‘ลุงเบี้ยว’ ชายชราผู้พิการไร้ขา สู้ชีวิต! ปลูกผักตามรอยพ่อ!! สวนผักแห่งความเพียร

0
671

ถึงแม้ว่าคนเราไม่อาจจะเปลี่ยนโชคชะตาฟ้าดินลิขิตได้ แต่เมื่อยังมีลมหายใจ และความอดทน ต่อให้มีอุปสรรคมากแค่ไหน เชื่อเลยค่ะว่า ทุกคนจะสามารถผ่านพ้นวิกฤติชีวิตและใช้ชีวิตอยู่ต่อได้อย่างมีความสุข.. เฉกเช่นเรื่องราวของ “ลุงเบี้ยว” ชายพิการวัย 59 ปี ย้อนกลับไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ลุงเบี้ยว หรือ สมจิตร ดวงตาคำ คือหัวเรี่ยวหัวแรงหลักในการหาเงินมาประทังชีวิตให้กับทุกคนในครอบครัว แต่แล้วก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน

เมื่อขาทั้งสองข้างที่ใช้ย่างก้าวเพื่อหาเลี้ยงชีพ กับต้องถูกตัดไป เนื่องจากประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ หนำซ้ำภรรยาคู่ชีวิตที่อยู่กินกันมากว่า 20 ปี ก็ทิ้งไปโดยไม่ใยดี ทำให้ชีวิตของลุงเบี้ยว เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ และเคว้งคว้างกับชีวิตที่ต้องไร้ขา และนอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียงผู้ป่วยซึ่งถูกดัดแปลงเป็นรถเข็นเช่นนี้ แต่กระนั้นลุงเบี้ยวก็ไม่ย่อท้อ หรือหวั่นไหว ตรงกับข้าม ลุงเบี้ยวกลับทำในสิ่งที่คนที่มีอวัยวะครบ 32 ยังทำได้ยาก

เพราะลุงเบี้ยวเชื่อว่า “ตราบใดที่เรายังมีมืออยู่ทั้งสองข้างเราไม่อดตายแน่นอน เพราะเราก็ใช้มือที่เหลืออยู่นี่แหละทำงาน” …เมื่อลุงเบี้ยวถูกภรรยาทิ้ง กลายเป็นชายพิการที่ต้องอาศัยอยู่คนเดียว ลุงเบี้ยวซึ่งไม่มีคนดูแล ก็ถูกส่งเข้าไปอาศัยอยู่ร่วมกับคนพิการในมูลนิธิสิริวัฒนา เชสเชียร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยต้องช่วยเหลือตัวเองทุกอย่าง เพราะเขาคิดเสมอว่า “เราต้องช่วยตนเองไม่เช่นนั้นใครจะมาช่วยเรา”

“คิดว่ามันเป็นเวรเป็นกรรมที่ต้องมาประสบอุบัติเหตุ ไม่รู้ว่าชาติไหน ลุงคิดเสมอว่า ถ้าเราทุกข์อกทุกข์ใจ เราต้องนับหนึ่งถึงสิบ คิดเสมอว่าทำยังไงให้ชีวิตเราอยู่รอดปลอดภัย พึ่งตัวเอง ให้กำลังใจตัวเองก่อนว่า ยังไงเราก็ต้องดิ้นรน ลุงคิดอย่างนี้ทุกวัน” ลุงเบี้ยว บอก ณ ที่แห่งนี้เอง ลุงเบี้ยวได้ศึกษาวิถีแห่งความพอเพียง เพื่อประกอบอาชีพหาเลี้ยงชีพ ซึ่งสิ่งที่ลุงเบี้ยวทำก็คือ ขอพื้นที่ว่างในมูลนิธิมาปลูกแปลงผัก ซึ่งสำหรับคนที่มีอวัยวะครบ 32 คนไม่ใช่เรื่องยากนัก แต่สำหรับชายพิการที่ต้องใช้ชีวิตคว่ำหน้าอยู่บนรถเข็นชั่วชีวิต

