ไข่ฟองเดียวกินสี่คน จิตอาสาช่วยน้ำท่วมเกิดติดเชื้อต้องตัดขา เผยชีวิตสุดเศร้า เมียทิ้ง โรครุมเร้า

0
372

อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่

สุรินทร์ – สุดเวทนา หนุ่มเมืองช้าง 36 ปีป่วยธาลัสซีเมีย-โรคเมลิออยด์-ม้ามโต จิตอาสาช่วยเหลือน้ำท่วมกรุงเทพฯ ปี 54 เกิดแผลติดเชื้อต้องตัดขาทิ้งรักษาจนหมดตัว

เมียหนีไปมีครอบครัวใหม่ทิ้งลูก 3 คนให้เลี้ยงลำพัง มีเพียงรายได้เบี้ยคนพิการ-บัตรสวัสดิการฯ ต้องไป รพ.เกือบทุกสัปดาห์ อาศัยข้าวก้นบาตรประทังชีวิต ไข่ฟองเดียวแบ่งกิน 4 คน วอนช่วยเหลือ

วันนี้ (18 ส.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านโคกสำโรง คุ้มโคกเจริญ สพฐ.208 หมู่ 9 ต.ราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ พบครอบครัวฐานะยากจนไม่มีแม้ข้าวสารจะกรอกหม้อ อาศัยอยู่กัน 4 คนพ่อลูก ทราบชื่อคือ นายอนุชิต นิราชโศรก อายุ 36 ปี พิการขาขวาขาด ป่วยโรคธาลัสซีเมีย โรคเมลิออยด์ และม้ามโต

โดยลูกสาวได้รับบ้านพระราชทานจากในหลวง ร.๙ เมื่อปี 2558 ภายในบ้านมีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่รับบริจาคมาพร้อมบ้านหลังใหม่ มีตู้เย็น เตาแก๊ส กระทะไฟฟ้า และพัดลมตัวเก่าสภาพไม่พร้อมใช้งาน ภายในบ้านถูกจัดอย่างเป็นระเบียบสะอาด มีห้องครัว และห้องน้ำในตัว มีข้าวสารที่ไปขอมาจากวัด และอุปกรณ์ทำครัว

ส่วนอาหารวันนี้มีเพื่อนบ้านเอาไข่มาให้ 2 ฟอง พบเด็กชายพงศกร นิราชโศรก อายุ 9 ขวบ กำลังล้างจานอย่างขยันขันแข็ง และเข้าครัวทำกับข้าว โดยใช้กระทะไฟฟ้าทอดไข่ไก่ 1 ฟอง (แก๊สหมดถังไม่มีเงินเติม) ซึ่งลีลาในการทอดมีความชำนาญดีการหยิบจับกระฉับกระเฉง

ต่อมา เด็กชายจิรายุ อายุ 6 ขวบ หยิบซีอิ๊วขาวมาเทราดลงที่ข้าวนั่งคลุกกินด้วยความหิวอย่างเอร็ดอร่อย และได้นำไปแบ่งให้พ่อและพี่ชายคนละคำสองคำเพื่อคลายหิว เพราะทั้งครอบครัวไม่ได้กินข้าวเช้า ส่วนข้าวเที่ยงก็กินข้าวคลุกซีอิ๊วขาว

ซึ่งปกติแล้วงานบ้านทุกอย่างพี่สาวคนโตคือเด็กหญิงกัลยา นิราชโศรก อายุ 14 ปี จะเป็นผู้ดูแลทุกอย่าง แต่เคราะห์ร้ายถูกหมากัดที่นิ้วมือทั้งสองข้างและที่ท้องจนทำให้ไม่สามารถทำงานได้และโดนน้ำไม่ได้ ภาระทุกอย่างจึงตกไปอยู่ที่น้องชายคนกลางคือเด็กชายพงศกร อายุ 9 ขวบ

นายอนุชิตมีลูกอยู่ 3 คน คนที่ 1 ชื่อเด็กหญิงกัลยา นิราชโศรก อายุ 14 ปี (ไม่ได้ศึกษาต่อ) คนที่ 2 ชื่อเด็กชายพงศกร นิราชโศรก อายุ 9 ขวบ เรียนชั้น ป.3 โรงเรียนใกล้บ้าน คนที่ 3 เด็กชายจิรายุ นิราชโศรก อายุ 6 ขวบ เรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนเดียวกัน

