สิ่งที่ต้องรู้ไว้ ก่อนที่ไปเป็น “ทหารเกณฑ์”

ก่อนอื่นจะขอพูดถึงขอบเขตของกระทู้นี้ก่อนนะครับ ว่า… เราจะไม่เน้นพูดถึงเรื่องการฝึกว่ามีอะไร เป็นยังไง ต้องเจออะไรบ้าง เพราะส่วนนั้นเป็นเรื่องที่น้อง ๆ จะต้องไปเจอกันเอง

เรื่องบางเรื่องเราต้องไปผจญภัยเองครับ เพราะสตอรี่ของแต่ละคนย่อมไม่เหมือนกันอยู่แล้ว ถ้าเขียนให้อ่านกันเดี๋ยวจะคาดหวังกันไปว่าเราต้องเจอนะ แล้วถ้าไม่เจอก็จะเฟล เราไปก็อาจจะไม่เหมือนกันก็ได้

ซึ่งก็เคยมีกระทู้อื่น ๆ ได้เขียนเล่าประสบการณ์กันไปเยอะแล้ว กระทู้นี้จึงขอเน้นเรื่อง ”การเตรียมตัวและสิ่งที่ต้องรู้ในการเกณฑ์ทหาร” เป็นหลัก โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก ๆ

ขอมุ่งเน้นไปที่คนที่จะเข้ามาเป็นทหารนะครับ ข้อมูลบางส่วนอาจจะน่าเบื่อ แต่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อน้อง ๆ และที่รีบเขียนมาลงช่วงนี้ ก็เพื่อที่จะให้น้อง ๆ ได้อ่าน และเตรียมตัวกันตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับ โดยหัวข้อทั้งหมดมีดังนี้ครับ

– ทำไมไม่เรียน รด. ?

– มีโรคประจำตัว แล้วไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ?

– วันคัดเลือกฯ ?

– ทหารมีกี่ผลัด? เลือกผลัดไหนดี?

– จะไปแล้วเตรียมอะไรไปบ้าง?

– ก่อนเริ่มเปิดการฝึกทหารใหม่ ทำอะไรกันบ้าง?

– หน่วยฝึกทหารใหม่คืออะไร?

– ยศทหาร

– การทำความเคารพ

– ระเบียบประจำวัน และสิ่งที่ต้องฝึกก่อนมาเป็นทหารเกณฑ์

– โรคจากความร้อน กับ การฝึกทหารใหม่

– ทหารใหม่ป่วยทำยังไง?

– ฝึกทหารใหม่เสร็จแล้วยังไงต่อ?

– ปรับทัศนะคติ

ทำไมไม่เรียน รด. ? ( นักศึกษาวิชาทหาร = นศท. = คนทั่วไปเรียกว่า “รด.”) ______________________

เป็นสิ่งนึงที่ทุกคนมักจะถามเสมอ ว่าทำไมไม่เรียน รด.? คำตอบก็คือ ทุกคนไม่สามารถเรียน รด. ได้ครับ

– การที่จะเรียน รด. ได้ ต้องเป็นนักเรียนก่อนครับ อยู่ในสถานศึกษา จึงจะเข้าเรียนได้ คนที่ไม่ได้เรียน ก็ต้องไปเป็นทหารครับ

– คนที่เป็นนักเรียนทุกคน สามารถเข้าเรียน รด. ได้? คำตอบก็คือ ไม่ใช่ครับ การจะเป็น รด. ได้ ต้องผ่านการตรวจร่างกาย และการทดสอบสมรรถภาพทางกายให้ผ่านเสียก่อน (ดันพื้น / ซิทอัพ / วิ่ง)

ดังนั้น คนที่แข็งแรงได้เรียน รด. ครับ คนอ่อนแอ ก็หมดสิทธิ์ไป แต่!! ในปีถัดไป ก็ยังสามารถมาสมัครเรียน รด. ได้อีกครับ (สมมุติเริ่มเรียนในช่วง ม.5 ก็ต้องเรียนเลยไปถึงมหาวิทยาลัยตอน ปี 1 ด้วยครับ) และถ้าถึงที่สุดยังคัดเลือกไม่ผ่าน ก็ต้องไปเป็นทหารครับ // ที่ไปอ่านเจอมา เค้าบอกว่า รด. ไม่ได้มีทุกจังหวัดด้วยครับ (ผมไม่ทราบข้อเท็จจริงในส่วนนี้นะครับ)

– คน 2 คน แข็งแรงเท่ากัน แต่อยู่คนละโรงเรียน ก็มีผลต่อการคัดเลือก รด. นะครับ เนื่องด้วยคนละสนามสอบ และด้วยจำนวนโควตาของโรงเรียนนั้น ๆ ด้วยครับ ว่าได้โควตานการสมัครมากน้อยเพียงใด

– ถ้าสมัครผ่านแล้ว ก็ต้องมีเงินด้วยครับ ที่แน่ๆก็ต้องเสียค่าชุด รด. และอาจะมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีกที่ไม่สามารถทราบได้ ดังนั้นคนยากจนก็อดครับ

จากที่ได้กล่าวมา ก็จะเห็นได้ว่า กว่าจะเป็น รด. ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายสักเท่าไหร่ โรงเรียนไหนได้โควตาเยอะก็โชคดีไป การแข่งขันมันสูงครับ ดังนั้นมันย่อมมีเรื่องอย่างว่าอยู่ด้วยแน่นอน… สรุป เข้าใจแล้วนะครับ ว่าทำไมไม่ได้เรียน รด.

จากคำถามดังกล่าว มันก็จะไปสัมพันธ์กับคำถามที่ว่า “ใครบ้าง? ที่จะได้ไปเกณฑ์ทหาร” และ “ทหารเกณฑ์มีการศึกษามากน้อยเพียงใด” // ขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่าผมไม่ได้ดูถูกเรื่องการศึกษา แต่มันเป็นเรื่องจริงครับที่กระบวนการคิด และชุดความรู้นั้นย่อมแตกต่างกัน ดังนั้นชีวิตความเป็นอยู่ หลักการใช้เหตุผลต่าง ๆ ย่อมมีความแตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะมาจากการศึกษา หรือสภาพแวดล้อมในการเจริญเติบโตก็ตาม

มีโรคประจำตัว แล้วไม่ต้องเกณฑ์ทหาร ? ______________________

เรื่องนี้เป็นประเด็นทุกปีครับ และขออกตัวก่อนอีกแล้ว ว่าไม่ได้ต้องการจะปกป้องใครทั้งนั้น ผมทำเพื่อน้อง ๆ และอยากให้น้อง ๆ รู้ไว้ว่า “เราทำเพื่อตัวเอง” ถ้าหากเราเป็นอะไรไป ไม่มีใครมารับผิดชอบแทนเราได้ คนที่เสียประโยชน์และรับผลกรรมดังกล่าว ก็มีแต่ตัวน้องเอง!! และที่สำคัญถ้าเกิดป่วยขึ้นมา มันเป็นภาระครับ เข้าใจตรงกันนะครับ

โรคต้องห้ามต่าง ๆ มีระบุไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นมาก หรือเป็นน้อย ถ้าถึงเกณฑ์ก็ถือว่าเป็นครับ เพราะการฝึกทหารสำหรับคนทั่วไปก็ถือว่าเป็นเรื่องที่หนักมากครับ (ตอนตัวเองเจอก็บอกหนัก พอผ่านมาสักพักก็บอกเป็นเรื่องเบเบ) คนที่ผ่านมาแล้วก็อย่าหลอกเด็ก และอย่าหลอกตัวเองครับ ว่ากว่าจะผ่านมาได้ก็ใช้ความพยายามมากมายเหมือนกัน คนธรรมดายังเกือบไม่รอด แล้วคนที่ป่วยล่ะ จะรอดเหรอ? คนที่เป็นน้อย ถ้าไปเกณฑ์ทหาร โรคเหล่านั้นอาจถูกกระตุ้นให้กลายมาเป็นเยอะก็ได้ครับ ซึ่งผมก็เชื่อว่า กรมการแพทย์ทหาร (เป็นแพทย์รักษาคนจริง ๆ) ก็ได้พินิจพิจารณามาเป็นอย่างดีแล้วครับ ว่าโรคเหล่านี้มีความเสี่ยง และไม่ควรได้รับการเกณฑ์ทหาร

แนะนำให้ทุกคนก่อนที่จะไปเป็นทหาร ทำการตรวจสุขภาพครับ ว่าเราแข็งแรงดีมั้ย และถ้าหากว่าเป็นโรคที่เข้าข่ายข้อยกเว้น ก็ให้ทำเรื่องไว้ โดยจะมีขั้นตอนและวิธีการอยู่ (ลองเข้าไปดูในเพจ “เหล่าทหารสัสดี” ก็ได้ครับ) โดยเราต้องไปตรวจที่โรงพยาบาลทหาร (เค้าจะมีกำหนดไว้ครับว่ามีโรงพยาบาลไหนบ้าง) (ทางโรงพยาบาลจะทราบดีครับในการทำเรื่องดังกล่าว ไม่ต้องกลัว) และนำใบรับรองแพทย์และเอกสารต่าง ๆ มายื่นในวันคัดเลือกครับ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวต้องทำตั้งแต่เนิ่น ๆ นะครับ เพราะต้องใช้เวลาในการตรวจสุขภาพ และใช้เวลาในการทำเอกสารต่าง ๆ ครับ

ใส่แว่นตา เป็นทหารได้มั้ย? คำตอบคือได้ครับ หากยังไม่เกินเกณฑ์ที่กำหนดครับ ส่วนคอนแทคเลนส์ไม่แนะนำครับ เพราะไม่มีเวลาใส่ หรือถอด หรือหาซื้อมาเปลี่ยนแน่นอน ให้ไปตัดแว่นไว้ได้เลยครับ แนะนำให้ตัดแว่นที่ไม่ต้องราคาสูงมาก ถ้าหากพังจะได้ไม่ต้องเสียดายมากครับ

หลายคนอาจจะคิดว่า การมีโรคประจำตัวกรอกอยู่ในใบทหาร จะมีผลตอนสมัครงานมั้ย โดยส่วนตัวมองว่า นายจ้างไม่ได้ให้ความสำคัญมุ่งเน้นไปที่ว่า “เราเคยเป็นทหารมามั้ย?” แต่นายจ้างจะมุ่งเน้นไปที่ “ระยะเวลาที่เราสามารถทำงานอยู่กับเค้าได้นานเท่าไหร่” มากกว่า เพราะถ้าจ้างคนที่ติดเรื่องทหาร สักวันนึงก็ต้องลาออกไปเป็นทหาร ซึ่งบริษัทก็ต้องไปหาคนใหม่ ต้องสอนงานใหม่ บลา ๆ ๆ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมมีค่าใช้จ่าย หลาย ๆ ที่จึงตัดปัญหาเลือกรับคนที่ผ่านการเกณฑ์ทหารมาแล้วแทน และถ้าโรคดังกล่าวไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ก็เชื่อว่าไม่มีผลต่อการสมัครงานแน่นอนครับ (เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวเท่าที่ทราบมานะครับ หากมีข้อโต้แย้งสามารถแนะนำมาได้เลยครับ)

วันคัดเลือกฯ ? ______________________

สำหรับคนที่ผ่อนผัน : ผ่อนผันได้จนถึงอายุ 26 ปีครับ (26 ปีสุดท้าย) การผ่อนผันต้องไปรายงานตัวทุก ๆ ปี และจะถือว่าเราผ่อนผันสำเร็จ เมื่อได้รับใบนัดหมายในปีถัดไปนะครับ โดยปกติที่ได้ผ่อนผันก็เพราะเรื่องเรียน สมมุติว่าเราเรียนจบแล้ว ก็สามารถผ่อนผันต่อไปได้เรื่อย ๆ ครับ เค้าจะไม่ถามเหตุผลอะไรเลยครับ แต่ถ้าหากน้องไม่ไปผ่อนผัน ในปีต่อไปน้องก็จะถูกจับไปเป็นทหารเกณฑ์ทันทีครับ เข้าสู่รอบไฟนอลวอล์คไปเลย

สำหรับคนที่สมัคร และต้องการใช้สิทธิ์ลดหย่อนวัน : ในวันคัดเลือกให้เข้าไปแจ้งกับทางทหารเลยครับว่าจะสมัคร ก็จะมีการลงทะเบียน ตรวจร่างกายต่าง ๆ วัดชุด บลา ๆ (ชุดที่เราจะได้ใส่ตอนเป็นทหาร) จากนั้นก็จะมาทำเอกสารทั้งรับใบนัดหมาย และกรอกเอกสารใช้สิทธิ์ลดหย่อนวันครับ ที่สำคัญมาก ๆ คือ วันจบการศึกษา ต้องเป็นวันก่อนมาคัดเลือกฯนะครับ ถ้าจบหลังจากนั้นใช้สิทธิ์ไม่ได้ครับ ถ้าจะใช้สิทธิ์ให้ผ่อนผันไปก่อนและรอในปีถัดไปครับ หลังจากวันคัดเลือกฯ ทางสัสดีก็จะนำหลักฐานทางการศึกษาไปตรวจสอบและทำเอกสารต่าง ๆ ก็จะมีการนัดหมายอีกทีครับ และให้นำไปในวันที่ไปทหาร (จริง ๆ เอกสารดังกล่าวจะถูกนำไปดำเนินการต่อหลังจากฝึกทหารใหม่เสร็จครับ คือฝึกเสร็จแล้วค่อยกลับบ้านมาเอาก็ได้ครับ)

สำหรับคนจับใบดำใบแดง : อันนี้แล้วแต่เขตนะครับ ว่าเขตนั้นต้องการคนเยอะมั้ย? มีคนทั้งหมดเท่าไหร่? สมัครเท่าไหร่? ซึ่งความน่าจะเป็นก็จะพอ ๆ กันทุกปีครับ (ex. อย่างเขตของผม วันนั้นทางเขตต้องการทหาร 62 นาย มีคนที่มาวันนั้นทั้งหมด 141 คน มีคนร้องขอ(สมัคร) 39 คน แปลว่า ในคนที่เลือกจับใบดำใบแดง 102 คน จะได้เป็นทหาร 23 คน ประมาณได้ว่า ใน 4 คน ต้องมี 1 คนได้เป็นทหารครับ) ถ้าปีไหนมีคนสมัครเยอะก็โชคดีไปครับ

สมัคร vs จับใบดำใบแดง : ชั่งใจดูให้ดีนะครับ ว่าจะเสี่ยงมั้ย? ใครว่ามันไม่เสี่ยง แต่ใจมันแอบเถียง ว่ายังไงก็ใช่เธอ… เป็นแน่นอนแต่ลดหย่อนวันได้ กับลุ้นเอา แต่ถ้าได้ก็เป็นกันยาว ๆ

เลือกค่ายได้มั้ย? : บอกเลยว่าเลือกไปเถอะครับ ไม่ได้หรอก 5555555 // คนที่สมัครก็เลือกได้แค่เหล่าทัพกับจังหวัดที่สังกัดครับ (บางทีตัวค่ายอาจไม่ได้อยู่ในจังหวัดที่สังกัดก็มีครับ) (เหล่าทัพนี่แล้วแต่เขตนะครับ บางทีก็จะมีกองทัพอากาศ บางที่ก็จะมีกองทัพเรือครับ) // เราจะได้ทราบว่าอยู่ค่ายไหน ก็วันที่ 1 พ.ค. หรือ 1 พ.ย. วันที่เราได้ไปเป็นทหารเกณฑ์นู่นแหละครับ

ปล. การเขียนชื่อในเอกสารต่าง ๆ ให้เขียนให้สวยที่สุด อ่านออกรู้เรื่องที่สุด เพราะพอเข้าไปเป็นทหารชื่อผิดกันเยอะมากครับ

ทหารมีกี่ผลัด? เลือกผลัดไหนดี? ______________________

ทหารบก และ ทหารอากาศ : มี 2 ผลัด คือ ผลัด1 (1 พ.ค.) / ผลัด2 (1 พ.ย.)

ทหารเรือ : มีทั้งหมด 4 ผลัด ที่แบ่งย่อยๆขนาดนี้ เพราะ ฝึกที่เดียวคือที่สัตหีบ (ตามข้อมูลที่หาเจอ) คือ ผลัด1 (1 พ.ค.) / ผลัด2 (1 ส.ค.) / ผลัด3 (1 พ.ย.) / ผลัด4 (1 ก.พ. ของปีถัดไป)

เมืองไทยมี 3 ฤดู : 1 หนาว / 2 หนาว-ร้อน / 3 ร้อน / 4 ร้อน / *5 ร้อน-ฝน / 6 ฝน / 7 ฝน / 8 ฝน / 9 ฝน / *10 ฝน-หนาว / 11 หนาว / 12 หนาว

ทหารจะฝึกกันทั้งหมด 10 สัปดาห์ (2 เดือนครึ่ง) ลองเทียบข้อมูลกันดูเนอะ ว่าอยู่ผลัดไหนจะเจอกับสภาพอากาศยังไง? แต่ส่วนมากก็จะเลือกผลัด 1 กัน เพราะไม่อยากรอนาน แต่อากาศร้อน / ส่วนผลัด 2 (1 พ.ย.) ช่วงท้ายการฝึกจะตรงกับวันกองทัพไทยพอดี ผลัด 2 ก็จะได้เดินสวนสนามด้วยนั่นเอง ก็จะต้องเลื่อนการกลับบ้านให้ช้าออกไปอีกนิดนึง แต่อากาศก็จะเย็น ๆ และมีฝนตกในช่วงฝึก ก็จะได้งดฝึกกันบ้างเพราะฝนตก

เรื่องการสมัครงาน สมมุติเราเลือก ผลัด 2 เราก็จะว่าง 6 เดือน ถ้าไปสมัครงานตามบริษัท ส่วนมากจะไม่รับกันครับ เพราะเสียเวลาบริษัท ถึงแม้โปรไฟล์เราจะดีมากขนาดไหนก็ตาม ยังไงก็แล้วแต่ก็เลือกกันดี ๆ นะครับ ส่วนคนที่จะเรียนต่อ ก็เลือกดี ๆ ครับ ว่าออกมาแล้วทันสอบมั้ย?

