อดีตแม่ค้าผันตัวเป็นเกษตรกร ปลูกองุ่น ใช้พื้นที่เพียง 1 ไร่ สร้างรายได้ 200,000 บาท

0
916

มหาสารคาม – อดีตแม่ค้าข้าวแกง ผันชีวิตมาเป็นเกษตรกรปลูกองุ่นหลายสายพันธุ์ ใช้พื้นที่หลังบ้านเพียง 1 ไร่ ทดลองจนประสบความสำเร็จ สร้างรายได้ต่อปีนับแสนบาท ใครจะเชื่อว่าแดนอีสานที่ร้อนแล้ง จะสามารถปลูกองุ่นหลากหลายสายพันธุ์ และมีผลผลิตที่ได้คุณภาพ หวานกรอบ จนเป็นมีชื่อเสียงและมีลูกค้าบุกมาซื้อองุ่นถึงสวน จนเจ้าของตัดขายแทบไม่ทัน

โดยที่บ้านเลขที่ 107 บ้านหนองทุ่ม หมู่ 6 ตำบลหนองทุ่ม อ.วาปีปทุม จ.มหาสารคาม ถือเป็นพื้นที่ตัวอย่างที่อดีตแม่ค้าหนีเมืองกรุงกลับบ้านเกิด ผันชีวิตมาเป็นเกษตรกร ลองผิดลองถูกปลูกองุ่นหลายสายพันธุ์โดยใช้พื้นที่หลังบ้านปลูกเพียง 1 ไร่ เน้นปลูกแบบวิถีธรรมชาติ ล่าสุดประสบความสำเร็จ ผลผลิตปีนี้ได้เกือบ 2 ตัน มีลูกค้าเป็นที่ยอมรับแห่มาซื้อทั้งใกล้ไกล สร้างรายได้นับแสนบาท นางทองม้วน วงศาไฮ

เจ้าของสวนองุ่นแคทลียา บ้านหนองทุ่ม ตำบลหนองทุ่ม อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เล่าว่า ก่อนมาปลูกองุ่นตนมีอาชีพค้าขายอยู่ที่กรุงเทพฯเนื่องจาก แต่ละวันต้องนอนดึกตื่นเช้า เพื่อออกไปทำมาค้าขาย แทบไม่มีเวลาพักผ่อน ดูจากข่าวสาร จึงได้ซื้อพันธุ์มา 2 ต้น ในราคาต้นละ 290 บาท นำมาปลูกไว้ที่หน้าบ้าน หวังแค่เป็นไม้เลื้อยปกคลุมโรงจอดรถ แต่ต่อมาพบว่าองุ่นเจริญเติบโตดี

ให้ผลผลิตครั้งแรกถึง 25 กก. ซึ่งตนแทบจะไม่ได้ดูแลอะไรมาก เมื่อครั้งแรกประสบผลเป็นที่พอใจ จึงได้ซื้อพันธ์มาปลูกเพิ่มอีก และเก็บผลผลิตได้อีกมากขึ้นเป็นเท่าตัว จึงนับเป็นแรงบันดาลใจที่จะทำให้คิดจะลาจากกรุงเทพ กลับบ้านเกิด โดยตนเองมีพื้นที่หลังบ้านอยู่ประมาณ 1 ไร่เศษจึงได้ซื้อพันธ์องุ่น จำนวน 400 ต้น หวังปลูกให้เต็มพื้นที่ โดยมีการยกร่อง ตั้งเสาขึ้นทำค้างให้กิ่งองุ่นเลื้อยปกคลุม ใช้ระบบน้ำหยดฉีดให้ความชุ่มชื้น

ใช้ปู่ยคอก มูลวัว มูลควายบำรุง เน้นการปลูกตามวิถีธรรมชาติ ใช้โดโลไมท์ช่วยปรับปรุงดิน พร้อมเปิดเพลงให้องุ่นฟังเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ได้ผลิตดี และสมบูรณ์ สำหรับผลผลิตองุ่นของสวนแห่งนี้มีความพิเศษเนื่องจากน้ำที่ใช้เป็นน้ำบาดาลหรือน้ำใต้ดิน ซึ่งเป็นน้ำกร่อยส่งผลต่อรสชาติองุ่น ให้มีความหวานอร่อยแตกต่างจากที่อื่นที่สำคัญ องุ่นที่นี่จะไม่ใช้สารเคมี ผลผลิตองุ่นที่เก็บขายได้ในปีแรก 1,400 กิโลกรัม ราคาขายกิโลกรัมละ 150 บาท

สำหรับองุ่นเขียวพันธุ์ไวท์มะระกา และพันธุ์ไร้เมล็ด กิโลกรัมละ 200 บาท ทำให้มีรายได้ กว่า 200,000 บาท การขายเน้นการสร้างความสุขให้กับลูกค้าโดยจะเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวเข้าชม แบบครอบครัว ที่สามารถเลือกซื้อองุ่นแบบชี้พวงและตัดไปชั่งน้ำหนักได้เลย จึงทำให้มีผู้สนใจเข้าชมและสั่งจององุ่นไว้ล่วงหน้า ส่วนผลผลิตองุ่นปีที่ 2 ผลองุ่นมีความสมบูรณ์กว่าปีแรกมาก เนื่องจากต้นองุ่นต้นใหญ่และสมบูรณ์ขึ้นกว่าปีแรก

ซึ่งจะเก็บผลผลิตออกขายได้ ในกลางเดือนมิถุนายนนี้ก็จะหมด2561นี้ ต่อจากนั้นจะปิดสวนในช่วงปลายฝนต้นหนาว เพื่อทำสาวให้องุ่น และการแต่งกิ่งใหม่เพื่อรอผลลิตอีกรอบ านลูกค้าที่มาเยี่ยมชมและซื้อองุ่น เล่าว่า ตนเองมากับครอบครัว ซึ่งทราบข่าวมาจากเพื่อน ๆ ว่าสวนแห่งนี้องุ่นรสชาติหวานดีและปลูกโดยเน้นไม่สารเคมีฆ่าแมลง จึงตั้งใจว่าจะลองมาซื้อและชิมถึงที่สวน และเมื่อได้ชิมองุ่นแล้วรู้สึกหวาน กรอบจริงตามคำร่ำลือ โดยซื้อกลับบ้านและไปฝากญาติผู้ใหญ่ด้วย


.

-ขอขอบคุณ 77kaoded