นายอนุชิตเล่าว่า เมื่อปีที่น้ำท่วมครั้งใหญ่ที่กรุงเทพมหานคร ตนไปช่วยหน่วยทหาร ทางทหารให้ตนช่วยลากเรือพลาสติกขนอาหารไปแจกจ่ายให้ประชาชนตามซอยต่างๆ และรับส่งประชาชนที่จะเข้า-ออก โดยการเดินลุยน้ำซึ่งลึกเท่าคอ ลากเรือไป-มา

ตนอาสาช่วยได้อยู่ประมาณ 3 เดือนส้นเท้าขวาก็เป็นแผลเสียดสี จึงเกิดอาการติดเชื้อ และขาขวาเริ่มมีสีคล้ำจนกลายเป็นสีดำในที่สุด ตนเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ และกลับมารักษาตัวที่สุรินทร์

ทีมแพทย์ที่ จ.สุรินทร์ระบุว่า อาการขาขึ้นเป็นสีดำจะลุกลามขึ้นวันละ 1 เซนติเมตร กระทั่งต้องเข้ารับการรักษาโดยด่วนโดยการตัดขาที่ติดเชื้อทิ้งไป

ต่อมาทางโรงพยาบาลที่ จ.สุรินทร์ได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ เพื่อไปรักษาอาการติดเชื้อกว่า 2 ปี แพทย์ระบุว่าตนมีภูมิต้านทานทางร่างกายต่ำเพราะเป็นโรคธาลัสซีเมีย (โรคโลหิตจาง) ซึ่งในขณะที่ตนลุยน้ำช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันนั้นตนไม่คิดว่าต้องมาเป็นแบบนี้

ตอนนั้นตนไม่รู้จะทำมาหากินอะไร จึงเดินทางไปส่งพระบิณฑบาตและพระจะแบ่งอาหารมาให้ เอามาให้ลูกๆ กิน จะกินได้แค่ 2 มื้อคือเช้า-เที่ยง เพราะส่วนใหญ่เป็นกับข้าวสำเร็จ เก็บไว้ได้ไม่เกินเที่ยง ส่วนอาหารเย็นหาซื้อกับข้าวทำกินเอง และปัจจุบันนี้ตนร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเหมือนเมื่อก่อนแล้ว จึงไม่สามารถออกไปส่งพระบิณฑบาตได้ ทางพระก็แบ่งข้าวสาร-อาหารแห้งมาให้กินกัน

รายได้ตอนนี้มีแค่เงินเดือนผู้พิการ 800 บาท และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หากเวลาที่ตนและลูกต้องเข้าโรงพยาบาลต้องไปหาหยิบยืมเงินญาติพี่น้อง และเพื่อนบ้านบ้าง ซึ่งตอนนี้ตนมีโรคประจำตัวอยู่หลายโรค ทั้ง โรคธาลัสซีเมีย คือโรคโลหิตจาง ซึ่งถ่ายทอดทางพันธุกรรมและลูกสาวคนโตได้รับโรคนี้ด้วย ต้องไปรับเลือดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัดทุกเดือน ตน 1 ครั้ง ลูกตนอีก 1 ครั้ง

เมื่อหลายปีก่อนทาง อบต.ส่งชื่อไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยสงเคราะห์ ได้มา 2,000 บาท และตอนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์เดินทางมาที่ ต.ราม ตนได้เงินช่วยเหลืออีก 2,000 บาท

อย่างไรก็ตาม หากผู้ใจบุญมีจิตศรัทธาอยากช่วยเหลือ สามารถโอนเงินเข้าบัญชีได้ที่ธนาคารไทยพาณิชย์ ชื่อบัญชี นายอนุชิต นิราชโศรก เลขที่บัญชี 403-382280-7 หรือโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดกับ นายอนุชิต นิราชโศรก ที่หมายเลข 08-0174-5803

อ่านเนื้อหาต้นฉบับได้ที่นี่