จะไปแล้วเตรียมอะไรไปบ้าง? ______________________

– บัตรประชาชน

– เอกสารลดหย่อนวัน

– ของต่าง ๆ ไม่ต้องเอาไปครับ เพราะทุกอย่างจะถูกเก็บไว้ทั้งหมด ไม่เหลือรอดแม้แต่สตางค์แดงเดียว และจะคืนให้หลังจากฝึกทหารใหม่เสร็จครับ เข้าใจมั้ยครับ ว่าเค้าเก็บทุกอย่าง ทุกอย่าง ทุกอย่าง ดังนั้นของมีค่าไม่ต้องเอาไปครับ

– เงินโดนเก็บไว้ แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาใช้? ในค่ายใช้ระบบ ลงชื่อไว้ก่อน มาจ่ายเงินทีหลังครับ พอเงินเดือนออก ก็ค่อยเอาไปจ่าย โดยในค่ายก็จะมีคล้าย ๆ สหกรณ์ที่ขายของครับ ก็จะมีช่วงเวลาให้ได้ซื้อกัน และอาจจะมีหมู่หรือจ่าเข้ามาขายของด้วยครับ

– โทรศัพท์ล่ะ? ไม่ต้องเอาไปครับ ยังไงก็ไม่ได้ใช้ ถ้าใช้อาจจะมีความผิดด้วย สำหรับใครที่มีโอกาสใช้ แนะนำว่าห้ามให้อีกฝ่ายโทรกลับ หรือเผยแพร่ข้อมูลเด็ดขาดครับว่าได้คุยโทรศัพท์กับทหารใหม่ ไม่งั้นซวยกันหมดครับ // จดหมายก็เช่นกันครับ ก่อนเยี่ยมญาติครั้งแรกจะมีการให้ทหารเขียนจดหมายไปถึงที่บ้าน เป็นไปได้ไม่ต้องส่งกลับมาครับ // ความหวังดีของญาติมิตร อาจสร้างความเดือดร้อนให้กับทหารได้ครับ

– แอลกอฮอล์? บุหรี่? งดเด็ดขาดครับ โดยเฉพาะแอลกอฮอล์ครับ เพราะผิดกฎของทหารเลย ทหารทุกคนห้ามกินในค่ายครับ ฟีลประมาณห้ามกินเหล้าในสถานศึกษาอะไรทำนองนี้ ส่วนบุหรี่ ทหารใหม่ห้ามสูบเด็ดขาดครับ แต่ถ้าฝึกทหารใหม่เสร็จแล้วก็สูบได้ครับ และดูเหมือนจะสูบกันเยอะมาก ๆ ซะด้วย ถ้าไปเป็นทหารแล้วได้โรคปอดกลับมานี่ไม่ต้องสืบเลยครับ

– ต้องตัดผมไปเลยมั้ย? สัสดีแนะนำว่าให้ตัดไปเลยครับ เพราะคนเยอะ ปัตตาเลี่ยนก็จะร้อน และไม่คม แล้วก็อาจจะมีเศษผมติดไปตอนนอนอีก // ข้างบนเบอร์ 1 ครับ ส่วนรอบ ๆ ตัดเกรียน ตรงจอนให้โกนเป็นเส้นตรงแนวนอนตัดประมาณกลางหูครับ หนวดเคราโกนให้เรียบร้อยนะครับ ตัดเล็บด้วยนะ // คือถ้ามันสั้นไม่พอ ก็จะโดนเอาไปตัดอีกรอบครับ บางค่ายเป็นช่างตัดผมมาตัด บางค่ายก็ทหารเกณฑ์รุ่นพี่นั่นแหละครับ

– แว่นตา? อย่างที่บอกไว้แล้วว่าเอาไปได้ครับ คนที่ใส่ก็เห็นอยู่รอดปลอดภัยดีครับ แต่ถ้าสั้นไม่เยอะก็ไม่ต้องก็ได้ครับ จะเป็นภาระเปล่าๆ

– ยารักษาโรค? เอาไปได้ครับ ถ้าเป็นยาที่กินประจำ บางคนก็เอายาพาราเซตามอล ยาคลายกล้ามเนื้อเข้าไปเนียน ๆ ก็มีครับ

– ออกกำลังกาย และลดน้ำหนักครับ เพราะคนที่มีน้ำหนักเยอะจะเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติ และน้ำหนักก็ยิ่งเป็นภาระ ทำให้ไม่สะดวกเวลาต้องวิ่ง ต้องออกแรงเยอะ ๆ ครับ

ก่อนเริ่มเปิดการฝึกทหารใหม่ ทำอะไรกันบ้าง? ______________________

ปล. แต่ละค่ายก็อาจจะไม่เหมือนกันนะครับ

– กรอกประวัติ : ความสามารถพิเศษ อันนี้แล้วแต่ค่ายนะครับว่าจะเน้นไปทางด้านไหน หรือกีฬาด้านไหน อันไหนที่เราตรงกับที่ค่าย ก็จะมีกิจกรรมให้เราได้ทำเรื่อย ๆ ครับ แต่กรอกไปเถอะครับ ถ้าเยอะเกินก็ไม่ดีครับ เดี๋ยวเหนื่อย / ประวัติด้านสุขภาพ โรค และสิ่งเสพติด คือ ในส่วนนี้อยากจะให้กรอกกันตามความเป็นจริงนะครับ เพราะจะมีประโยชน์ในเวลาที่เราป่วย จะได้ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับเรานะครับ ส่วนเรื่องความผิดทางกฎหมายนั้น หายไปครับ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น… =x= / ประวัติด้านการศึกษา ไม่มีประโยชน์อะไรเลยครับ โดยเฉพาะปริญญาตรี จะโดนถามเสมอว่าสมัครมาทำไม ค่ายไม่ต้องการครับ ค่ายต้องการคนที่อยู่นาน ๆ พวกที่มา 6 เดือนเหมือนจะเป็นภาระครับ ฝึกเสร็จก็ต้องรีบทำเอกสารลดหย่อนวันให้ ดังนั้นมันไม่น่าภูมิใจอะไรเลยครับ มีแต่คนด่า

– ถ่ายรูป : ถ่ายหน้าไว้กันหนีทหารครับ จะได้ตามหาง่าย ๆ แต่จริง ๆ ก็จำกันยากอยู่ครับ หัวเกรียนเหมือนกันหมดเลย

– ฝากของ : จะแบ่งเป็น 2 ส่วนครับ คือของมีค่า กับของใช้ทั่วไป อย่างเงินนี่ก็จะนับกันทุกบาททุกสตางค์ครับ ของไม่หายแน่นอน และจะได้คืนตอนเราฝึกเสร็จครับ // เสื้อผ้า รองเท้า กางเกงใน บลา ๆ ก็ต้องเอาไปฝากครับ

– ตัดผม : ถ้าตัดแล้วก็ผ่านด่านนี้ไปเลยครับ (ข้อมูลได้พูดไปแล้วในข้างต้น)

– แจกของใช้ : (อันนี้ไม่แน่ใจว่าแต่ละค่ายจะเหมือนกันมั้ย) ของจะมีอยู่ 2 ประเภทครับ ก็คือเป็นเงินหลวง อันนี้จะมีตราอยู่ครับว่าห้ามซื้อห้ามขายอะไรแบบนี้ อีกส่วนก็คือใช้เงินของเราซื้อครับ // เสื้อแขนสั้นสกรีนชื่อเรา กางเกงขาสั้น เข็มขัด รองเท้าแตะ รองเท้าผ้าใบ รองเท้าคอมแบท ถุงเท้า ผ้าเช็ดตัว ไม้แขวนเสื้อ เข็มกรัด กระจก ทิชชู่ คัตเติ้ลบัต ปากกา ปากกาตราม้า โรลออน กรรไกรตัดเล็บ มีดโกนหนวด มุ้ง ผ้าห่ม ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน สบู่ กล่องใส่สบู่ แชมพู ขันน้ำ ผงซักฟอก และช่วงหลัง ๆ มานี้จะมีเป้ใส่น้ำให้สะพายหลังกันตลอดเวลาด้วยครับ เท่ดี แต่โคตรภาระเลยครับ (ปกติจะมีเวลาพักให้ทหารได้ไปต่อแถวตักน้ำกินกันครับ พอมีเป้ก็ไม่ต้องเสียเวลาอีกครับ เหมือนจะดี แต่ก็ไม่ครับ) (ช่วงแรกจะเหม็นพลาสติกมาก ถ้าว่างให้รีบเอาไปล้างครับ) (พยายามอย่ากัดครับ เพราะหัวจุกมันจะขาด)

– วัดร่างกาย : พวกส่วนสูง น้ำหนัก รอบอก / วัดชุดที่จะต้องตัด

– สิ่งเสพติด / คดี : ตรวจว่าได้เสพยาก่อนมามั้ย (ซึ่งก็ไม่ได้มีบทลงโทษอะไรนะครับ) นอกจานี้ยังมีการสอบถามเรื่องประวัติสิ่งเสพติดด้วย ว่าเคยเสพยาอะไรมาบ้าง? เคยโดนจับคดีอะไรมั้ย? ต้องได้ไปรายงานตัวกับศาลรึเปล่า? // จากข้อนี้จะพบว่า มีคนเป็นจำนวนมากที่เคยเสพยา และมีคดีอยู่ (ซึ่งก็ไม่ได้มีบทลงโทษอะไรนะครับ) เอาเข้าจริง ก็พูดเรื่องยาเสพติดกันเป็นเรื่องธรรมดามากครับ เท่าที่ทราบ ยาเสพติด หาง่าย และมีอยู่ในทุก ๆ พื้นที่เลยครับ บางคนก็เสพเฉย ๆ บางคนขายก็มีครับ บางคนก็เคยเสพมาเกือบทุกชนิดเลยก็มี เรียกได้ว่าเป็นแหล่งซ่องสุมของคนที่เคยเสพยาเลยครับ ถ้าหากทางทหาร และตำรวจให้ความสำคัญกับเรื่องยาเสพติดจริง ๆ ก็ควรรู้นะครับว่าต้องทำอย่างไรต่อ?

