แบบนี้ก็ได้!! เศรษฐีไทยหลบเลี่ยงภาษีที่ดิน ‘ด้วยการทำนา’

0
59

มีข่าวว่าเศรษฐีไทยเลี่ยงภาษีที่ดินด้วยการตั้งบริษัททำนาทำไร่ นี่เป็นหนทางการ “เล่นเถิดเทิง” ตามที่กฎหมายเปิดช่องไว้ นี่แหละ “ชนชั้นใดออกกฎหมายก็เพื่อชนชั้นนั้น”

การเลี่ยงกฎหมายนี้เกิดขึ้นเพราะ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2561 กำหนดไว้ว่า กรณีที่ดินเกษตรกรรม เพดานภาษีสูงสุด 0.15% สำหรับการใช้ที่ดินเพื่อทำนา ทำไร่ ทำสวน เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ และกิจการอื่นตามที่ประกาศกำหนด โดย:

– มูลค่า 0-75 ล้านบาท อัตราภาษี 0.01%

– มูลค่า 75-100 ล้านบาท อัตราภาษี 0.03%

– มูลค่า 100-500 ล้านบาท อัตราภาษี 0.05%

– มูลค่า 500-1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.07%

– มูลค่าเกิน 1,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.1%

ทั้งนี้ยกเว้นภาษีบุคคลธรรมดา สำหรับมูลค่าที่ดิน 50 ล้านบาทแรก พร้อมทั้งยกเว้นการจัดเก็บภาษีกับบุคคลธรรมดาใน 3 ปีแรกที่กฎหมายบังคับใช้

ส่วนหากปล่อยที่ดินไว้รกร้างว่างเปล่าที่ไม่ได้ทำประโยชน์ เพดานภาษีสูงสุด 3% ทั้งนี้หมายถึงที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ได้ทำประโยชน์ตามควร หรือถูกปล่อยทิ้งไว้ว่างเปล่า ซึ่งจะถูกเก็บภาษีเริ่มต้น 0.3% และถูกเก็บเพิ่มขึ้น 0.3% ทุก ๆ 3 ปี แต่ไม่เกิน 3% หากยังไม่ได้มีการนำมาทำประโยชน์

ดังนั้นหากเรามีที่ดินราคาตามราคาประเมินราชการเป็นเงิน 75 ล้านบาท ก็จะเสียภาษีในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทแรก คือเสียภาษี 25 ล้านบาท โดยภาษี 0.01% หรือเป็นเงิน 2,500 บาท

แต่หากเป็นที่ดินว่างเปล่าก็จะเสียภาษีเริ่มต้นที่ 0.3% หรือเสียเป็นเงิน 75,000 บาท ซึ่งต่างกันถึง 30 เท่า ดังนั้นในกรณีที่ยังไม่ขายหรือพัฒนาที่ดินก็แสร้งทำนา ก็แทบไม่ต้องเสียภาษีเลย

ตามกฎหมายนี้ ที่ดินเปล่าจะเสียภาษีสูงสุด 3% ต่อปี เพื่อ “รนก้น” ให้นำที่ดินออกมาพัฒนา ไม่ปล่อยทิ้งไว้รอให้ลูกหลาน ซึ่งตามหลักการแล้วดี เพราะปัจจุบันตลาดที่ดินฝืด ราคาสูง นักพัฒนาที่ดินต้องออกไปซื้อนอกเมือง ทำให้รัฐต้องสร้างสาธารณูปโภคตามออกไป เป็นผลเสียต่อส่วนรวม ทำลายพื้นที่สีเขียวชานเมืองอีกต่างหาก

แต่ตามกฎหมายนี้อีกเช่นกันที่ จะเก็บเพิ่มจาก 0.3% เป็น 3% ทุก 3 ปี ทำให้กว่าจะเก็บถึง 3% ก็ต้องใช้เวลานาน 30 ปี ถึงตอนนั้นพวกเศรษฐีก็คงยกให้ลูกหรือนำไปพัฒนาก่อนแล้ว

ยิ่งหากเรายกที่ดินให้ราชการใช้ชั่วคราวเพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น เป็นสนามฟุตบอลให้กับเขต ก็ไม่ต้องเสียภาษีใด ๆ เลย แถมยังอาจได้ “โล่” จากทางราชการในฐานที่ทำดี ทำประโยชน์เพื่อสังคม ได้หน้าได้ตาอีกต่างหาก

ดังนั้นเราจึงควรส่งเสริมแนวคิดใหม่ให้ทุกคนตระหนักถึงความจำเป็นต้องเสียภาษีเพื่อมาบำรุงประเทศ ไม่ใช่หลบเลี่ยงภาษี และเป็นช่องทางในการทำมาหากินของพวกนักกฎหมายบางกลุ่ม ประเทศไทยควรขจัดการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม