เปิดใจ เจ้าหนี้ ม.6 หลังทวงเงินรุ่นพี่ จนถูกฟ้องจนเสียอนาคต!

0
125

กลายเป็นประเด็นร้อนสำหรับเรื่องเจ้าหนี้ ม.6 ที่ทวงเงินรุ่นพี่จนถูกฟ้องกลับ จนเเทบจะหมดอนาคต

ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 ก.พ. 62 นายบอล (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ได้เปิดใจผ่านกับผู้สื่อข่าวว่า ตนรู้จักนายบาส (นามสมมติ) รุ่นพี่ที่ยืมเงิน มา 3-4 ปี เคยเรียนด้วยกันตอน ม.ต้น เห็นรุ่นพี่เดือดร้อน จึงให้ยืมเงิน 700 บาท รุ่นพี่บอกว่า จะยืมเพียง 1 วัน แล้ววันรุ่งขึ้นจะโอนคืนให้ แต่รุ่นพี่ก็ผิดสัญญา ซึ่งได้นำเงินมาคืนอีก 4 วันถัดมา หลังจากที่ตนโพสต์เรื่องราวลงในเฟซบุ๊ก อย่างไรก็ตาม นายบาสได้อนุญาตให้ตนเองโพสต์เรื่องนี้ลงเฟซบุ๊กได้

นายบอล กล่าวต่อว่า ตนเองเครียดมาก เพราะเสียใจที่ทำให้ที่บ้านเดือดร้อน ต้องมาเจอปัญหาเรื่องการเรียนที่ต้องไปเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยเรื่องการสอบนักเรียนนายสิบ ตนเองก็จะไปสอบ เพราะตนเองยังไม่ได้ถูกตัดสิทธิ์การสอบ

แต่ระเบียบของการสอบระบุไว้ว่า ถ้าอยู่ในช่วงของการดำเนินคดี ต่อให้สอบติดก็ไม่ได้เรียน ต้องให้คดีเสร็จสิ้น และไม่มีประวัติไม่ดีติดตัว ซึ่งที่ผ่านมาได้พูดคุยกับ นายบาสแล้ว มีการไกล่เกลี่ยที่โรงพัก แต่รุ่นพี่ไม่ยอมความ ยืนยันว่าจะดำเนินคดี เรื่องผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ กับตนเองให้ถึงที่สุด

ทางด้าน นางเปิ้ล (นามสมมติ) พี่สาวผู้เสียหาย กล่าวว่า น้องชายมาปรึกษาหลังจากมีปัญหาเกิดขึ้นแล้ว โดยสภาพจิตใจทุกวันนี้ น้องชายยังเครียดอยู่ โดยได้ไปไกล่เกลี่ยที่โรงพัก 2 ครั้ง รวมทั้งได้คุยกับญาติรุ่นพี่ โดยครอบครัวตนเองยอมจ่ายค่าเสียหาย และจ่ายค่าเยียวยาให้ ยินดีที่จะจ่าย เพื่อให้เรื่องทั้งหมดจบลงด้วยดี เพื่ออนาคตน้อง และอยากให้รุ่นพี่ของน้องถอนแจ้งความ แต่ครอบครัวรุ่นพี่ยืนยันว่าจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด หลังจากนี้ก็คงต้องปล่อยไปตามกฎหมาย

 

ทั้งนี้ หลังจากน้องต้องโดนเข้าสถานพินิจ ยอมรับว่า เสียใจ และสงสารน้องชาย ที่ต้องมาถูกดำเนินคดี สำหรับเรื่องที่น้องชายโดนตัดสิทธิ์สอบนายสิบ ก็อาจจะไปลองสอบไว้ก่อน


.

.

.

.

.

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ในเพจเฟซบุ๊ค รถตระเวนข่าว V.2 ก็ได้โพสต์เรื่องราวเป็นอุทาหรณ์ไว้ว่า…

‘ผมแค่อยากให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์’

น้อง ม.6 โรงเรียนชื่อดัง เผยเหตุผลตลอดเวลาที่ให้ข้อมูลกับนักข่าว

เมื่อตกเป็นผู้ต้องหาในคดี #หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามความผิด พรบ.คอมพิวเตอร์ และ เพิ่งเดินทางไปสถานพินิจมาเมื่อวันที่ 12 ก.พ.

