ทำเกษตร 9 ปี ปลดหนี้ 50 ล้าน ยึดแนวทางพ่อหลวง และเปิดศูนย์การเรียนรู้ เพื่อตอบแทนสังคม

0
151

หลายปีก่อน ผู้ชายคนนี้ล้มเหลวจากการทำฟาร์มไก่และเลี้ยงปลา ตามแนวทางทุนนิยมที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ซึ่งความเสี่ยงย่อมสูงตามไปด้วย และเมื่อเกิดวิกฤตอุทกภัยจึงส่งผลให้เขาเป็นหนี้ถึง 50 ล้านบาท แต่หลังจากที่ได้ฟังพระราชดำรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นเหมือนตะเกียงนำทางให้เขาพบแสงสว่างแห่งวิถีเกษตรทฤษฎีใหม่ที่เน้นการพึ่งพาตนเอง ทำให้วันนี้เขาหลุดพ้นจากปัญหาหนี้สิน พลิกชีวิตกลับมายืนหยัดขึ้นอีกครั้ง และยังมีรายได้เดือนละเป็นแสน วันนี้ชื่อของ ‘ธงไชย คงคาลัย’ เป็นที่รู้จักในฐานะเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่ท้ารบกับทุนนิยม ด้วยปรัชญาที่ว่า “ศาสตร์พระราชาชนะทุนนิยม ชนะคนทั้งโลก” และใครๆ ก็เรียกเขาว่า ‘อาจารย์ธงไชย’“พึ่งตนเองได้ ชนะทุนนิยม ชนะฝรั่ง ชนะทั้งโลก”

อาจารย์ธงไชย คงคาลัย หนึ่งใน ฅ ฅน ผู้ประสบความสำเร็จจากการใช้ศาสตร์พระราชาแก้วิกฤต ผู้ซึ่งเคยเดินตามแนวทางทุนนิยมจนก้าวหน้าในหน้าที่การงานของบริษัทด้านการเกษตรชั้นนำของประเทศ เคยฮึกเหิมลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ด้วยความมั่นใจจากรากฐานความรู้ และชั้นเชิงธุรกิจ แต่แล้วกลับได้ความล้มเหลวและหนี้สิน ๕๐ ล้านเป็นรางวัล “ว่าวขึ้นสูงโดนลมโต้บ้าง…ธรรมดา” และ “ความรู้อยู่ในธรรมชาติ ใครค้นหาเจอก่อนคนนั้นชนะ” คำกล่าวจากหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ เตือนให้สติกลับคืนมา เขามุ่งมั่นแก้ไขปัญหา โดยทบทวนความรู้ จากภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ พลิกฟื้นชีวิตโดยยึดหลักการพึ่งพาตนเอง และมุ่งเน้นการเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจทฤษฎีใหม่และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ “กำหนดราคาพืช-สัตว์ได้ แก้ปัญหาดินเปรี้ยว โดยไม่ใช้ปูนทุกชนิด พึ่งพาตนเอง ๕ ด้าน ไม่ใช้อาหารสำเร็จรูปเลี้ยงสัตว์ ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี และยาเคมีในการทำการเกษตรเลย

• ภูมิปัญญาไทยเหนือกว่าภูมิปัญญาชาวต่างชาติ
• พึ่งพาตนเอง ๕ ด้าน ลดต้นทุนได้ถึง ๘๕%
• หมดหนี้ มั่นคงระยะยาว และมีความสุข

