอบ ในมุมของเราก็เสียใจนะ เราว่าบริษัทควรจะปรับปรุงกฎระเบียบให้มันชัดเจนมากกว่านี้ ไป-กลับ ตัวคูณ น่าจะแยกกัน 0.5 ถ้ามีการใช้รถแค่ขาเดียวก็บันทึก 0.5 ถ้าใช้รถ ทั้งไปและกลับ ก็บันทึกเป็น 1 มันก็ชัดเจน แต่นี้คือรวมเลย เอาจริงถ้าให้สอบสวนทุกคนที่มีรถก็ออกกันหมดแหล่ะครับ เพราะไม่มีใครทำอย่างบริษัทกำหนดได้ สุดท้ายเราก็โดนปลดตามเรื่องราวเชือดไก่ให้ลิงดู

อย่าให้พนักงานคนอื่นเอาเป็นเยี่ยงอย่าง ระยะเวลา 4 ปีที่ผ่านมาเราก็ลำบากนะ แต่ก็ต้องอดทน ต้องสู้เนอะยังหายใจอยู่ โดนเลิกจ้างตอนอายุ 34 วุฒิ ปวส. ประสบการณ์ทำงานด้านไอที 10 ปี ไปสมัครงานที่ไหน ในระดับที่สูงขึ้น ก็ไม่มีที่ไหนรับ เพราะวุฒิแค่ปวส.และงานที่ทำมาก็พื้นฐานไม่ได้ลงลึก แต่พอลงมาสมัครระดับล่าง งานออฟฟิตทั่วไป ด้วยอายุที่เยอะเขาก็ไม่พิจารณา จนไปสมัคร รปภ.

พนักงานเติมน้ำมัน ซัฟคอนแทรคฝ่ายผลิตโรงงาน พนักงานในร้านบิ๊กซี เราไปสมัครหมด อะไรก็ได้ ท้อนะตอนนั้น แต่ก็สู้อ่ะขอแค่มีรายได้ เราอาศัยบ้านน้องชายอยู่เพื่อลดค่าใช้จ่าย เรารับผิดชอบจ่ายค่าไฟในบ้านเดือนละพันกว่าบาท เราจับฉ่ายอยู่พักหนึ่ง 3-4 เดือน เราก็ได้งานใหม่ ที่ทำมาจนถึงทุกวันนี้ เงินเดือนเริ่มต้น 10,000 บาท มีโอที 3-4 พัน แค่นั้น จนตอนนี้เงินเดือนเรา 14,000 โอทีประมาณ 7 พัน เราก็พออยู่ได้ จากที่แต่ก่อนที่ทำงานเก่า เงินเดือนเรา 21,000 รวมโน้นนี่นั่นแต่ละเดือนจะไม่ต่ำกว่า 38,000 โบนัส 2 ครั้ง มิถุนายน 50% ธันวาคม 50 %

ภาระทรัพย์สินของเราตอนที่โดนปลด
นอกจากหนี้สินบัตรเครดิตตามข้างบน เราก็มีพวกอสังหาฯด้วยครับ เป็น คอนโด 1 ห้อง 33 ตรม. ชั้น 7 ห้องมุม 9 แสนกว่า ผ่อนดาวน์ไปแล้ว 9 เดือน เราปล่อยทิ้งเลย บ้านเดี่ยวชั้นเดียว 1 หลัง 69 ตรว. 1.69 ล้าน ทำสัญญาและผ่อนดาวน์ไปแล้ว 7 หมื่น ก็ปล่อยเหมือนกัน แต่เรายังโชคดีที่มีคนอยากได้ เขามาขอซื้อต่อ เกือบจะหลุดสัญญาขาดไปแล้ว เราก็ขายเขาในราคาทุนเท่าเดิม

ทำให้เราพอจะมีเงินปิดหนี้บัตรเครดิต กสิกรกับไทยพาณิชย์ รถยนต์เราผ่อนมาแล้ว 4 ปี เหลืออีก 3 ปี งวดละ 8,000 บาท เรายกให้พี่ที่นับถือกัน เอาไปผ่อนต่อเลย เขาให้เงินเราหมื่นนิดๆ ส่วนเราไปซื้อมอไซต์ผ่อนเดือนละ 2000 เพื่อใช้สำหรับขับไปทำงาน เรียกได้ว่า ไม่เหลืออะไรเลย เพื่อนที่เคยคบหา ก็เหลือน้อย ตอนนี้เหลือเพื่อนที่ทำงานเก่าอยู่ 3-4 คนที่พวกเขาดีกับเรา

