‘หญิงแม้น’ จากราชนิกุลสูงศักดิ์ สู่น้องนางต่างจังหวัด ใช้กระเป๋าย่าม รองเท้ายาง ชีวิตติดดิน

0
450

หญิงแม้น ม.ร.ว.แม้นนฤมาส ยุคล สวัสดิ์-ชูโต กับชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอีกด้าน จากเซเลบสาวไฮโซ ผู้ยึดติดในแบรนด์เนม สู่น้องนางแห่งต่างจังหวัด ใช้กระเป๋าย่าม เดินป่าปีนต้นไม้ ชีวิตที่เรียบง่ายก็มีความสุขเช่นกัน

ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา เรามักจะคุ้นชินกับภาพของหญิงแม้น ม.ร.ว.แม้นนฤมาส ยุคล สวัสดิ์-ชูโต ในแบบสาวเซเลบไฮโซ ที่จับจ่ายช้อปปิ้งกันสนุกสนาน มีชีวิตหรูหราฟู่ฟ่าตามแบบคนใจกลางกรุงเทพฯ แต่ในตอนนี้ ชีวิตของหญิงแม้นได้เปลี่ยนมาสู่อีกด้าน หันมาอยู่อย่างเรียบง่าย เปลี่ยนไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด และเลิกซื้อกระเป๋าแบรนด์เนมแล้ว

ทั้งนี้ หากลองไปส่องในอินสตาแกรม จะพบว่า หญิงแม้นเริ่มเพลา ๆ การใช้ชีวิตแบบหรูหราฟู่ฟ่า หันมาเดินป่า เลาะทุ่ง และอยู่อย่างเรียบง่ายมากขึ้น โดยที่มีคุณสามี ซัน ต่อสวัสดิ์ สวัสดิ์-ชูโต เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่มาพลิกชีวิตในครั้งนี้ของหญิงแม้น อย่างเมื่อวันวาเลนไทน์ที่ผ่านมา แทนที่หญิงแม้นจะเอาเงินไปดินเนอร์หรู ก็กลับพาน้อง ๆ เด็กกำพร้าบ้านเด็กดี มาดูหนังด้วยกันแทน

ราชนิกูลหญิง ‘หญิงแม้น’– ม.ร.ว.แม้นนฤมาส ยุคล สวัสดิ์-ชูโต เป็นสาวสังคมออกงานหรูหรา แต่หลังจากพบรักและแต่งงานกับ ‘ซัน’ –ต่อสวัสดิ์ สวัสดิ์-ชูโต ก็ทำให้ ‘หญิงแม้น’ ของเราเปลี่ยนไปจนแทบเรียกว่าพลิกฟ้าพลิกดินเลยทีเดียว

เธอเปิดใจ ว่า “อาจเพราะ ‘พี่ซัน’ สามีเป็นสายธรรมะ เคยบวชและใช้ชีวิตอยู่ที่วัดป่าต่างจังหวัด เขาเป็นคนอีกสไตล์หนึ่งที่ชักนำให้เราเห็นโลกในมุมมองอื่นๆ ช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ที่ไม่เคยรู้จัก

ตั้งแต่คบกันชีวิตของ หญิงแม้น ก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ใช้ชีวิตหวือหวาน้อยลงมาก เพราะฝ่ายชายเป็นสายธรรมะ จึงพากันเข้าวัดทำบุญ สวดมนต์ นั่งสมาธิ ตลอด ๆ ทำเอาท่านพ่อและท่านแม่ของฝ่ายหญิงพลอยปลื้มใจไปด้วย

“ตอนออกงานสังคมสมัยก่อน อายุเรายังไม่ถึง 20 ปี เรียนโรงเรียนประจำ อยู่ในโลกที่คิดถึงแต่ตัวเอง ฉันอยากได้สิ่งนี้ อยากทำแบบนี้ รู้จักแค่สังคมแคบๆ ในกรุงเทพฯที่เราอยู่ แต่พอโตขึ้น เราสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้เอง ยิ่งแต่งงานแล้ว พี่ซันทำให้ท่านพ่อ-คุณแม่ (หม่อมเจ้าจุลเจิม ยุคล-หม่อมอัญชลี ยุคล ณ อยุธยา) ไม่ห่วง

เพราะรู้ว่ามีคนดูแล ทำให้ได้เห็นโลกและสังคมอื่นมากขึ้น ยิ่งเดินทางไปต่างจังหวัดบ่อย โดยที่ชาวบ้านไม่ทราบว่าเราเป็นใคร ได้เจอคุณลุง คุณป้า คุณยาย และเด็กๆ ได้คลุกคลีอยู่กับเขาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ทำให้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป คือ เห็นแก่ตัวน้อยลง ทำเพื่อคนอื่นมากขึ้น

นอกจากนี้ หญิงแม้น ยังให้สัมภาษณ์อีก ว่า ได้เลิกซื้อแบรนด์เนมแล้ว โดยจุดพลิกผันนั้น อยู่ที่มองว่า ตนเองซื้อแบรนด์เนมราคา 80,000-100,000 บาท แต่เงินจำนวนนี้ สามารถปรับปรุงบ้าน ช่วยสร้างโรงเรียน หรือส่งเด็กคนหนึ่งเรียนหมอได้เลย

จึงซื้อไม่ลง สู้เปลี่ยนมาใช้ถุงผ้าขาวม้าที่คุณแม่สามีเย็บให้ดีกว่า นอกจากสวยแล้วยังแสดงถึงความเป็นไทยด้วย ทุกวันนี้หญิงมีหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นกางเกงชาวเล เสื้อม่อฮ่อม เดรสผ้าขาวม้าที่คุณแม่สามีตัดให้ สวยด้วย”