อาจารย์ธงไชยเล่าให้ฟังถึงช่วงเวลาที่เดินหลงทางอยู่ในวังวนของระบบทุนว่า

“ผมเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แล้วเข้าทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรอยู่ 9 ปี เป็นบริษัทที่เลี้ยงและส่งออกเนื้อไก่ไปต่างประเทศ ทำให้เห็นช่องทางในการทำธุรกิจนี้ ปี 2529 ก็เลยลาออกจากบริษัท มาทำฟาร์มไก่เอง เป็นฟาร์มที่ใหญ่มาก มีไก่เป็นล้านตัว เลี้ยงเองด้วย จ้างเขาเลี้ยงด้วย กระจายอยู่ในพื้นที่ 5 จังหวัด แต่เป็นการเลี้ยงที่เดินตามระบบทุน คือเงินที่ใช้ในการลงทุนส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ อาหารไก่ก็เป็นอาหารเม็ดจากโรงงาน เราเลี้ยงไก่บนบ่อปลาซึ่งทำให้มีรายได้จากปลามาเสริม…..แต่พอปี 2534 เจอน้ำท่วมใหญ่ก็เลยเจ๊ง หมดไป 30 ล้าน ผมก็ไปกู้เงินมาลงทุนใหม่อีก 20 ล้าน ปรากฏว่าปี 2538 โดนน้ำท่วมอีก ก็หมดอีก รวมแล้วเป็นหนี้ 50 ล้าน ช่วงนั้นเครียดมาก ไม่รู้จะทำยังไง ก็ไปปรับทุกข์กับหลวงพ่อปัญญา (ปัญญานันทภิกขุ อดีตเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี) ที่วัดชลประทานฯ เพราะผมเคยบวชอยู่ที่นั่น ท่านก็ให้กำลังใจว่าเป็นลูกศิษย์วัดชลประทานฯห้ามยอมแพ้”

หลวงพ่อปัญญาฯ ให้สติ !

กำลังจะเป็นเศรษฐีรอมร่อ แต่ชีวิตพลิกกลับมาเป็นหนี้ธนาคารกว่า 50 ล้านบาท ระหว่างกำลังคิดอยู่ว่าจะทำอย่างไรดี ได้ไปพบหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ พระอาจารย์ที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ อธิบายความรู้สึกคับแค้นใจให้ท่านฟัง… “ตายแน่แล้วอาจารย์ ท่านว่าไม่ตายหรอก เกิดมาไม่ได้เอาอะไรมา “ว่าวขึ้นสูง ย่อมถูกลมต้านเป็นธรรมดา” ลูกศิษย์วัดชลประทานฯ ต้องสู้ ห้ามพูดว่ายอมแพ้ ก็ถามท่านว่าหมดเงินขนาดนี้จะเอาอะไรสู้ ท่านว่าต้องสู้…สู้ไหม ก็บอกท่าน สู้ครับอาจารย์ แต่ขอถามคำถามคำเดียว ทำอย่างไรผมไม่ต้องซื้อปุ๋ย ไม่ต้องซื้อยา ไม่ต้องซื้ออาหารสัตว์ และผมก็เลี้ยงได้ด้วย เพียงแค่ท่านพูดว่า “ความรู้อยู่ในธรรมชาติ ใครค้นหาเจอก่อนคนนั้นชนะ” ในอดีตเมืองไทยไม่ได้ซื้ออะไรเลย บ้านเธออยู่ริมทะเลสาบใช้อะไรเลี้ยง ทำให้ผมนึกได้ว่าการเลี้ยงสัตว์สมัยก่อนไม่ได้ใช้อาหารเม็ดเหมือนในระบบทุน” อาจารย์ธงไชย ผู้มีความในใจที่อยากบวชในตอนนั้นเล่าความหลัง

เศรษฐกิจพอเพียง…โรงอาหารสีเขียว หลังกลับมาจากวัดก็หันไปอ่านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสอนให้พึ่งตนเอง เริ่มเรียนรู้ทดลองทำเกษตรทฤษฎีใหม่ด้วยตัวเอง เนื่องจากไม่มีสถานที่ให้เขาได้เรียนรู้ อาจารย์ธงไชย เริ่มต้นด้วยการสร้างโรงอาหารสัตว์ โรงยาสมุนไพร โรงปุ๋ยสีเขียวขึ้นมาในสวนของเขา บางคนได้ยินคำนี้อาจคิดว่าเขาสร้างโรงต่างๆ เหล่านี้ด้วยอิฐ หิน ปูน ทราย ความจริงไม่ใช่เลย เพราะโรงเหล่านั้นก็คือ การที่เขาปลูกพืช 7 ระดับตามคันบ่อด้วยแนวทางของเกษตรทฤษฎีใหม่ เรานำศาสตร์พระราชาเรื่องป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างมาประยุกต์ใช้ กลายเป็นการปลูกพืช 7 ระดับ ซึ่งได้แก่

1.ไม้ชั้นบน ซึ่งเป็นไม้เนื้อแข็ง อายุการปลูกยาวนาน
2.ไม้ชั้นกลาง เป็นไม้ใช้งาน ใช้เวลาการปลูกไม่กี่ปี
3.ไม้ชั้นล่าง เป็นพวกผลไม้
4.ไม้หน้าดิน เป็นพืชผักสวนครัวและสมุนไพร