– ตรวจเลือด : อันนี้ไม่แน่ใจนะครับว่าเจาะไปตรวจอะไร

– ฉีดวัคซีน : ฉีดวัคซีนกันบาดทะยักครับ เนื่องจากการฝึกทหารต้องสัมผัสกับพื้นดิน ทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคครับ

– แบบทดสอบความเครียด : ผมเชื่อว่าทุกคนเครียดครับ กับการมาเป็นทหาร แต่ความเครียดของแต่ละคนก็จะแตกต่างกันออกไป ถ้าผลทดสอบออกมาว่าเครียดมาก ก็จะได้ทำแบบทดสอบชุดต่อไป ก็คือแบบทดสอบความอยากฆ่าตัวตาย ว่าเคยคิดฆ่าตัวตายมั้ย? เคยวางแผนมั้ย? เคยลงมือทำรึเปล่า? ถ้ามีปัญหาจริง ๆ ก็จะได้รับการรักษาตามขั้นตอนต่อ ๆ ไปครับ

– ตัดเล็บให้สั้นที่สุด และโกนจอนไม่ให้ยาว ตลอดเวลาที่เป็นทหารครับ

หน่วยฝึกทหารใหม่คืออะไร? ______________________

เมื่อเราไปเป็นทหารเกณฑ์ สิ่งแรกที่เราจะเป็นนั่นก็คือ “ทหารใหม่” ครับ ทหารใหม่ถือว่าเป็นน้องเล็กสุดของค่าย ดังนั้นก็ต้องทำความเคารพทุกคนที่มาก่อน เรื่องอายุไม่เกี่ยวครับ มาก่อนเป็นพี่ มาทีหลังเป็นน้อง และเคารพกันตามยศครับ สำหรับทหารใหม่ ยศที่ได้ก็จะเป็น “พลทหาร” ครับ เวลาเขียนชื่อก็จะเป็น “พลฯ ชื่อ นามสกุล” ทหารใหม่ก็จะมาพร้อมกับกฎและข้อห้ามมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ห้ามสูบบุหรี่ ห้ามใช้โทรศัพท์ ห้ามออกนอกสถานที่ บลา ๆ ๆ และคำว่า ทหารใหม่ ก็จะจบลงเมื่อเราทำการฝึกทหารใหม่เสร็จนั่นเองครับ

เมื่อมาถึงทหารใหม่ก็ต้องมีการฝึก ก็จะมีการจัดตั้ง “หน่วยฝึกทหารใหม่” ขึ้นมา เมื่อฝึกเสร็จ หน่วยฝึกดังกล่าวก็จะถูกยุบไปครับ

โดยทหารใหม่จะมี “สายการบังคับบัญชา” ดังนี้ครับ

>> นายกรัฐมนตรี

>> รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

> ผู้บังคับบัญชาการทหารสูงสุด

>> ผู้บังคับบัญชาการทหารบก (บก / เรือ / อากาศ)

>>ภาค (แม่ทัพภาคที่…) (1 กลาง+ตะวันออก / 2 อีสาน / 3 เหนือ / 4 ใต้)

>> กองพล (ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่…) (ทหารราบ / ทหารม้า / ทหาร…)

>> กรม (ผู้บังคับการกรมทหารราบที่…)

>> กองพัน (ผู้บังคับกองพัน เรียก ผู้พัน)

>> ผู้บังคับหน่วยฝึกทหารใหม่ (ยศร้อย)

>> ผู้ฝึกทหารใหม่ (ยศร้อย)

>> จ่ากองหน่วยฝึกทหารใหม่ (ยศจ่า)

>> ผู้บังคับหมวดที่ 1 หน่วยฝึกทหารใหม่ (ยศจ่า) (จะมีหมวดละ 1 คน) // ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละค่ายจะมีกี่หมวดนะครับ (ฟีลประมาณแยกห้องเรียนน่ะครับ) แต่ถ้าตอนเรียน อบรม ออกกำลังกาย กินข้าว อะไรพวกนี้ก็ทำด้วยกันหมดครับ เว้นแค่นอนในโรงนอน กับตอนอาบน้ำที่จะแยกไปเป็นหมวดครับ

>> ครูฝึก (ยศหมู่) (หมวดนึงมีได้หลายคน) // ส่วนมากจะยังเด็กอยู่ครับ อายุประมาณ 22 ครับ ส่วนมากจะเป็นยศ สิบตรี (ยศสิบตรี มาจาก การไปสอบและเข้าเรียนทหารครับ โดยการสอบนั้นจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ สอบภายใน ก็คือเป็นทหารเกณฑ์แล้วไปสอบครับ(โอกาสติดสูง) และแบบสอบภายนอกครับ จบ ม.6 แล้วมาสอบครับ)

>> ผู้ช่วยครูฝึก (พลทหารที่มาผลัดก่อนหน้าเรา ที่มาฝึกเป็นผู้ช่วยครู) (ครูฝึก และ ผู้ช่วยครูฝึก จะอยู่กับทหารใหม่ตลอดเวลาครับ) (ก็จะอายุพอ ๆ กันกับทหารใหม่ครับ) (จะต้องเป็นทหารที่ต้องเกณฑ์ทหารมากกว่า 6 เดือนครับ เพราะต้องฝึกทหารใหม่เสร็จแล้วก็ไปฝึกเป็นผู้ช่วยครูฝึกอีกครับ)

>> ทหารใหม่ (ส่วนมากจะอายุ 21 ปีครับ ถึงเวลาเกณฑ์ก็มาเลย เพราะไม่ได้ศึกษาต่อ ส่วนมากก็จะจบ ม.6 และไม่มีการศึกษาครับ ในส่วนนี้ก็จะจับใบดำใบแดงกันมาเป็นส่วนใหญ่) (ส่วนคนที่จบปริญญาตรี หรือ ปวส. ก็จะมีไม่เยอะมากครับ เรียกว่าเป็นส่วนน้อยของหน่วยฝึกเลย คนส่วนนี้ก็จะอายุเยอะขึ้นมาหน่อยครับ ส่วนมากจะสมัครมาครับ)

ยศทหาร ______________________

ยศทางทหารจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ทหารชั้นประทวน กับทหารชั้นสัญญาบัตร ความแตกต่างคือ ชั้นสัญญาบัตรจะมียศสูงกว่า และยศจะได้จากการรับพระราชทานครับ จริง ๆ ข้อมูลเรื่องยศทางทหารสามารถหาได้ตามอินเตอร์เน็ตนะครับ เข้าไปดูรูปสัญลักษณ์ยศที่ติดบนบ่ากันได้นะครับ จำได้บ้างก็ดี

ทหารชั้นประทวน (เรียงจากต่ำไปสูง) : พลทหาร >>> สิบตรี / สิบโท / สิบเอก (ชั้นนายสิบครับ จะเรียกกันง่าย ๆ ว่า “หมู่”) >>> จ่าสิบตรี / จ่าสิบโท / จ่าสิบเอก (จะเรียกกันง่าย ๆ ว่า “จ่า”) พอขึ้นถึงจ่าสิบเอกก็จะยศสูงสุดแล้วครับ ส่วนมากคนที่ได้เป็น จ่า ก็จะอายุเยอะกันแล้วครับ

ทหารชั้นสัญญาบัตร (เรียงจากต่ำไปสูง) : ร้อยตรี (ผู้หมวด) / ร้อยโท (ผู้หมวด) / ร้อยเอก (ผู้กอง) >>> พันตรี (ผู้พัน) / พันโท (ผู้พัน) / พันเอก (ผู้การ) >>> พลตรี / พลโท / พลเอก >>> จอมพล

ซึ่งยศต่าง ๆ ก็จะมีรายละเอียดอีกมากมาย แต่ทราบเท่านี้ก็เพียงพอแล้วครับ ในยศแรก ๆ ของทั้ง 2 ประเภท ก็จะยังอายุไม่เยอะมาก โดยเฉพาะในส่วนของชั้นนายสิบครับ

สำหรับคนที่จะเอาดีทางด้านทหาร แนะนำให้ไปสอบนายร้อยเลยครับการเลื่อนยศทางทหารบางทีก็ต้องทำการย้ายค่ายครับ ถึงจะได้มีผลงาน ได้เลื่อนยศ (คล้าย ๆ กับ พนักงานบริษัทที่ย้ายที่ทำงานเพื่ออัพเงินเดือนครับ) เท่าที่ทราบ (ไม่แน่ใจ) ตำรวจจะยศขึ้นเร็วกว่านะครับ

การทำความเคารพ ______________________

จริง ๆ เมื่อเราเข้าไปเค้าจะสอนทั้งหมดครับ แต่ที่เขียนหัวข้อนี้ ก็เพื่ออยากให้คนนอกได้ทำความเข้าใจ เรื่องการทำความเคารพครับ ในการทำความเคารพของทหาร จะไม่ไหว้กันนะครับ จะใช้การยืนตรงและกล่าวสวัสดี แต่ถ้าหากใส่หมวกอยู่ จึงจะทำวันทยาหัตถ์ พร้อมกับทำการยกอกเเละสบัดหน้า กล่าวสวัสดีกันครับ ส่วนทหารใหม่ ลืมการไหว้ไปได้เลยครับ ให้ยึดปฎิบัติตามนี้เป็นหลักครับ และยังมีท่าทางต่าง ๆ อีกมากมาย ซึ่งมีคนถ่ายคลิปลง Youtube ไว้อยู่ครับ

