เกษตรกรตัวจริง! ‘พี่วิรัตน์’ ชาวนครราชสีมา ปลูก ‘มะขามเปรี้ยวยักษ์ฝักดาบ’ ฟันกำไร 100,000 บาท/ปี

0
292

ปกติ “มะขามเปรี้ยว” ไม่นิยมปลูกเหมือน “มะขามหวาน” เพิ่งมาปีหลังๆ ที่มีการโฆษณาว่ามี “มะขามเปรี้ยวยักษ์” ทำให้ตลาดคึกคักและเกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสามารถนำไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าได้มากมายหลายอย่าง สำหรับ “มะขามเปรี้ยวยักษ์” มี 2 ชนิด คือ ฝักตรง และฝักงอ หรือฝักโค้ง โดยลักษณะเด่นของมะขามเปรี้ยวยักษ์นั้น มีรสชาติเปรี้ยวจี๊ดจ๊าด ประมาณ 5-7 ฝักต่อกิโลกรัม เพราะฝักของมะขามเปรี้ยวยักษ์ มีฝักขนาดใหญ่ เนื้อมาก น้ำหนักดี และเปรี้ยวมากๆ เป็นที่ต้องการของตลาดมาก

วันนี้ทางเราก็ได้ไปเจอกับ “นายวิรัตน์ บัวสีกา” เจ้าของ “สวนมะขามเปรี้ยวยักษ์ฝักดาบวิรัตน์” บ้านเลขที่ 158 ม.3 บ้านโคกเปราะหอม ตำบลพลสงคราม อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา เกี่ยวกับการทำเกษตรสวนมะขามเปรี้ยวยักษ์ว่า “มีความยาก ง่าย และการส่งออกมะขามเป็นที่ต้องการของตลาดมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะรายได้ในแต่ละปี” นายวิรัตน์ บัวสีกา เปิดเผยถึงจุดเริ่มต้นการทำสวนมะขามเปรี้ยวว่า ตนเริ่มปลูกมะขามตั้งแต่ตอนแรกที่พี่ชายซื้อที่ดินไว้ประมาณ 50 กว่าไร่ แล้วไม่รู้ว่าจะทำอะไร หากจะปลูกไม้ผลอย่างอื่นก็ปลูกไม่ได้ผลผลิตที่ดีมากนัก เนื่องจากดินที่ปลูกนั้นมีรสเค็ม เมื่อขุดลงไปก็จะมีแต่เกลือ ตนจึงไปถามชาวบ้านว่าหากปลูกมะขามจะหวานไหม ชาวบ้านบอกว่าไม่หวาน เพราะดินมันเค็ม แต่ถ้าปลูกมะขามเปรี้ยวจะดีกว่าเพราะมันจะออกมาเปรี้ยว

“บังเอิญผมได้ไปเห็นมะขามตอนที่เขากำลังเก็บรวบรวมก่อนที่จะส่งไปขายต่างประเทศ และเวลาซื้อมามะขามก็ราคาไม่แพงมาก แต่เวลาส่งออกไปต่างประเทศราคาแพง ตนเลยตัดสินใจปลูกมะขามเปรี้ยวดีกว่า เพราะมะขามหวานนั้นดูแลยาก ต้องใช้ปุ๋ยจำนวนมากและต้องเก็บผลผลิตให้ทันส่ง แต่มะขามเปรี้ยวอย่างน้อยราคาก็ประมาณ 20 บาทขึ้นไปแน่นอน จากนั้นผมก็สรรหาพันธุ์ที่ฝักใหญ่และเปรี้ยว เพราะมะขามนั้นกลายพันธุ์เร็วมาก ถ้าเราปลูกด้วยเมล็ดจะไม่เหมือนเดิม จากมะขามฟักใหญ่ก็จะกลายเป็นมะขามขี้แมว ฝักจะเล็กมาก” นายวิรัตน์ กล่าว

*ได้สายพันธุ์มะขามเปรี้ยวมาจากเมืองกาญจน์ นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนสายพันธุ์มะขามตอนนั้น ตอนแรกๆ ตนไปเห็นต้นพันธุ์จากกลุ่มเกษตรในจังหวัดศรีสะเกษ ฝักจะอ้วน กลม สั้น แต่ยังไม่ถูกใจ จากนั้นไปเห็นที่มะขามของจังหวัดสระแก้ว แต่ต้นพันธุ์ขายแพง ราคาต้นละ 100-200 บาทจึงตัดสินใจไปดูต้นพันธุ์ที่จังหวัดกาญจนบุรี และได้ต้นพันธุ์ “ชัยโกมินทร์” ซึ่งเป็นต้นมะขามต้นใหญ่มาก ฝักใหญ่เหมือนดาบ 3-4 ฝักต่อกิโลกรัมจึงเอาเมล็ดไปแจกสถานที่ศูนย์ราชการ โรงเรียน สถานที่ราชการ และได้แตกแขนกไปหลายสายพันธุ์