เอาหล่ะครับ ในอดีตก็ช้ำมาเยอะแหล่ะ เราเรียนรู้จากอดีตทีผิดพลาดของเราเองแล้ว ตอนนี้เราโอเครแล้ว เราก็คิดว่า ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์โรงงาน รับเงินเดือนเป็นลูกจ้างเขาอยู่ ถึงจะเป็นบริษัทที่ดี สวัสดิการดี มั่นคง มันก็ไม่มีอะไรแน่นอนหรอก เราก็เลยคิดว่าเอาเงินที่ได้จากการโดนปลดไปสร้างอนาคตที่บ้านนอกเราดีกว่า เราซื้อที่ดินผืนนี้มา ตอนเป็น นส3ก. เนื้อที่ 3 ไร่ 3 งานครับ ราคา 420,000 บาท

ก็เป็นป่ารกๆ เลย น้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลาก ที่ดินผืนนี้จริง ๆ มีคนจะซื้อหลายคนแล้วครับ แต่ก็แค่คุยกัน จนสุดท้าย ตกเป็นของเรา เราชอบที่ดินผืนนี้มาก เพราะอยู่ติดหมู่บ้าน เหนือติดถนน ใต้ติดหนองน้ำ ตะวันออกมีทางเกวียน(สาธารณะ) และทิศตะวันตกติดที่ดินญาติคนขาย (แต่ก่อนเป็นที่ดินแปลงเดียวกันครับแต่พ่อแม่แบ่งให้ลูก 2 คน คนละครึ่ง ) ตอนซื้อยังเป็น นส3ก. อยู่ แต่แยกเป็นเอกสารสิทธิ์ 2 แปลงแล้ว

แต่ก็ยังไม่มีหลักมุดที่แน่นอนนะครับ ได้แค่ให้คนเฒ่าคนแก่มาเป็นพยานเฉยๆ ว่าเคยวัดกันครั้งก่อนโน้นเขตแดนอยู่ตรงไหน ส่วนโฉนด นส3ก. ก็ยังเป็นแค่พื้นที่มีระวางภาพถ่ายทางอากาศเฉยๆ พอเราซื้อเสร็จโอนเรียบร้อยก็ทำเขตกัน และทำเรื่องเปลี่ยนจาก นส3ก. เป็นโฉนดเลย กระบวนการเปลี่ยนจาก นส3ก. เป็นโฉนดครุฑแดงก็ราวๆ ปีกกว่าครับ (ทั้งรังวัดและเสร็จจนได้โฉนด)

ที่ดินแปลงนี้น้าคนที่เป็นเจ้าของเค้าจะขายเพราะได้เมียที่จังหวัดอื่นครับ ไปอยู่บ้านเมีย ก็ไม่ค่อยได้กลับมาดูแล ปล่อยที่รกร้างไป ตอนแรกเลยน้าเค้าก็ประกาศขายถูกๆ ครับ 2-3 แสน ก็มีคนมาถามซื้อบ้าง เป็นคนบ้านเดียวกันแหล่ะครับ ญาติกัน จะซื้อไว้ให้ลูกบ้าง ก็ต่อราคากันไปมา ติบ้างว่าที่ดินไม่ดีน้ำท่วมบ้าง ทำไรไม่ได้ ขอจ่าย 3 งวดบ้าง จนสุดท้าย ก็ไม่มีการซื้อขายกัน จนล่วงเลยมาหลายปี

ตกมาเป็นของเรา เราให้พ่อไปถามครับว่าจะขายเท่าไหร่ เค้าบอก 4 แสน 2 เราก็ซื้อเลย ไม่พูดมากเนอะเจ็บคอ ซื้อ โอน จ่าย จบ 5555 พ่อกะแม่เราก็ต่อน้าเค้าเหลือ 400,000 อีก 2 หมื่นจะเอาไว้เป็นค่าโอนค่าภาษี บลาฯ ก็โอเคตามนั้นเลยครับ วันโอนก็ไปที่ ที่ดินแล้วมาจ่ายเงินกันที่บ้าน เราชอบที่ดินผืนนี้มาตั้งแต่เด็กๆแหล่ะ ไม่คิดว่า วันนี้จะได้เป็นเจ้าของ รกไปหน่อย น้ำท่วมทุกปีก็ชั่ง ไม่แคร์ พื้นที่ส่วนทิศเหนือเราจะทำบ้าน พื้นที่บางส่วนปลูกข้าวได้ มีพื้นที่บางส่วนน้ำท่วมไม่ถึงปลูกผักได้ ข้างล่างที่เป็นพื้นที่ลุ่มจะขุดสระไรเงี่ย อีกอย่าง 3 ไร่ กำลังดีเลย ไม่เยอะและไม่น้อย


.

.

.

.

-ขอขอบคุณ pantip