นอกจากการทำความเคารพแล้วนั้น ก็จะมีเรื่องการพูดด้วย โดยส่วนมากเราจะต้องพูดว่า “กระผม พลทหาร (ชื่อ) (นามสกุล) ขออนุญาตเข้าโรงนอนครับ” เริ่มด้วยประมาณนี้ และอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ก็คือการพูด “ครับ” ห้ามพูด “ครับผม” ใครที่ติดครับผมนี่ต้องฝึกนะครับ ไม่อย่างนั้นจะโดนลงโทษได้ // เป็นทหาร ห้ามอธิบายครับ ถ้าหากยังไม่ถูกถาม // ควรรู้เวลาว่า… ควรหัวเราะตอนไหน ตอนไหนไม่ควรหัวเราะ ตอนไหนควรพูด ตอนไหนไม่ควรพูด

ระเบียบประจำวัน และสิ่งที่ต้องฝึกก่อนมาเป็นทหารเกณฑ์ ______________________

ในการฝึกทหารใหม่ ก็จะมี รปจ. (ระเบียบปฏิบัติประจำ) ให้เราได้ทำครับ ก็คือทุก ๆ วัน ก็จะเป็นแบบนี้ครับ ไม่มีวันหยุด โดยทุก ๆ เรื่อง ก็จะมีกฎและหลักปฎิบัติทั้งหมดกำหนดไว้เป็นลายลักอักษรนะครับ ไม่ว่าจะเรื่องที่ต้องสอน ต้องฝึก หรือแม้กระทั่งเรื่องบทลงโทษ คือมีหนังสือเป็นเล่มเลยครับ ก็หวังว่าทุก ๆ ค่ายจะได้ปฎิบัติตามกันอย่างเคร่งครัดครับ สำหรับตารางเวลาข้างล่างนี้ ก็จะประมาณนี้ครับ แต่ละวันจะคล้าย ๆ กัน จริง ๆ เราไม่รู้เวลาหรอกครับ เค้าบอกให้ทำอะไรก็ทำ

05.30 : แตรตื่นดัง ตื่นนอน (“อรุณสวัสดิ์ครับครู อรุณสวัสดิ์ครับครู อรุณสวัสดิ์ครับครู” : ห้ามลืมนะครับ ฝึกไว้ก่อนก็ดีจะได้ชิน) เก็บที่นอน แล้ววิ่งไปล้างหน้าแปรงฟัน เข้าห้องน้ำ ถามว่าได้อาบน้ำมั้ย ลาก่อนครับความสะอาด ทำทุกอย่างให้เร็วที่สุดนะครับ สิ่งที่อยากจะให้ฝึกมาก่อนก็คือ ฝึกนอนตอน 3 ทุ่ม และตื่นตอน 05.30 ครับ เพราะส่วนมากจะนอนดึกกัน พอต้องมานอนเช้าตื่นเช้าก็จะนอนไม่หลับกัน จะส่งผลให้ง่วงช่วงฝึกครับ และอาจส่งผลทำให้ป่วยได้ครับ

06.00 – 07.00 : กายบริหาร + การฝึกทบทวน

การออกกำลังกายก็จะมีท่ามากมายครับ และจะต้องออกกำลังกายพร้อม ๆ กัน แบบนับเป็นครั้ง หรือนับเป็นยกครับ เช่น 4 ยก “1 2 3 1 . 1 2 3 2 . 1 2 3 3 . 1 2 ระวัง หยุด” ถ้าทำพร้อมกันหลาย ๆ คน แนะนำให้ทำ ช้า ๆ ครับ เพราะเราเน้นเรื่องคุณภาพ ว่า.. ขึ้นสุด ลงสุด นับเสียงดัง และทำพร้อมกันครับ ไม่ได้ดูว่าทำเร็วแค่ไหนครับ ถ้าทำเร็วแล้วไม่พร้อม ก็ต้องเริ่มใหม่ไปเรื่อย ๆ ครับ (จริง ๆ จะมีกฎอยู่นะครับว่าสามารถ ลงโทษได้มากน้อยเพียงใด การสั่งครั้งนึงสั่งได้กี่ครั้ง ใน 1 นาทีสามารถทำได้กี่ครั้ง)

สิ่งที่อยากให้ไปฝึกกันก็คือการวิ่ง และการดันพื้นครับ 2 สิ่งนี้ได้ทำบ่อยที่สุดในการฝึกทหารใหม่เลยครับ ในส่วนของการดันพื้นคนปกติจะไม่มีกล้ามเนื้อบริเวณอกครับ ดังนั้นคนที่ไม่เคยดันพื้นเลยจะทำไม่ได้ ก็ต้องไปฝึกมาก่อน และศึกษาท่าดันพื้นที่ถูกวิธีด้วยนะครับ จะได้ไม่ปวดหลังครับ ส่วนการวิ่ง ให้ฝึกวิ่งประมาณ 2-3 กม. ครับ แบบว่าวิ่งแล้วไม่เหนื่อยได้เลยยิ่งดีนะครับ

07.00 – 08.00 : กินข้าวเช้า

อาหารเป็นยังไงบ้าง? อันนี้ก็แล้วแต่ค่ายนะครับว่าฝีมือดีแค่ไหน ซึ่งปกติก็จะมีทั้งวันที่อร่อยและที่พอกินได้ปน ๆ กันไปครับ เมนูส่วนมากก็จะวนลูปเป็นอาทิตย์ไปครับ ในส่วนของปริมาณ สำหรับช่วงแรก ๆ จะถือว่าได้เยอะมาก ๆ ครับ กินกันแทบไม่หมด แต่ยังไงก็ต้องกินให้หมดครับ และสามารถขอเพิ่มได้ ถ้าวันนั้นมีอาหารเหลือมากพอ อาหารส่วนใหญ่ที่ได้กินจะเป็นผักครับ เนื่องจากเวลาโรงเลี้ยงทำอาหาร ก็จะต้องแบ่งอาหารให้หน่วยต่าง ๆ ของค่ายก่อนครับ แล้วท้ายที่สุดก็คือทหารใหม่ครับ ก็จะเหลือแต่ผักนั่นเอง สำหรับคนที่เป็นอิสลาม หรือกินมังสวิรัติเค้าก็จะถามก่อนครับ ว่ามีใครกินต่างจากคนอื่นมั้ย ก็จะจัดไว้ให้ครับ

สิ่งหนึ่งที่อยากให้น้อง ๆ ไปฝึกกันก็คือ การนั่งหลังตรง หัวเข่าชิดติดกัน ขาตั้งฉาก และเอามือขัดหลัง ก็คือเหมือนเรากอดอกครับแต่ทำด้านหลัง ที่ให้ฝึกเพราะมันจะปวดเมื่อยมาก ๆ ตอนกินข้าว / ฝึกกินเงียบ ๆ ครับ ให้ไม่มีเสียงเลยยิ่งดี / ฝึกกินเร็วด้วยก็ยิ่งดีครับ / ล้างจาน ถ้าใครล้างไม่เป็นก็ควรฝึกไว้ด้วยครับ

ถึงเบื้องบนครับ ผมอยากให้ทหารใหม่ได้กินแบบถาดแยกนะครับ คือแยกทั้งข้าว ทั้งกับข้าวเลยครับ เพราะถ้ากินร่วมกัน อาจจะติดโรคกันได้ ไม่ว่าจะเป็นไข้หวัด หรืออาจรุนแรงถึงขั้นไวรัสตับอักเสบบีได้ครับ สำหรับค่ายไหนที่ใช้ถาดแยกแล้ว ถือว่าดีมากครับ / เรื่องจาน และช้อนส้อม อยากให้มีการล้างที่สะอาดครับ รวมไปถึงมือของทหารด้วยครับ เพราะถ้าไม่สะอาดอาจจะทำให้เป็นโรคได้ เช่น โรคมือเท้าปาก เข้าใจครับว่าเป็นการฝึกความอดทนในด้านความสะอาด แต่การกินไม่สะอาดก็มีผลต่อสุขอนามัยของทหารใหม่ และอาจจะทำให้ติดนิสัยไม่รักความสะอาดไปในที่สุดได้ครับ

08.00 : เคารพธงชาติ

08.00 – 12.00 : การฝึกช่วงเช้า

การฝึกทั้งหมด กำหนดไว้ว่า ใน 1 สัปดาห์ต้องมีการฝึกไม่น้อยกว่า 36 ชั่วโมงครับ และเราจะฝึกกันทั้งหมด 10 สัปดาห์ด้วยกัน โดยสัปดาห์ที่ 9 จะเป็นการฝึกยิงปืน และสัปดาห์สุดท้าย จะเป็นการเดินทางไกลครับ

