“จาตุรนต์” ลูกผู้ชายตัวจริง ไม่เคยทิ้งประชาธิไตย 18 ปี เคียงข้างไทยรักไทย สู่ ไทยรักษาชาติ

0
202

ใจสู้หรือเปล่า? คงต้องถามคำคำนี้กับบรรดาสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการว่าเป็นนักการเมืองน้องใหม่ชูวัยรุ่นทันสมัย รักประชาธิปไตย ที่อาสาสมัครเข้ามาลงสนามแข่งขันชิงชัยในสนามเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในเดือนมีนาคมนี้

จนแล้วจนรอดก็มีเรื่องราวบานปลายทำผิดกฎ กกต. ส่อถูกยุบพรรค ภายหลังมีพระราชโองการลงมา เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2562 พระราชโองการโปรดเกล้าฯ “ทูลกระหม่อมหญิง” อยู่เหนือการเมือง เป็นเหตุให้สมาชิกพรรคพากันลุ้นภาวนา รอคำตอบจาก กกต. ว่าจะตัดสินไปในทิศทางไหน กระทั่งเมื่อวันที่ 12 ก.พ. 62 นายจาตุรนต์ ฉายแสง ประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุถึงกระแสข่าวที่มีการยุบพรรคว่า เห็บกระโดดที่ไหนกัน รู้สึกวาทกรรม “เห็บกระโดด ตอนหมาจะตาย” ทำท่าจะฮิต อยากจะบอกแบบสบายๆ ว่า “ผมไม่คิดว่า ทษช.จะถูกยุบง่ายๆ แต่ถ้าถูกยุบจริงๆ ผมจะอยู่จนถึงวันยุบเป็นคนสุดท้าย เหมือนที่เคยทำมาแล้วที่ไทยรักไทยครับ” นายจาตุรนต์ ระบุ

ถือว่าได้ใจบรรดา FC ไทยรักษาชาติ ไปไม่น้อย เพราะความใจใหญ่ ใจกล้า เปรียบเสมือน ผู้นำพรรคอาวุโส มีประสบการณ์ด้านการเมืองสูง จาตุรนต์ ฉายแสง จึงออกมาสร้างขวัญกำลังใจให้กับสมาชิกทุกๆ ราย ไม่ให้อกสั่นขวัญหาย ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็คงต้องขอสู้ต่อ ถึงขั้นที่ต้องลั่นวาจาว่า “ผมจะอยู่จนถึงวันยุบเป็นคนสุดท้าย”

ลูกชาย อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

นายจาตุรนต์ ฉายแสง หรืออ๋อย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมและรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้รับการคัดเลือกจากนิตยสารเอเชียวีคให้เป็น 1 ใน 20 ผู้นำชาติเอเชียที่มีบทบาทโดดเด่นในศตวรรษที่ 20 ปัจจุบันเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคไทยรักษาชาติ “จาตุรนต์” เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2499 ที่อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นบุตรคนโตของนายอนันต์ ฉายแสง อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฉะเชิงเทรา และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในรัฐบาล หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช และนางเฉลียว ฉายแสง

เป็นผู้นำนักศึกษา “6 ตุลา” หนีเข้าป่าเพราะโดนกวาดล้างจาตุรนต์ศึกษาชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเซนต์หลุยส์ จบมัธยมศึกษาจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย หลังจากนั้น เข้าเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับการเลือกตั้งเป็นนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งขณะเรียนชั้นปีที่ 4 เกิดเหตุการณ์ 6 ตุลา มีการกวาดล้างผู้นำนักศึกษา ทำให้เขาไปใช้ชีวิตในป่าระยะหนึ่ง โดยใช้ชื่อจัดตั้งว่า “สหายสุภาพ”

ภายหลังสถานการณ์คลี่คลายจึงกลับเข้าเมืองและตัดสินใจไปศึกษาต่อจนสำเร็จปริญญาตรี และปริญญาโท ด้านเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก ที่บัฟฟาโล สหรัฐอเมริกาและได้รับทุน Teaching ของมหาวิทยาลัยอเมริกัน สหรัฐอเมริกา เรียนต่อระดับปริญญาเอก จนสอบประมวลความรู้ (Comprehensive) แต่ไม่ได้ทำวิทยานิพนธ์ เนื่องจากกลับประเทศไทยเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2529 และได้รับการเลือกตั้ง

อดีตรักษาการแทนหัวหน้าพรรคไทยรักไทย

“จาตุรนต์” ก้าวเข้าสู่การเมืองครั้งแรก จากการชักชวนของผู้เป็นพ่อ ให้ลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในปี 2529 ในนาม พรรคประชาธิปัตย์ และได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ฉะเชิงเทราสมัยแรก และสมัยที่ 2 ในปี 2531 และได้ย้ายมาร่วมงานกับพรรคประชาชน ซึ่งนำโดยนายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ต่อมาได้ย้ายมาสังกัดพรรคความหวังใหม่ และได้รับการเลือกตั้งต่อเนื่องกันมาโดยตลอด จนกระทั่งในการเลือกตั้งปี 2544 จาตุรนต์ได้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อสังกัดพรรคไทยรักไทย จนกระทั่งเกิดรัฐประหารในปี 2549

ภายหลังรัฐประหาร ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทย จาตุรนต์ ได้เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรครักษาการแทน หลังตุลาการรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคไทยรักไทยด้วยมติเอกฉันท์ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 แล้ว ซึ่งก่อนมีคำตัดสิน จาตุรนต์ รักษาการหัวหน้าพรรค มีท่าทีว่าจะขอน้อมรับมติของศาล

แต่หลังจากนั้นแล้ว จาตุรนต์ ได้เดินทางไปที่ทำการพรรคและปราศรัยว่า เป็นการตัดสินที่ไม่เป็นธรรม เป็นคำพิพากษาที่มาจากปากกระบอกปืน ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เป็นการปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้าน คมช. ต่อมาเวลาผ่านไป 5 ปี จาตุรนต์ ฉายแสง และสมาชิกพรรคไทยรักไทยคนอื่น ๆ ที่เป็นสมาชิก บ้านเลขที่ 111 ก็พ้นโทษแบน

รัฐประหาร 2557 ถูกทหารคุมตัวเข้าค่าย

ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งในระบบบัญชีรายชื่อ สังกัดพรรคเพื่อไทย ลำดับที่ 39 และหลังรัฐประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557 เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม เขาถูกทหารควบคุมตัวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ อาคารมณียาเซ็นเตอร์ ถนนเพลินจิต โดยจาตุรนต์มิได้ขัดขืน ระหว่างการแถลงต่อผู้สื่อข่าว

เขาเป็นบุคคลแรกที่ถูกไต่สวนในศาลทหารเนื่องจากไม่ไปรายงานตัวตามคำสั่ง คสช. เขาถูกตั้ง 3 ข้อหา คือ ขัดคำสั่ง คสช., ยุยงให้เกิดความกระด้างกระเดื่องและให้ทำผิดกฎหมาย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116) และความผิดต่อความมั่นคงหรือก่อการร้ายตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ รวมมีโทษระวาง 14 ปี เขาถูกจำคุกที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ก่อนได้รับการปล่อยตัว ในวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2557

อ่านเนื้อหาต้นฉบับ