บางคนก็ได้ฝักแบน บางคนก็ได้ฝักดาบ บางที่ได้ฝักดาบ อ้วน ใหญ่ งอ ถือว่าเป็นกำไร แต่ของตนอ้วน ใหญ่ แต่ไม่งอ ฝักมะขามออกมาตรง จึงได้สายพันธุ์นี้ขึ้นมา และทำมาประมาณ 15-16 ปีแล้ว “สำหรับการปลูกเริ่มเข้าสู่ปีที่ 3-4 เราเริ่มเก็บผลผลิตได้ จากนั้นเมื่อเข้าปีที่ 5-6 เราเริ่มขยายสายพันธุ์ ประมาณ 300-400 ต้น โดยภายใน 1 ไร่ จะมีมะขาม จำนวน 25 ต้นและจากปีที่ 6, 7, 8 ผลการผลิตของเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมะขามเปรี้ยวฝักดาบยักษ์นั้นดูแลง่าย โรคภัยไม่มี แต่ถ้าหากปีไหนแล้งมากๆ ฝักมันก็จะเล็ก แต่ถ้ามีน้ำเพียงพอสำหรับการทำเกษตรฝักจะออกมาสวยมาก” นายวิรัตน์ กล่าว

“เจ้าของสวนมะขามเปรี้ยวยักษ์ฝักดาบวิรัตน์” เปิดเผยด้วยว่า ปัจจุบันตนมีผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากมะขามในสวนอยู่ 4 อย่างคือ 1.มะขามแช่อิ่ม ถือว่าเป็นที่นิยมมาก โดยมะขามแช่อิ่มจะเริ่มทำตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค.-ธ.ค.ในแต่ละปี เพราะมะขามในสวนของตนนั้นจะสุกช้ากว่าสวนของคนอื่นตนจึงได้เปรียบตรงนี้ โดยมะขามแช่อิ่มตนจะขายราคา 100 บาทต่อกิโลกรัม เนื่องจากมีพ่อค้าแม่ค้ามารับถึงสวน หากเขาไปขายต่อก็ตกกิโลกรัมละ 150-160 บาท

2.มะขามดองเกลือ สำหรับมะขามดองเกลือนั้น เราจะแกะเปลือกมะขามออก น็อคน้ำปูนใสซึ่งเป็นน้ำเย็นจะขายราคา 50 บาทต่อกิโลกรัม คนที่มารับต่อจากสวนเราเมื่อเอาไปแล้วเขาแค่เชื่อมน้ำตาลใส่ก็สามารถนำไปขายเป็นมะขามแช่อิ่มได้แล้ว

3.ต่อกิ่งสายพันธุ์ โดยตนจะนำเมล็ดมะขามใส่ถุงดำรอจนกว่าต้นจะสูงประมาณหลอดเท่ากาแฟ จากนั้นจะทำการทาบกิ่งโดยจะต้องทำอย่างรวดเร็ว รดน้ำไปเรื่อยๆ เป็นเวลา 2 เดือนจึงนำออกมาขายได้ ช่วงแรกที่เริ่มต่อกิ่งขายราคาต้นละ 200 บาท มาช่วงหลังๆ ขายต้นละ 80 บาท ซึ่งช่วงหลังมานี้จะมีคนสั่งเข้ามาจำนวนมาก ทั้งนี้ หากใครต้องการจะต้องสั่งไว้ล่วงหน้า เพราะถ้าไม่สั่งไว้จะไม่มีให้แน่นอน เพราะคนที่มาก่อนจะเอาไปหมด

4.มะขามเปียก จะเก็บได้ประมาณเดือน ก.พ.-มี.ค. แต่สำหรับสวนอื่นจะเก็บก่อนสวนเราประมาณเดือน ม.ค.-ก.พ.ราคา 100-130 บาทต่อกิโลกรัม แต่ในปี 2561 หลังจากวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา ราคาตกลงมาอยู่ที่ 40-50 บาท เพราะว่าการระบายออกไปต่างประเทศในช่วงนั้นระบายไม่ทัน สำหรับมะขามเปียกนั้นราคาจะไปนิ่งอยู่ประมาณปลายปี ราคาออกจากตลาดสี่มุมเมืองอยู่ที่ 110-115 บาท ตลาดคลองเตยอยู่ที่ 130 บาท ถ้าเกรดดีจะอยู่ที่ 140 บาท

“สำหรับมะขามเปียก พ่อค้าแม่ค้าที่มารับมะขามเปียกเขาจะเลือกมะขามเกษตรมากกว่ามะขามที่ชาวบ้านเก็บมาขาย เพราะเขาเคยเจอกรณีที่ในเนื้อมะขามมีก้อนหิน แกะเมล็ดเว้นเมล็ด เพื่อให้ได้น้ำหนัก พ่อค้าแม่ค้าที่รับซื้อจะให้ราคา 20-40 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น เพราะเขาประเมินไว้แล้วว่าจะต้องมาคัดมะขามอีกครั้ง ทั้งนี้ มะขามเปียกเกษตรหากเรานำไปใส่ในน้ำแล้วเวลาบีบเอาน้ำออกมาจะได้น้ำมะขามจำนวนมาก เพราะกากจะน้อย หากเป็นมะขามตามธรรมชาติน้ำมะขามจะน้อย มีกากมาก”