โดยทุก ๆ วันศุกร์ก็จะมีการทดสอบร่างกายกันครับ จะมีการทดสอบอยู่ 4 อย่างด้วยกันคือ ซิทอัพ / ดันพื้น / ดึงข้อ / วิ่ง 2,000 ม. ในเวลา 10 นาที โดยทั้งหมดจะถูกเก็บเป็นสถิติครับ ซึ่งเราไม่ต้องไฟท์มากตั้งแต่ครั้งแรกนะครับ ก็คือทำต่ำ ๆ ไว้ก่อนแล้วค่อย ๆ ดีขึ้น จะได้มีการพัฒนาครับ ซึ่งจริง ๆ ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น ก็ย่อมได้ผลออกมาดีขึ้นอยู่แล้วครับ และถ้าทำได้ดีมาก ๆ ก็จะมีเกียรติบัตรให้ด้วยครับ แบบยิงปืนแม่นก็มีนะครับ มีหลายอย่างครับ และในการทดสอบครั้งสุดท้ายก็จะตรวจสอบโดยส่วนกลางครับ แต่ละค่ายก็ต้องทำให้ผลออกมาดีที่สุด บางทีก็อาจจะได้ตรวจสอบกันเองครับ ก็โชคดีไป

นอกจากนี้จะมีการแข่งขันกันระหว่างค่ายด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านพละกำลังเกี่ยวกับการฝึก และแข่งขันกันด้านสติปัญญาความรู้ โดยแต่ละค่ายก็จะมีจุดเด่น และจุดที่เน้นที่แตกต่างกันออกไปด้วยครับ

12.00 – 13.00 : กินข้าวกลางวัน

13.00 – 15.00 : การฝึกช่วงบ่าย

15.00 – 17.00 : กินข้าวเย็น (อันนี้แล้วแต่ค่ายนะครับว่าจะกินก่อนหรือหลังเคารพธงชาติ มันจะสลับกับกินข้าวด้านล่างครับ)(ตารางเวลานี้ยึดตามเอกสารที่ค้นเจอในเน็ตนะครับ ซึ่งมันก็แอบแปลก ๆ ซึ่งที่จริงช่วงเวลานี้ก็น่าจะยังฝึกกันอยู่ครับ)

18.00 – 19.00 : เคารพธงชาติ + อาบน้ำ : ว่าด้วยเรื่องการอาบน้ำ เป็นห้องน้ำรวมครับ อาบทีละประมาณ 40 คน โดยจะมีอ่างใส่น้ำใหญ่ ๆ ตรงกลาง แล้วเราก็ยืนล้อมรอบ ถามว่าต้องแก้หมดมั้ย อันนี้แล้วแต่ครูฝึกหรือผู้ช่วยครูฝึกสั่งครับ ทหารแก้ผ้ากันจนเป็นเรื่องปกติครับ เพราะว่าที่นั่นมีแต่ผู้ชาย ก็มีเหมือน ๆ กันครับ ไม่ต้องอายอะไร แต่ถ้าไม่ได้สั่งอะไรก็ใส่กางเกงในอาบได้ครับ รวมไปถึงวิธีอาบน้ำก็จะถูกสั่งด้วย อันนี้ก็อยากจะให้ลองไปฝึกกันด้วยนะครับ การอาบน้ำมีหลายแบบครับ เช่น ฟรีสไตล์ อันนี้เราต้องอาบให้เร็วที่สุดครับ อาบน้ำนี่รวมแปรงฟันด้วยนะ กับอีกวิธีก็จะเป็นการอาบโดยมีครูฝึกหรือผู้ช่วยครูฝึกเป็นคนให้จังหวะครับ อ่าวววว ตักน้ำขึ้นมา 1 ขัน อ่าววว ราดตัว อ่าวววว หยิบสบู่ …. ก็ต้องฝึกเรื่องการราดน้ำอย่างคุ้มค่า และการถูสบู่และแชมพูอย่างมีชั้นเชิงครับ พอจะนึกภาพออกใช่มั้ยครับ อาบเสร็จอย่าลืมของไว้ในห้องน้ำนะครับ

เรื่องการอุจจาระ และปัสสาวะ ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากนะครับ เข้าไปช่วงแรก ๆ ระบบเราจะรวนไปหมดเลยครับ กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ไม่อึ ไม่ฉี่ กันเลยทีเดียว อีกสาเหตุสำคัญคือ ไม่มีเวลาครับ เพราะชีวิตทหารใหม่ต้องรีบเร่งตลอดเวลาครับ ตั้งแต่ตื่นยันนอนหลับ ทหารไม่มีคำว่าเดินครับ วิ่งตลอด จะโดนสั่ง และมีกิจกรรมให้ทำตลอดเวลา อารมณ์เหมือนเข้ารับน้องตลอด 24 ชั่วโมงเลยครับ ดังนั้น ถ้าเป็นช่วงพักให้รีบขออนุญาตไปเข้าห้องน้ำครับ การเข้าห้องน้ำจะต้องไปกับบัดดี้ครับ บัดดี้ก็คือคนที่รหัสติดกับเรา ซึ่งก็จะนอนติดกับเราด้วยครับ ถ้าเจ็บป่วยอะไรก็จะเป็นหน้าที่ของบัดดี้ที่จะต้องดูแลครับ

19.00 – 20.00 : ฟังบรรยาย อบรม

20.30 : สวดมนต์

21.00 : แตรนอนดัง ปิดไฟ นอน “ราตรีสวัสดิ์ครับครู ราตรีสวัสดิ์ครับครู ราตรีสวัสดิ์ครับครู”

ส่วนในวันเสาร์ และวันอาทิตย์ จะเป็นวันหยุด? (จริง ๆ ก็คือทำตามตารางปกติครับ แต่จะมีเวลาให้เราไปซักผ้าครับ แต่ก็นะ คนเป็นร้อยซักผ้าพร้อมกัน เป็นเรื่องที่ยากมากครับ ไหนจะกะละมัง ไหนจะน้ำ ไหนจะผงซักฟอก ไหนจะเวลาที่จำกัดอีก พอเสร็จแล้วก็ต้องไปพัฒนากันต่อครับ ไม่ว่าจะตัดหญ้า กวาดใบไม้ ทำความสะอาด บลา ๆ ๆ)

วันเยี่ยมญาติจะเริ่มในวันเสาร์หรืออาทิตย์ที่ 3 หรือ 4 ครับ ถ้าจำไม่ผิดจะสามารถเยี่ยมได้ 5 ครั้ง แต่ละครั้งจะเยี่ยมได้ตั้งแต่ประมาณ 8.30 – 14.00 ครับ โดยก่อนวันเยี่ยมจะมีการให้ทหารใหม่เขียนจดหมายกลับไปที่บ้านครับ โดยทางทหารก็จะมีจดหมายเป็นลายลักอักษรระบุวันเวลาและสถานที่เยี่ยมส่งมาให้ที่บ้านด้วยครับ // เป็นไปได้อยากให้ที่บ้านและเพื่อน ๆ ของทหารใหม่มาเยี่ยมทหารใหม่ด้วยนะครับ เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่ทหารใหม่รอคอย และมีความสุขที่สุดแล้ว

โรคจากความร้อน กับ การฝึกทหารใหม่ ______________________

ในผลัดที่ 1 จะตรงกับช่วงฤดูร้อนพอดี ซึ่งถือเป็นช่วงที่ร้อนที่สุดของปี (เม.ย.-พ.ค.) (ร้อนสุด ๆ โดยเฉพาะภาคเหนือ) และสิ่งที่จะตามมากับความร้อนนั่นก็คือ “โรคที่สัมพันธ์กับความร้อน” ซึ่งในผลัดอื่น ๆ ก็สามารถเป็นได้เช่นกัน แค่มีความเสี่ยงน้อยกว่านิดหน่อย

ความร้อนจากอากาศและแสงแดด ทำให้ร่างกายเราร้อนขึ้น “ระบบระบายความร้อน” ของร่างกายไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ทำให้เกิดโรคต่าง ๆ และถ้าเป็นมาก ๆ ก็จะทำให้สมองไม่สามารถควบคุม ”ความร้อนในร่างกาย” ได้อีก นำไปสู่อาการสมองพิการถาวร และเสียชีวิตได้ในที่สุด ฟังดูน่ากลัว และฟังดูเกินจริงไปบ้าง แต่มันคือเรื่องจริง โดยโรคจากความร้อนจะแบ่งเป็น 5 ขั้น (เรียงจากรุนแรงน้อยไปมาก) ดังนี้ โรคผื่นแดด (Heat rash) / โรคตะคริวแดด (Heat cramp) / เป็นลม (หมดสติจากความร้อน) (Heat syncope) / โรคเพลียแดด (หมดแรงจากความร้อน) (Heat exhaustion) / โรคลมแดด (Heatstroke) ถือว่าเป็นคีย์เวิร์ดในการไปสืบค้นข้อมูลต่อไปละกันนะครับ

คนที่มีความเสี่ยงต่อโรคดังกล่าว ได้แก่ คนที่น้ำหนักเกินเกณฑ์ (BMI > 28) / ไม่คุ้นกับการออกกำลังกาย และอากาศร้อน / นอนน้อย / มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับหัวใจ ทางเดินหายใจ ความดัน บลาๆ / ดื่มแอลกอฮอร์อย่างหนัก 1 สัปดาห์ก่อนฝึกทหาร / มีประวัติการใช้สารเสพติดมาก่อน / มีไข้ ท้องเสีย เบื่ออาหาร / มีการบาดเจ็บรุนแรง ฟกช้ำ / กินยาที่ทำให้ขับเหงื่อได้น้อยลง