เวลานี้เขาควรจะเหมือนเด็กอายุ 18 ปี ทั่วไป ที่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือตามตาราง เพื่อเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย

แต่จิตใจที่ไม่คงที่เพราะต้องมีคดีติดตัว หลังทวงเงินกับรุ่นพี่ ซึ่งเป็นลูกหนี้ราคา 700 บาท ส่งผลให้ชีวิตเค้าไม่เหมือนเดิมตลอดไป

‘ผมเห็นเขาเดือดร้อน ผมก้อไม่ค่อยมี แต่เพื่อนกันต้องช่วยกัน’

คำพูดของเค้าทำให้รู้ว่า คิดถึงจิตใจคนอื่นมากกว่าตนเอง เงิน 700 บาท อาจน้อยนิดหากเปรียบเทียบกับค่าครองชีพในปัจจุบัน

แต่สำหรับวัยรุ่นที่ได้เงินค่าขนมเป็นรายสัปดาห์ มูลค่ามันเปรียบเทียบกันไม่ได้

‘ผมไม่ได้อยากโพสต์ ประจานพี่เค้า แต่เห็นพี่เค้าไม่ตรงเวลา อีกอย่างเค้าบอกว่าให้ทำได้ ผมเลยทำ’

เจตนาของเด็กวัยรุ่นอายุแค่ 17 ปี วุฒิภาวะอาจไม่เทียบเท่าผู้ใหญ่วัยทอง

ความที่ไม่มีเงินติดตัว และ คู่กรณีบอกว่า #หากยังไม่คืนเงินให้ประจานได้ เขาย่อมคิดดีแล้วว่า อาจไม่มีผลกระทบอะไร เมื่อตัดสินใจกดปุ่มคีย์บอร์ด

‘ถามว่าตอนนั้นโกรธไหม มันรู้สึกอยากได้เงินคืนมากกว่า และ เราพิมพ์เป็นภาษาพูด ปกติเราอาจพูดจากับเพื่อนฝูงแบบนี้’

เขาไม่ได้คิดเลยว่า ทุกเนื้อหาที่ระบายออกมาผ่านเฟส เจตนาเพื่อสื่อสารให้ได้เงินคืน

กลายเป็นดาบสังหาร ฟันคดีตามกฎหมาย เด็กอายุ 17 ปี มาถึง 18 ปี อย่างเขาจะแบกรับยังไงไหว

‘ตอนนั้นช็อค แต่ห่วงครอบครัวที่ช็อค มากกว่าผม’

ความอ่อนโยนของพี่สาวที่ต้องดูแลน้องชาย เมื่อรู้ข่าวถูกหมายศาล ทั้งบ้านช่วยกันหาคำตอบ จนรู้ว่ามาจากความหวังดีให้ยืมเงิน

แต่ฝ่ายลูกหนี้แจ้งดำเนินคดีซะแบบนั้น

สุดท้าย…

แผนในการดำเนินชีวิตต้องพังลง เปลี่ยนทิศทางดังเข็มนาฬิกาถอยหลัง

เพียงปมเล็กๆแค่อยากได้เงินค่าขนมคืนกลับตามสัญญา กลายเป็นจุดชนวนให้ตนเองต้องรับโทษทางคดีก่อนวัยอันควร

ความสดใสในชีวิตแต่ละวันต้องเปลี่ยนไป แต่ถามว่าใครต้องเป็นผู้รับผิดชอบ เมื่อความหวังดีส่งผลร้ายในชีวิต

‘ผมยอมรับสภาพ ว่ากันไปตามกฎหมาย ห่วงแค่พี่สาวและครอบครัว ต้องมากลุ้มใจเรื่องผม’

‘หากย้อนเวลาได้ คงยอมใจดำ ไม่สงสารเค้า’

‘คงไม่ให้ยืม’