5.ไม้หัว ซึ่งเป็นพืชหน้าดิน
6.ไม้เถา จำพวกพืชเกาะเกี่ยว
7.ไม้น้ำ อย่างผักบุ้ง สายบัว

เหมือนกับเรามีโรงงานย่อยๆ อยู่ในบ้าน ทั้งโรงงานผลิตอาหารคน โรงงานอาหารสัตว์ โรงงานปุ๋ยอินทรีย์ โรงงานยาสมุนไพร โรงงานพลังงานสีเขียว เป็นการเกษตรที่แทบจะไม่มีต้นทุนเลย ต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 10 กว่าเปอร์เซนต์ เท่านั้นเอง ที่เหลือเป็นกำไรล้วนๆ
ที่สำคัญเรายังทำตลาดเอง โดยเน้นขายตามตลาดนัดซึ่งทำให้สินค้าถึงมือผู้บริโภคโดยตรง เกษตรกรสามารถขายได้ในราคาที่สูงขึ้น ขณะที่คนซื้อสามารถซื้อสินค้าได้ในราคาที่ถูกลง เพราะไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ถ้าขายไม่หมดก็ยังนำกลับมาแปรรูปเป็นสินค้าตัวใหม่ได้อีกเกษตรทฤษฎีใหม่ นั้นนอกจากจะทำให้เรามีความมั่นคงทางอาหาร มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังทำให้เราสามารถอยู่กับครอบครัวอย่างมีความสุข สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง และทำให้เกษตรกรมีความภาคภูมิใจในตัวเอง

อาจารย์ธงไชย บอกว่า การปลูกพืช 7 ระดับดีกว่าการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพราะจะทำให้เกษตรกรมีพืชเพื่อรับประทานตลอด สัตว์ที่เลี้ยงไว้ก็มีอาหารด้วย และที่สำคัญยังมีไม้ที่เป็นบำนาญชีวิตอีกด้วยไม่ต้องกลัวลำบากในยามแก่เฒ่า เลิกเลี้ยงไก่เนื้อมาเลี้ยงกุ้งปลา จากที่เลี้ยงไก่ด้วยอาหารเม็ดแล้วเป็นหนี้กว่า 50 ล้านบาท อาจารย์ธงไชย ได้เปลี่ยนมาเลี้ยงปลาและกุ้งแทน แล้วอาหารเม็ดที่เคยใช้ก็เลิกใช้เด็ดขาดหันมาใช้พืช ผัก ผลไม้ หญ้า หอยเชอรี่ ปลา เป็นต้นมาผลิตเป็นอาหารสัตว์สีเขียว ปุ๋ยสีเขียว (ปุ๋ยอินทรีย์) ยาสีเขียว (จากสมุนไพร) แทนโดยกระบวนการจุลินทรีย์ กล่าวคือจะต้องผ่านการหมัก

ด้วยต้นทุนเพียงน้อยนิดไม่สูงลิบเหมือนตอนที่เลี้ยงไก่เนื้อที่ต้องซื้อทั้งพันธุ์ไก่ ทั้งยาและอาหารเม็ด ทำให้เขาเริ่มมีเงินเก็บและเริ่มการใช้หนี้ในปี 2544 เป็นต้นมาจนปิดหนี้ได้ในที่สุด “เมื่อผมสร้างโรงอาหาร โรงยา โรงปุ๋ยสีเขียว แล้วก็เลี้ยงกุ้งเลี้ยงปลา ทำให้ผมเริ่มมีเงินใช้หนี้ เพราะไม่ต้องไปซื้อยา ปุ๋ย และอาหารเม็ดอีกต่อไป เพราะยา อาหาร ปุ๋ยผมทำใช้เองจากพืชที่ปลูกไว้ ถึงวันนี้ใช้หนี้ไปแล้ว 50 กว่าล้าน ด้วยเวลา 9 ปี โดยที่ธนาคารไม่เคยทวงแม้แต่ครั้งเดียว” อาจารย์ธงไชย เล่าอดีตอย่างภาคภูมิ ที่ดินเพียง 1ไร่ …รวย รอด ที่ดิน 1 ไร่ ทำให้เกษตรกรปลดหนี้และร่ำรวยได้ด้วยต้นทุนแค่ 7,000 บาท ธงไชย กล่าวว่า วิธีก็คือใช้ระบบโฟร์อินวัน คือ ปลูกข้าว 1 ไร่ในบ่อ แล้วเลี้ยงปลาอีก 3 ชนิด คือ ปลานิล ปลายี่สก ปลานวลจันทร์ หรืออีกโฟร์อินวัน คือ ปลูกข้าว 1 ไร่ในบ่อ แล้วเลี้ยงกุ้งขาว กุ้งก้ามกราม และปลานิลหมัน