เราสามารถดูแลตนเองได้โดยการดื่มน้ำครับ ป้องกันการขาดน้ำ แล้วเราจะรู้ได้ไงว่าขาดน้ำ ก็ให้ดูที่สีของฉี่ครับ ถ้าสีใส แปลว่าเรากินน้ำพอดีแล้ว แต่ถ้าเหลืองเข้ม แปลว่าเราขาดน้ำ ต้องกินน้ำเพิ่มครับ

โดยทางทหารก็จะมีการวัดอุณหภูมิอากาศอยู่ตลอดเวลา และมีกฎเกณฑ์เกี่ยวกับระยะการฝึกเอาไว้ เพื่อป้องกันทหารป่วย โดยจะใช้ธงสี เป็นตัวแจ้งว่า จะได้ฝึกกี่นาที พักกี่นาที ใน 1 ชั่วโมง (การพักก็อาจจะเป็นการยืนเฉยๆแล้วฟังบรรยายน่ะนะ) ถ้าฝนตก อากาศอบอ้าว หรือแดดร้อนจัด ก็จะฝึกกันในร่ม หรือเป็นการฟังบรรยายแทน นอกจากนี้ก็จะมีระเบียบปฎิบัติอื่น ๆ อีก ซึ่งจะถูกอัพเดทจากกรมการแพทย์อย่างสม่ำเสมอ

เรียนถึงกรมการแพทย์ : หนังสือสีเขียวเล่มบาง ๆ เล็ก ๆ ที่เกี่ยวกับ “คู่มือป้องกัน โรคลมร้อน” ผมคิดว่าควรได้รับการอัพเดท และเขียนให้รู้เรื่องกว่านี้ครับ อาจะมีภาพประกอบเพื่อให้ทหารใหม่สามารถเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น เพราะยังมีทหารอีกเป็นจำนวนมาก ที่อ่านหนังสือไม่ออก (หนังสือเล่มนี้มีเป็น PDF ลองหาจากกูเกิลได้ครับ)

ทหารใหม่ป่วยทำยังไง? ______________________

เมื่อเราเข้าไปอยู่ที่ค่าย เราก็จะถูกย้ายทะเบียนบ้านไปอยู่ที่ค่ายโดยอัตโนมัติ และจะมีการทำบัตรประกันสุขภาพล่วงหน้า (บัตรทอง) ให้เลย ดังนั้นเมื่อเราเจ็บป่วยมาก ๆ ก็จะถูกส่งไปรักษาที่โรงพยาบาลที่ทำประกันสุขภาพถ้วนหน้านั่นเอง โดยจะไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ แต่ถ้ามีประกันสังคมอยู่ ก็จะใช้สิทธิประกันสังคมแทน พรบ.รถอะไรก็ว่ากันไป (อันนี้เท่าที่ทราบนะครับ)

ในหน่วยฝึกทหารใหม่ก็จะมี ทหารจากหน่วยเสนารักษ์ (จ่า หรือ หมู่) (เสนารักษ์ คือ สำหรับทหารบกนั้น เป็นชื่อเรียกนายทหารหรือหน่วยทหารที่ต้องเข้าร่วมรบกับหน่วยรบเพื่อปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บและลำเลียงผู้บาดเจ็บเป็นต้น ส่วนสำหรับทหารเรือนั้น เป็นชื่อเรียกนายทหารซึ่งทำงานเป็นแพทย์หรือผู้ช่วยแพทย์ในกองทัพ (อ้างอิง wikipedia)) และ ทหารคอหมอ (พลทหาร) (ทหารเกณฑ์รุ่นพี่ที่ไปฝึกเกี่ยวกับการปฐมพยาบาล การทำแผล การช่วยเหลือและจ่ายยาเบื้องต้น) ที่จะคอยดูแลเราตลอดช่วงฝึกทหารใหม่ แต่ถ้าเป็นเคสหนักก็จะถูกส่งไปยังโรงพยาบาล // ในค่ายทหารอาจจะเรียกกันว่า “หมอ” แต่บางทีก็อาจจะไม่ใช่หมอจริง ๆ นะครับ เป็นทหารนี่แหละ // ส่วนในโรงพยาบาลทหารนั้นเป็นแพทย์จริง ๆ เรียนมาจริง ๆ นะครับ ก็คือเรียนแพทย์ไปด้วย เรียนเป็นทหารไปด้วย ซึ่งถือว่าเรียนหนักมาก ซึ่งในสนามรบก็จะมีแพทย์เหล่านี้แหละครับที่จะเข้าไปรักษา และมีหน่วยเสนารักษ์เป็นคนคอยซัพพอร์ตอีกที // ซึ่งเอาเข้าจริงก็อย่างที่ทราบกันนะครับว่า ใครบ้างที่มาเป็นทหาร…. และการไปขอยาเป็นอะไรที่…. ดังนั้นก็อยากจะให้รักษาสุขภาพกันดี ๆ นะครับ ถ้าเราป่วยจริงไม่ต้องกลัวครับ

นอกจากนี้ทหารใหม่ทุกคนจะได้รับปรอทวัดไข้ เพื่อวัดทุก ๆ วันว่ามีไข้หรือไม่ ถ้าหากมีไข้ก็จะให้ฝึกเบา หรืองดฝึก เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ แต่ด้วยความที่หลายคนไม่เคยใช้ ปรอทก็เสียบ้าง หักบ้าง ถูกละเลยการวัดบ้าง และการจดบันทึกจากข้อมูลจริงบ้าง? // สอนใช้ : จับให้แน่น และสะบัดให้ปรอทลงไปอยู่ที่กระเปราะ หรือน้อยกว่าอุณหภูมิร่างกาย (ระวังสะบัดไปชนอะไรแตก หรือหลุดมือแตก) จากนั้นเอามาหนีบไว้ที่รักแร้ที่แห้งสนิท ประมาณ 3-4 นาที แล้วจึงอ่านค่าที่ได้ ปกติร่างกายคนเราจะอยู่ที่ ~37 ํC / ไข้ต่ำๆ 37.5-38 ํC / ไข้สูง 38.5 ํC ถ้าหากมีไข้ หรือมีการเบื่ออาหาร ให้แจ้งกับหมอทหารทันที

อย่างไรก็ดี ทางเบื้องบน ก็ไม่อยากให้มีทหารตายครับ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น และจะทำให้เสียชื่อเสียงของค่าย และกองทัพครับ แต่ถามว่าข้างล่างแคร์มั้ย? ก็…. แคร์อยู่ครับ อยากให้เบื้องบนได้แวะมาดูเคสต่าง ๆ ที่เข้าโรงพยาบาลค่ายกันนะครับ จะได้รู้ว่าการฝึกทหารใหม่ยังมีปัญหาในจุดไหน อะไรบ้างที่ควรแก้ เพราะถ้าไปเยี่ยมค่ายอย่างเป็นทางการ ทุกอย่างก็จะออกมาสวยงามครับ แบบได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน

ฝึกทหารใหม่เสร็จแล้วยังไงต่อ? ______________________

ฝึกเสร็จก็จะได้เงินเดือนครับ รวมไปถึงของที่เราฝากไว้ในวันแรกที่มา และเราก็จะได้กลับบ้านครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราได้อยู่ค่ายไหนและกองร้อยอะไรนะครับ ว่าจะได้หยุดกี่วัน

เมื่อฝึกทหารใหม่เสร็จ ก็จะย้ายไปอยู่กันที่กองร้อยครับ แต่ละคนก็จะถูกเลือกไปอยู่ยังกองร้อยต่าง ๆ อาจจะเลือกจากความสามารถ หรือเลือกแบบตามลำดับรหัส อันนี้แล้วแต่ค่ายครับ ค่ายเป็นคนเลือกนะครับ ไม่ใช่เรา เรามีหน้าที่แค่ฟังและทำตามครับ โดยแต่ละกองร้อยก็จะมีตำแหน่ง และหน้าที่ ที่แตกต่างกันออกไปครับ และแต่ละคนก็จะได้รับหน้าที่ตามความสามารถที่มีอีกทีครับ อาจจะได้ไปทำงานที่กอง บก. อาจจะได้ไปอยู่บ้านนาย ไปอยู่โรงพยาบาลค่าย อาจจะได้ไปอยู่ตามชายแดน หรืออาจจะได้ลงใต้ อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของทหารด้วยนะครับ

ส่วนวันหยุด เมื่อฝึกเสร็จก็จะได้พักกลับบ้านประมาณ 10 วันครับ (แต่ละค่ายจะไม่เหมือนกัน) หลังจากนั้นทุก ๆ เดือนจะได้กลับบ้านเดือนละ 10 วัน โดยอาจจะได้กลับสลับกับเพื่อน ๆ ครับ และเมื่อถึงเดือนที่จะปลด (เรียกว่าผลัดปลด) ก็จะมีวันหยุดเพิ่มให้อีกครับ

ปล. ทหารใหม่ทุกคนต้องไปถ่ายรูปติดบัตรด้วยนะครับ รูปก็จะเอามาติดกับบัตรประจำตัวทหาร และเอามาใช้กับเอกสารลดหย่อนวันนั่นเองครับ

