สรุปเส้นทาง เสียค่าโง่ “โฮปเวลล์” 11,888 ล้านบาท กับสัญญาที่ไม่ได้ระบุเวลาเสร็จ

0
115

วันนี้ (22 เม.ย. 62) ศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำพิพากษา สั่งให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) จ่ายเงินคืน บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำนวน 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 % ต่อปี ภายใน 180 วัน หลักบอกเลิกสัญญาสัมปทานโครงการระบบการขนส่งทางรถไฟและถนนยกระดับในกรุงเทพมหานคร หรือ โครงการโฮปเวลล์ อย่างไม่เป็นธรรม

หากย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้นของโครงการนี้ เกิดขึ้นในสมัยที่ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี และนายมนตรี พงษ์พานิช เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม หวังแก้ปัญหาเรื่องการจราจร

โดยกระทรงคมนาคมได้เริ่มเปิดการประมูล ในเดือนตุลาคม 2533 ซึ่งมี บ.โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) เพียงรายเดียวเสนอชื่อเข้าร่วม และชนะการประมูล และเซ็นสัญญาสัมปทานวันที่ 9 พ.ย. 2533 โดยมีอายุสัมปทาน 30 ปี ข้อตกลงว่าบริษัทจะเป็นผู้ลงทุนออกแบบเองทั้งหมด วงเงินลงทุนโครงการ 8 หมื่นล้านบาท ใช้เวลาก่อสร้าง 8 ปี (6 ธ.ค.2534 – 5 ธ.ค.2542) โดยผู้รับสัมปทานจะมีรายได้จากค่าโดยสารรถไฟฟ้า ค่าผ่านทาง และรายได้จากอสังหาริมทรัพย์ตลอดเส้นทาง

แต่การก่อสร้างโครงการก็ดำเนินไปอย่างล่าช้า เนื่องจากปัญหาการส่งมอบพื้นที่บริเวณข้างทางรถไฟและการการย้ายประชาชนออกจากพื้นที่ก่อสร้างเป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้รัฐบาลนายอานันท์ ปันยารชุน ที่มีนายนุกูล ประจวบเหมาะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เข้าตรวจสอบสัญญาสัมปทานทั้งหมด ที่มีเงื่อนไขการผูกขาด และประกาศล้มโครงการโฮปเวลล์ พร้อมจัดตั้งองค์การรถไฟฟ้ามหานครขึ้นมาดำเนินการแทน


ต่อมาในสมัย รัฐบาลนายชวน หลีกภัย มีพันเอกวินัย สมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ช่วง ปี 2535 – 2538 ได้พยายามผลักดันโครงการโฮปเวลล์ต่อ แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องทุน หลักทรัพย์ค้ำประกันสัญญา และเรื่องแบบก่อสร้างที่พบว่าระยะห่างระหว่างรางรถไฟกับไหล่ทางมีน้อยเกินไป ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ และไม่ได้มาตรฐานความปลอดภัยสากล นอกจากนี้ ในสัญญาไม่ได้ระบุเวลาไว้ว่าโครงการจะก่อสร้างเสร็จเมื่อใด ทำให้ บงโฮปเวลล์ มีสิทธิ์โดยชอบที่จะไม่ทำโครงการให้เสร็จ

สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี และมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ปี 2538 – 2539) มีพรรคพลังธรรมเป็นผู้ดูแลโครงการ ได้ทำการเร่งรัดการก่อสร้างอีกครั้ง พร้อมทั้งให้ยืนยันเรื่องผู้รับเหมาและแหล่งเงินทุน แต่โครงการก็ไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด

กระทั่งในสมัยที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายกรัฐมนตรี และนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (ปี 2539 – 2540) การก่อสร้างโฮปเวลล์ได้หยุดดำเนินการลง ทำให้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกสัมปทาน

การยกเลิกสัมปทานกับบริษัทโฮปเวลล์ มีผลอย่างเป็นทางการในสมัยที่ นายชวนหลีกภัย กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ซึ่งขณะนั้นนายสุเทพ เทือกสุบรรณเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และสัญญาสัมปทานสิ้นสุดลงใรวันที่ 20 ม.ค. 2541 หลังดำเนินการก่อสร้างมาแล้ว 7 ปี แต่กลับมีความคืบหน้าเพียง 13.77 % เท่านั้น

ภายหลังสัญญาสิ้นสุดลง รฟท. ได้พยายามนำโครงการที่สร้างไปแล้วมาพัฒนาต่อ โดยนำโครงสร้างบางส่วนมาใช้ในโรงการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงเข้ม (บางซื่อ-รังสิต) ทำให้ บ.โฮปเวลล์ ยื่นคำร้องต่อคณะอณุญาโตตุลาการ เรียกค่าเสียหายจากการยกเลิกสัญญา จากกระทรวงคมนาคมและ รฟท. เรียกร้องค่าชดเชย 28,000 ล้านบาท เพื่อให้กลับคืนสู่สถานะเดิมก่อนทำสัญญา เพราะมองว่าการที่ รฟท. ใช้ประโยชน์จากโครงการเดิม ถือเป็นการเวรคืนพื้นที่สัมปทาน

ขณะนั้น คณะอณุญาโตตุลาการ วินิจฉัยชี้ขาดว่า กระทรวงคมนาคม และ รฟท. บอกเลิกสัญญาไม่เป็นธรรม จึงสั่งให้จ่ายเงินชดเชยกับ บ.โฮปเวลล์ 11,900 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าก่อสร้าง 9,000 ล้านบาท, ค่าตอบแทนจากการใช้ประโยชน์ในที่ดินที่บริษัทจ่ายไปแล้ว 2,850 ล้านบาท และค่าออกหนังสือสัญญาค้ำประกัน 38.75 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี พร้อมคืนหนังสือค้ำประกันมูลค่า 500 ให้ บ.โฮปเวลล์

แต่ข้อพิพาทกลับไม่จบลงเพียงเท่านั้น กระทรวงคมนาคมและ รฟท. ได้ร้องศาลปกครอง ว่าข้อพิพาทนี้ไม่อยู่ในขอบเขตของอนุญาโตตุลาการที่สามารถระงับข้อพิพาทได้ เนื่องจากมิใช่ข้อพิพาทในการปฏิบัติตามสัญญา ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) มีคำพิพากษาถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ และให้คืนค่าธรรมเนียมศาลทั้งหมดกับกระทรวงคมนาคมและ รฟท. เมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2557

แต่ล่าสุดวันที่ 22 เม.ย. 2562 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาชั้นต้น ให้กระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย จ่ายเงินคืนบริษัทโฮปเวลล์ 11,888 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 % ต่อปี ภายใน 180 วัน

เนื้อหาโดย : https://www.facebook.com/WorkpointNews/posts/908914929477786