*ตลาดมะขามคึกคักทั้งปีแถมราคาดีกว่าที่คิด นายวิรัตน์ บอกอีกว่า สำหรับมะขามเปียกส่วนมากจะส่งที่อำเภอจัตุรัส จังหวัดชัยภูมิ ถือว่าเป็นที่ส่งออกที่มีขนาดใหญ่ นอกจากนั้นส่งที่จังหวัดพิษณุโลก นครราชสีมา และเพื่อนๆ ที่รู้จักกันก็จะเข้ามารับที่ส่วน สำหรับคนที่มารับนั้นส่วนใหญ่จะนำไปเก็บไว้ในห้องเย็นเพื่อรอจังหวะช่วงที่มะขามราคาสูงก็จะนำออกมา บางรายก็นำไปส่งออกต่างประเทศ ตอนแรกตนก็คิดจะทำส่งออกไปต่างประเทศเอง แต่บังเอิญมีตัวแทนเข้ามารับเราจึงขายที่หน้าสวน

ทั้งนี้ สำหรับมะขามตามตลาดทั่วไปขณะนี้ราคา 70 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าราคายังดีอยู่ เพราะราคาไม่ต่ำกว่า 40 บาท มะขามจะแพงอีกครั้งประมาณต้นเดือน ม.ค.-ก.พ. เพราะห้องเย็นเขาจะดึงราคากันเอง เมื่อก่อนตนจะไม่ขายส่ง แต่จะไปเช่าห้องเย็นเพื่อเก็บมะขามไว้ตอนนั้นฝากไว้เพราะค่าเช่าราคาถูก แต่หลังๆ มาราคาขยับเพิ่มขึ้นจึงตัดสินใจออกมาขายส่งดีกว่า

ส่วนราคาของมะขามนั้น นายวิรัตน์ บอกว่า จะอยู่ที่ตลาดส่งออกว่ามีออเดอร์มากน้อยแค่ไหน บางปีมีคนเข้ามาขอซื้อถึงในสวนเหมามะขามเป็นไร่ โดยเจ้าของสวนจะคิดราคาเหมาไป สำหรับในสวนของตนในแต่ละปีจะได้กำไรจากการขายมะขามตกประมาณไร่ละ 100,000 บาทต่อปี

“โดยเฉพาะพ่อค้าคนกลางจะเข้ามาขอซื้อมะขามในราคาเหมาเป็นไร่กันทุกปี บางรายจ่ายเงินก่อนล่วงหน้าตั้งแต่มะขามเริ่มออกดอกแล้วก็มี โดยเขาจะนำรถเข้ามาเก็บเองทั้งหมด ส่วนเราได้แต่นั่งดู เมื่อเขาเก็บไปแล้วก็ได้กำไรทันที บางรายพอเอามะขามออกไปขายก็จะมีคนมาดักซื้อแบบเหมาคันรถเพื่อนำเข้าโรงงานอีกต่อ บางปีราคามะขามสดจากสวนซื้อกิโลกรัมละ 10 ปี พอออกไปพ้นสวนเขาก็จะไปขายต่อในราคา 15-20 บาทต่อกิโลกรัม จากนั้นก็จะนำไปขายต่ออีกในราคา 20-30 บาทต่อกิโลกรัม” นายวิรัตน์ กล่าว

นายวิรัตน์ กล่าวต่อว่า เมื่อหมดฤดูมะขามสด ต่อไปก็เป็นมะขามเปียก สำหรับมะขามเปียกราคาจะแพงกว่ามะขามสด เนื่องจากสามารถเก็บไว้ได้นานและมีลูกค้ารอซื้ออยู่แล้ว บางรายนำไปแปรรูปเป็นมะขามรสชาติต่างๆ ขณะที่บางรายส่งออก โดยเฉพาะที่ตลาดไทยราคาจะอยู่ที่ประมาณ 110-130 บาทต่อกิโลกรัมตามแต่ฤดูกาล ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าตลาดมะขามนั้นคึกคักตลอดทั้งปีเลยก็ว่าได้

“อย่างไรก็ตาม มะขามเปรี้ยวยักษ์ เป็นคำตอบสุดท้ายในการตอบโจทย์สำหรับคนที่มีที่ดินว่างเปล่า ไม่รู้ว่าจะปลูกอะไรดี เพราะไม่มีเวลาดูแล ไม่มีคนงาน หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้ไม่สามารถปลูกต้นไม้ในที่ดินว่างเปล่าได้มะขามเปรี้ยวยักษ์ จึงเป็นตัวเลือก ไม่ว่าจะปลูกมะขามเปรี้ยวประเภทฝักตรง หรือฝักโค้งงอ หรือจะปลูกทั้งสองอย่าง ก็สามารถสร้างรายได้ไม่แพ้การทำเกษตรแบบอื่นแน่นอน” นายวิรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

-ขอขอบคุณ แนวหน้า