การปลูกผักสักต้นที่ต้องขุดหลุม พรวนดิน หมั่นรดน้ำ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะผู้ที่จะทำได้ต้องมีความเพียรพยายามมากกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เช้าตรู่ของทุกๆ วัน ลุงเบี้ยว จะตื่นขึ้นมาทำภารกิจส่วนตัว ล้างหน้า แปรงฟัน ก่อนจะเข็นรถพร้อมอุปกรณ์ทำการเกษตรครบมือเข้ามายังสวนผัก เพื่อถางหญ้า ขนดิน พรวนดิน รดน้ำอย่างทะนุถนอม และใส่ใจทุกอย่างโดยหวังให้แปลงผักงอกงามสมความตั้งใจ

ลุงเบี้ยวบอกว่า ตัวเองเคยมีความรู้เรื่องการเกษตรมาก่อนที่จะประสบอุบัติเหตุแล้วแต่พอต้องสูญเสียขาและได้เข้ามาอยู่ในมูลนิธิแห่งนี้เขาจึงรื้อฟื้นความรู้ด้านการเกษตรกลับมาอีกครั้งหนึ่งแม้จะยอมรับว่าสภาพร่างกายเช่นนี้ทำให้ทำงานได้ลำบากขึ้น เพราะถือจอบขนาดใหญ่ไม่ไหว แต่ลุงเบี้ยวก็คิดว่า ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ ใช้เวลามากขึ้นแต่ก็เพลิดเพลินเพราะอยู่ในสวนได้ทั้งวันเลยทีเดียวและมีความสุขกว่าอยู่เปล่า ๆ

นอกจากปลูกผักในแปลงแล้วลุงเบี้ยวยังเป็นเกษตรกรครบวงจร เพราะยังปลูกผักปลอดสารพิษชนิดต่างๆ เลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ดหมักปุ๋ยชีวภาพ ฯลฯ ตามที่เคยมีความรู้มาและที่สำคัญคือลุงเบี้ยว ได้น้อมนำคำสอนจากพ่อหลวงในเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง”มาใช้ประกอบอาชีพทำให้สวนแห่งนี้กลายเป็นสวนเกษตรพอเพียงอย่างแท้จริง

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านบอกว่าอย่าทำให้ที่ดินว่างเปล่าต้องใช้ที่ดินให้เป็นประโยชน์ทุกตารางนิ้วผมก็จำทุกคำของพ่อหลวงใส่ในใจไว้ และนำเรื่องเศรษฐกิจแบบพอเพียงมาปรับใช้อยู่อย่างไรให้ไม่จนไม่มีหนี้ ไม่มีสินผมก็พอใจแล้ว” ผักปลอดสารพิษของลุงเบี้ยวเป็นที่ต้องการของพ่อค้า แม่ค้า ที่ ความพากเพียร และมุมานะของลุงเบี้ยว ทำให้สวนแห่งนี้ กลายเป็นศูนย์การเรียนรู้สำหรับคนทั่วไป

นอกจากนี้ลุงเบี้ยวยังได้เป็นวิทยากรรับเชิญที่สถานีวิทยุแม่โจ้ ในการ เมื่อถามถึงความรู้สึกของลุงเบี้ยวที่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้ ลุงเบี้ยวบอกว่า “รู้สึกภูมิใจที่เรายังมีความสำคัญกับสังคมอยู่แม้ว่าคนพิการอย่างเราจะดูต้อยต่ำแต่เราก็สามารถนำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงไปสอนคนอื่นให้ใช้ความพอเพียงได้ คนเรามันต้องดิ้นรนต่อไป ลุงเบี้ยวได้น้อมนำคำสอนจากพ่อหลวงในเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” มาใช้ประกอบอาชีพ

ดูรายการคนค้นฅนจบแล้วอดคิดไม่ได้ว่าหลายต่อหลายครั้งแล้วที่รายการคนค้นฅนหยิบเรื่องราวของผู้พิการในสังคมมานำเสนอ และน่าประหลาดใจจริง ๆ ที่ผู้พิการทั้งหลายเหล่านั้น กลับเป็นผู้ที่สามารถเติมเต็มชีวิต และความสุขให้กับผู้ที่มีร่างกายครบ 32 ได้อย่างน่าอัศจรรย์ซึ่งชายพิการอย่าง “ลุงเบี้ยว” ก็คือหนึ่งในบุคคลที่มีคุณค่าที่สามารถแปรเปลี่ยนอุปสรรคในชีวิตมาเป็นพลัง จนเรื่องราวของเขาสามารถเป็นครูสอนชีวิตให้กับหลายๆ คนได้เป็นอย่างดี


.

.

.

.

-ขอขอบคุณ mee-suk