ที่ต้องเป็นปลานิลหมันนั้น ธงไชย บอกว่าปลานิลหมันจะไม่ค่อยกินกุ้งเหมือนปลาอื่นๆ และการจะได้ปลานิลหมันก็ต้องผ่านการคัดก่อนที่จะนำไปปล่อยในบ่อ สำหรับต้นทุน 7,000 บาทนั้น ประกอบด้วย ค่าพันธุ์กุ้ง 3 หมื่นตัว ตัวละ 3 สตางค์ 900 บาท พันธุ์ปลานิลหมัน 1,000 ตัว ตัวละ 40 สตางค์ 400 บาท กุ้งก้ามกราม 1,500 ตัว 1,000 บาท ดำนา 200 บาท สูบน้ำเข้าบ่อ 1,500 บาท รวม 4,000 บาท นอกนั้นเป็นค่าอาหารจุลินทรีย์ทำจากปลา หอยเชอรี่ หน่อกล้วย ผลไม้ เป็นต้น ไม่เกิน 3,000 บาท รวม 7,000 บาท

ธงไชย กล่าวถึงผลผลิตที่เคยได้ว่า กุ้งขาว 3 หมื่นตัว ถ้า 100 ตัวต่อกิโลกรัม กิโลกรัมละ 100 บาท จะได้เงิน 3 หมื่นบาท ปีหนึ่ง 3 รอบได้เกือบ 1 แสนบาท บางรุ่นกุ้งแพงได้รอบละแสน แต่ก็ไม่บ่อยนัก เพราะกุ้งไม่ได้แพงตลอด “นี่เฉพาะกุ้งขาวไม่นับกุ้งก้ามกรามและปลา ส่วนข้าวถ้าจังหวะดีๆ ฝนไม่ตกเยอะ ถ้าได้ 70 ถังต่อไร ปีหนึ่ง 3 รุ่น 150 ถัง แต่ผมคิดแค่ 100 ถัง ข้าวก็จะได้ 1 แสนบาท ผมมีเครื่องสีข้าวซ้อมมือไม่ต้องขายข้าวเปลือก แต่ทำเป็นข้าวซ้อมมือขายถังละ 7,000 บาท” เอาดีทางนี้…เลิกอาหารเม็ด

ธงไชย กล่าวว่า เกษตรกรที่เลี้ยงปลา หมู กุ้ง ไก่ ถูกทำร้ายทุกวันนี้ เพราะไปใช้อาหารเม็ดที่ต้องใช้ทุนสูง ดังนั้นผู้ที่จะมาเอาดีทางเกษตรทฤษฎีใหม่จะต้องเลิกซื้ออาหารเม็ดเด็ดขาด แล้วหันมาพึ่งตนเองด้วยการเรียนรู้ในเรื่องจุลินทรีย์อันเป็นกระบวนการผลิตอาหารสัตว์สีเขียวใช้เอง “ทุกคนต้องรู้เรื่องจุลินทรีย์ ทำอาหารสัตว์ใช้เองได้ ไม่ต้องซื้ออาหารเม็ด ไม่ต้องใช้สารเคมี ปลา กุ้งผมไม่เคยใช้อาหารเม็ดแต่ใช้หยวกกล้วย ผัก พืช ผลไม้ ปลา มาหมักจุลินทรีย์เป็นอาหาร จึงทำให้ผมมีเงินใช้หนี้ 50 กว่าล้าน หากมองกลับกันถ้าไม่มีหนี้ผมก็จะมีเงิน 50 กว่าล้าน และอาจมากกว่านั้นถ้าเริ่มต้นที่ไม่มีหนี้”

-ขอขอบคุณ yimkwangkwang