บางวันถ้าเห็นหญิงแม้นเดินแถวเอ็มโพเรียมหรือเอ็มควอเทียร์ ใส่เสื้อยืด สะพายย่าม สวมรองเท้าแตะ ก็ไม่ต้องแปลกใจนะคะ เพราะชีวิตเธอวันนี้เปลี่ยนมารักความเรียบง่าย จนบางครั้งมีแอบเผลอด้วยนะ…เอาสิ

“ด้วยความที่บ้านอยู่เอกมัย บางวันคิดว่าแค่แวะไปทำธุระที่เอ็มควอเทียร์แป๊บเดียว ไม่เจอใครหรอก ก็เลยแต่งตัวสบายๆ ใส่เสื้อยืด กางเกงยีนส์ ถือถุงผ้าขาวม้า ที่ไหนได้ วันนั้นเอ็มควอเทียร์จัดอีเว้นต์ค่ะ โชคดีที่สภาพเราโทรมมาก ไม่มีใครจำได้ อาศัยเดินเร็วๆ ผ่านเลยไป (หัวเราะ)

บางวันลืมตัว แต่งตัวแบบนี้ไปเดินเอ็มโพเรียม เจอคนรู้จักถามว่าทำไมถือถุงผ้าขาวม้า แต่เพราะเรามองเห็นประโยชน์ที่แท้จริงของสิ่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นถุงผ้าหรือกระเป๋าแบรนด์เนม ประโยชน์ของมันคือเพื่อใส่ของใช้ ส่วนการใส่เสื้อผ้าก็เพื่อปกปิดร่างกาย ยกเว้นเวลาไปงาน เราต้องแต่งตัวให้เกียรติงาน หยิบเดรสสวยๆ รองเท้าส้นสูงมาใส่ งานจบก็ถอดส้นสูง ใส่แตะเหมือนเดิม

“ตอนอายุน้อย เราจะแคร์คำวิจารณ์ หรือคิดว่าคนอื่นคิดกับเราอย่างไร แต่พอโตขึ้น เลิกสนใจคำวิจารณ์ คิดแต่ว่าเราทำอะไรก็ได้ที่ไม่เบียดเบียนใคร ทำแล้วมีความสุข แค่นี้พอ ทุกวันนี้เราสองคนจึงชอบเดินทางไปต่างจังหวัดเกือบทุกสัปดาห์ ยิ่งได้เห็นธรรมชาติสวยงาม ยิ่งทำให้รู้ว่าเราเป็นแค่จุดเล็กๆ ที่อาศัยอยู่บนโลกนี้ และวันหนึ่งจะตายจากโลกไป แต่ธรรมชาติ ภูเขา ต้นไม้ น้ำตก ฯลฯ ยังคงอยู่ตลอดไป ยิ่งทำให้เราเห็นคุณค่าและความสำคัญของธรรมชาติมากขึ้น

“เราสองคนชอบโรดทริป ขับรถไปภาคเหนือบ่อยมาก แวะชมนั่นชมนี่ไปตามทาง เพราะพี่ซันชอบถ่ายรูป ทุกคนเซอร์ไพร้ส์ว่าทำไมไม่นั่งเครื่องบินไป แป๊บเดียวก็ถึง สบายด้วย แต่เราสองคนมองว่าในความสบาย ไม่มีความสนุก ซึ่งนอกจากได้เห็นความสวยงามระหว่างทางแล้ว ยังเป็นช่วงเวลาที่เราได้ใช้ร่วมกันเต็มที่ สวีทกุ๊กกิ๊กกันไปตลอดทาง เขาเอาใจเรา เราเอาใจเขา เหมือนครั้งแรกที่เราพบและทำความรู้จักกันมาตลอดทางที่ขับรถ จนได้แต่งงานกัน”

ภายในปีนี้ ทั้งหญิงแม้นและสามี มีแผนจะย้ายไปเป็นเซเลบฯหนีเมืองอีกคน โดยทั้งคู่ตั้งใจไปใช้ชีวิตอยู่เชียงใหม่ หลังจากจดๆ จ้องๆ ปรึกษากันหลายรอบ “ที่ผ่านมาเราสองคนคิดกันว่าอยากไปใช้ชีวิตอยู่ต่างจังหวัดนานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรมาก จนกระทั่งกรุงเทพฯมีมลภาวะ

และปีนี้เราสองคนอยากมีลูก ไม่อยากให้ลูกเติบโตมาท่ามกลางมลพิษและชีวิตที่วุ่นวาย บวกกับคุณยายของสามียกที่ดิน 9 ไร่ติดริมน้ำปิงที่เชียงใหม่ให้ ทำให้ทุกอย่างลงตัว เราจึงแพลนว่าจะสร้างบ้านดินหลังเล็กๆ อยู่กันเอง ปลูกผัก ปลูกป่า และใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติให้เต็มที่

เพราะทุกวันนี้มีคนอยู่ในเมืองเพิ่มขึ้นทุกวัน แย่งกันกิน แย่งกันอยู่ แย่งกันขึ้นรถไฟฟ้า เพราะฉะนั้นเราออกจากเมืองไปอยู่ต่างจังหวัดแบบฟูลไทม์ดีกว่า เงินเก็บที่มีทั้งหมดจึงมาลงกับการซื้อต้นไม้ สร้างบ้านดิน แทนการซื้อกระเป๋า อีกหน่อยคงเป็นประธานชมรมเซเลบหนีเมือง ลองดูว่าจะมีเพื่อนๆ ตามมาอยู่ด้วยไหม (หัวเราะ)