ปรับทัศนะคติ ______________________

ผมเชื่อว่าหลายคนต้องเคยดูละคร หรือหนังที่เกี่ยวกับทหารกันมาบ้างแล้ว และแน่นอนว่าส่วนมากก็จะเป็นแนวตลก เฮฮา มีความสุข มีสาวสวย ๆ ในค่าย มีร้านอาหารแม่ค้าน่ารัก ๆ ลบภาพเหล่านั้นออกไปได้เลยครับ ฮ่า ๆ ๆ เหมือนเรากำลังโดนหลอกยังไงก็ไม่รู้ ในความเป็นจริงคือ เราต้องอยู่ในระเบียบตลอดเวลา มีคนสั่งอยู่ตลอดเวลา ให้ทำนู่นทำนี่ที่เราไม่อยากทำ ต้องเหนื่อย ต้องอดทน ต้องทำให้ได้ ทำให้เร็ว และต้องทำให้ถูกใจ สนุกเขา แต่เราทุกข์ โลกนี้ไม่มีความยุติธรรม ไม่มีเหตุผล ไม่มีการอธิบาย ไม่มีสิทธิ์คิดหรือเสนอความเห็นใด ๆ อยู่ในสภาวะกดดันตลอดเวลา เราต้องไปอยู่กับคนหมู่มาก ร้อยพ่อพันแม่ สภาพแวดล้อมที่เค้าเติบโต ความรู้ที่เค้ามี กระบวนการคิด วิถีชีวิต ความไว้ใจ ความจริงใจ ความสามัคคี ความเกลียดชัง เหม็นขี้หน้า ไม่ถูกโฉลก เด่นจนน่าหมั่นไส้ ด้อยจนเป็นตัวถ่วง ทำอะไรไม่รู้จักคิด ทำตัวไม่เหมือนคนอื่น อยากจะทำอะไรก็ทำไม่ได้ สภาวะโดนกักขัง ไม่เห็นโลกภายนอก สภาพชีวิตที่เปลี่ยนไป อยู่กับที่และคนที่ไม่คุ้นชิน การฟังภาษาถิ่นไม่รู้เรื่อง อาหารที่ไม่ถูกปาก ความสกปรก ไม่ถูกหลักอนามัย ที่พูดมาทั้งหมด ทุกคนพอจะนึกภาพออกมั้ยครับ? มาเป็นทหารไม่ได้สบายแน่นอนครับ!!

แล้วเราจะอยู่กับสิ่งเหล่านี้ได้ยังไง? มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องรู้จักและเปลี่ยนวิธีคิดซะใหม่ครับ (เปลี่ยนกระบวนทัศน์)

“รู้จักอดทน” แน่นอนครับว่าเราต้องอดทน อดทนกับความเหนื่อย อดทนกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน และสักวันนึงเราก็จะรู้สึกชินกับมันไปเองครับ เมื่อมีเรื่องให้อดทนเกิดขึ้นบ่อย ๆ เราก็จะรู้สึกเฉย ๆ หรือไม่รู้สึกอะไรอีกเองครับ

“รู้จักปล่อยวาง” คือ ช่างมัน ไม่เก็บมาคิด ไม่เก็บมาเครียด เพราะหลาย ๆ อย่างเราไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ครับ เค้าสั่งอะไรมา เราก็แค่ทำตามครับ อย่าคิดต่อต้านให้เสียเวลา มีคนไม่ชอบเรา ก็ปล่อยเค้าไม่ชอบเราไป เก็บมาคิด ปวดหัวเปล่า ๆ ครับ ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น อยากซักผ้าจัง แต่ไม่ว่างซักเลย ก็ช่างมันค่อยซักทีหลังก็ได้ จะกินข้าวมือไม่ได้ล้าง สกปรกจัง ก็ช่างมัน กิน ๆ ไปเถอะ ดังนั้น ปล่อยวาง ช่างยิ้ม ครับ

“รู้จักคิดบวก” ให้คิดบวกเข้าไว้ครับ โลกนี้ช่างสวยงามเหลือเกิน เค้าด่าเรา จริง ๆ เค้าอยากให้เราได้ดี เค้าสั่งเราวิ่ง จริง ๆ เค้าอยากให้เราสุขภาพดี คิดบวกเข้าไว้ครับ แล้วโลกนี้จะมีความสุขมากขึ้น

“รู้จักเอาตัวรอด” เราต้องทำตัวเหมือนกับต้นหญ้าครับ ลมมาทางไหน เราก็จะเอนไปทางนั้น เราอยู่กับนายคนไหน เราก็ต้องรู้จักโอนอ่อนไปทางนั้นครับ ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ครับ อย่าได้คิดต่อต้าน รู้จักฉลาด รู้จักโง่ให้ถูกเวลา รู้จักที่จะโกหกเพื่อเอาตัวรอดด้วยครับ รักเพื่อนได้ แต่ก็ต้องเอาตัวเองให้รอดไว้ก่อนครับ

“รู้จักฉลาดแกมโกง” ถ้ามันไม่ผิดอะไรก็ควรที่จะทำบ้างครับ

“รู้จักเข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” เราเข้าไปก็ต้องอยู่กับคนมากมาย หลากหลายวัย หลากหลายการเจริญเติบโต เราต้องรู้จักเข้ากลุ่มครับ รู้จักที่จะมีเพื่อน เราจะอยู่คนเดียวไม่ได้ แต่เราก็ต้องรู้จักเลือกเพื่อนด้วย และรู้ว่าถ้าเค้าทำผิด เราก็ไม่ควรทำตาม ควรออกห่างและเข้าหาอย่างรู้เวลา

แต่จริง ๆ เราก็จะได้เพื่อน จากหลายจังหวัด สนุกกับอดีตที่แสนยากลำบาก ได้ประสบการณ์ชีวิต ได้เปิดใจมากขึ้น ได้รู้จักโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น ได้เปิดมุมมองมากขึ้น เข้าใจคนมากขึ้น เข้าใจคนที่คิดต่างจากเรา บลา ๆ ๆ

สุดท้าย ______________________

ถึง “ตุ๊ดเวียงพิงค์ (เวียงพิงค์ ราชนิเวศน์)” ขอบคุณมากนะครับที่ออกมาเขียนกระทู้เรื่องทหาร มันเป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้ผมได้เปลี่ยนทัศนคติเกี่ยวกับการเป็นทหาร และกล้าที่จะก้าวมาเป็นทหาร ทั้งที่ก่อนหน้านั้นผมกลัวและเกลียดการเป็นทหารมาก ๆ ผมก็ไม่คิดเหมือนกันว่าจะอ่านกระทู้ที่พี่เขียนจนหมดได้ ยาวมาก ๆ มันทำให้ดินแดนสนธยาของทหาร ดูสว่างมากขึ้น และผมก็แอบตั้งความหวังไว้พอสมควร ว่ามันจะออกมาดี ถึงแม้ว่าหลาย ๆ อย่างจะไม่เหมือนกันก็ตาม แต่มันก็ลดความเครียดไปได้เยอะมาก และพี่ก็เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจ ที่ทำให้ผมออกมาเขียนกระทู้นี้ครับ // ปล. ถ้าผมเดาไม่ผิด พี่น่าจะอยู่โรงเรียนมัธยมเดียวกันกับผมนะครับ และมหาวิทยาลัยเดียวกันด้วย!!

ถามว่าจะไม่เขียนเล่าวิถีชีวิตในค่ายทหารจริง ๆ เหรอ ก็บอกไว้ก่อนเลยครับว่าคงไม่ เพราะเรื่องราวเหล่านี้มีมากมายในอินเตอร์เน็ต มีทั้งด้านดี และไม่ดี ซึ่งมันก็เป็นเรื่องปกติครับ ร้อยพ่อพันแม่ หรือแม้แต่เราเอง ก็มีทั้งด้านดีและไม่ดีเหมือนกันครับ แต่ถ้าเราเป็นคนดี ทำตัวดี เป็นเด็กดี คนอื่นก็จะรัก และเมตตาเราเองครับ แต่ถ้าจะให้เขียนจริง ๆ ก็คงจะเป็นเกี่ยวกับเรื่องการเจ็บป่วยของทหารครับ เพราะผมได้ทำงานในส่วนนี้

 

อยากจะฝากถึงหมอที่ไม่ใช่หมอ ในค่ายต่าง ๆ ครับ เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องที่สำคัญ ไม่ว่าทหารจะป่วยจริง หรือป่วยหลอก เราก็ควรที่จะรักษาไว้ก่อนครับ เราไม่สามารถตัดสินได้ เพราะเราไม่ได้มีความรู้ทางด้านการแพทย์จริง ๆ เราได้เรียนรู้แค่เบื้องต้นเท่านั้น ขอร้องว่าอย่าคิดว่าตัวเองเป็นหมอ ตัวเองรู้ทุกอย่าง อะไรที่เราไม่รู้ ให้พาไปหาหมอจริง ๆ ดีกว่าครับ รวมไปถึงการวินิจฉัยโรค และการจ่ายยา ควรทำอย่างระมัดระวัง ควรคัดเลือกคนที่มีความรู้ ความสามารถ และมีความสนใจในด้านนี้ ไปเรียนเป็นคอหมอดีกว่านะครับ เพราะถ้าเกิดเหตุอะไรร้ายแรงขึ้นมา มันจะได้ไม่คุ้มเสียครับ

สุดท้ายนี้ผมไม่ขอสรุปว่า “ทหารให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด” จริงมั้ย? เพราะท้ายที่สุดกลุ่มเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ ก็ต้องไปเป็นทหารเกณฑ์อยู่ดี ขอให้โชคดี และสนุกกับการเป็นทหารเกณฑ์ครับ

สมาชิกพันทิป : ความลับทั้งสาม

Facebook Comments
👉ฝากติดตาม กลุ่มคนทำเกษตร ด้วย