นานาชาติสดุดี ในหลวงร.๙ ทรงนำพาประเทศไทย ให้รอดพ้น หลังเกิดโรคระบาดในประเทศ

ท่านผู้อ่านเคยรู้กันบ้างหรือไม่ในปีพุทธศักราช 2495 ประเทศไทยเคยเกิดการระบาดหนัก

ประเทศไทยเคยเกิดโรคระบาดอย่างหนักหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในหลวงรัชกาลที่ 9 นำพาประเทศไทยให้สามารถรอดพ้นมาได้อย่างไร

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร  เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 9 มิถุนายนพุทธศักราช 2489 แทนพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรซึ่งเสด็จสู่สวรรคาลัยโดยกระทันหัน

โดยในขณะนั้นพระองค์มีพระชนมายุ เพียง 18 พรรษาขึ้นครองราชย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมพุทธศักราช 2488

แต่ยังมีพระราชกิจภารกิจ ที่ต้องเดินทางไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซานประเทศสวิตเซอร์แลนด์จึงต้องเสด็จกลับไป จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาจึงเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยในปีพุทธศักราช 2492

ในช่วงเวลานั้นประเทศไทยตกอยู่ในสภาวะสุ่มเสี่ยง ต้องชดใช้หนี้สงครามและปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้า

ธนาคารแห่งประเทศไทย แทบไม่มีเงินเหลืออยู่ หลังจากถูกญี่ปุ่นยึดเป็นด่านหน้าในการสู้รบกับฝ่ายพันธมิตร เป็นเช่นเดียวกัน กับทรัพยากรอื่นๆ ที่ประเทศไทย ต้องให้พูดญี่ปุ่นนำไปใช้ก่อน

แม้ประเทศญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้สงคราม แต่ประเทศและคนไทยยังต้องกัดฟันสู้กับการบูรณะและฟื้นฟูประเทศขึ้นมาใหม่ในขณะเดียวกันก็ต้องสู้กับสภาวะข้าวยากหมากแพง สินค้าอุปโภคบริโภค มุดลงสู่ตลาดใต้ดิน จนทำให้เกิดสภาวะเงินเฟ้อตลอดช่วงสงครามโลก สูงขึ้นเป็น 200 ถึง 1000 เปอร์เซ็นต์ จึงเป็นที่มาให้ผู้คนอดอยากและจะป่วยล้มตายกันอย่างเป็นจำนวนมาก

โดยในปี พุทธศักราช 2493 เกิดโรคระบาดรุนแรงขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก นั่นก็คือ อหิวาตกโรค โรคเรื้อนโรคไขสันหลังอักเสบ วัณโรค ทำให้มีประชาชนคนไทยตายอย่างเฉียบพลันเป็นจำนวนมาก

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับทราบพระเนตรพระกรรณ ตั้งแต่ทรงนิวัติกลับไทย ในปีพุทธศักราช 2489 ตลอดเวลาที่ต้องเสด็จกลับไปศึกษาต่อ จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า

การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายนั้นเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดีและสังคมที่มั่นคง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้นโดยปกติจะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ด้วย และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ ดีพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้วย่อมมีกำลังทำประโยชน์สร้างสรรค์เศรษฐกิจและสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วยคือเน้น แต่ผู้สร้างมิใช่พูดถ่วงความเจริญ

และเมื่อทรงทราบว่าสังคมไทยอ่อนแอและคนไทยเจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่างๆ ที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลกซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศไทยต้องส่งข้าวให้กับประเทศอังกฤษโดยไม่คิดมูลค่าจากนี่สงครามที่ญี่ปุ่นดึงไทยเข้าไปร่วมด้วยถึง 1.5 ล้านตันในขณะที่เศรษฐกิจในประเทศตกต่ำลงอย่างหนัก ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นกลายเป็นสิ่งที่หายากยิ่งในยุคนั้นเพราะต้องเผชิญกับสภาวะยุ่งยากปั่นป่วนถูกตัดขาดจากบรรดาชาติสัมพันธมิตร

สิ่งแรกที่พระองค์มุ่งแก้ไขจึงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุข

ด้วยในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ กว่า 5 แสนบาท เพื่อสร้างโรงพยาบาลปอดเหล็ก และจัดซื้อเวชภัณฑ์เพื่อสู้กับวัณโรคที่กำลังระบาดหนักและสนับสนุนให้สภากาชาดไทยผลิตวัคซีน BCG ในการป้องกันวัณโรคจนกระทั่งปราบวัณโรคได้สำเร็จในปีพุทธศักราช 2497

วัคซีน BCG สู้กับวัณโรคของสภากาชาดไทย ได้ผลเป็นอย่างดีองค์การสงเคราะห์แม่และเด็กแห่งยูนิเซฟ ได้สั่งซื้อเพื่อส่งไปให้กับประเทศที่เกิดโรคระบาดเดียวกันนี้ในเอเชียด้วย

และในเหตุการณ์นี้พระองค์ทรงมีพระบรมราชานุญาตอัญเชิญบทเพลงพระราชนิพนธ์ยามเย็น พระราชทานแก่วงดนตรีนำไปบรรเลงในงานแสดงดนตรีการกุศลเพื่อหารายได้ ช่วยเหลือโครงการรณรงค์ต่อต้านวัณโรคแห่งชาติของสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย

ทั้งนี้พระองค์ยังพระราชทานแบบจำลองเรือรบหลวงศรีอยุธยา ซึ่งเป็นผลงาน ฝีพระหัตถ์ออกประมูลด้วยในงานเดียวกัน นำรายได้สมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยวัณโรค ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปสูงถึง 140,000 คน หรือ 500 คนต่อประชากร 100,000 คน

และในช่วงเวลาเดียวกันนั้นพระราชทานทุนประเดิม จัดตั้ง กองทุนสงเคราะห์ จัดตั้งกองทุนโปลิโอสงเคราะห์

ที่เกิดการระบาดรุนแรงขึ้นในปีพุทธศักราช 2495 พร้อมออกประกาศเชิญวงชนชาวไทย โดยเสด็จพระราชกุศลด้วยการ ส่งโซโล่แซกโซโฟนเพลงตามคำขอทางวิทยุอสพระราชวังดุสิต

ครั้งนั้นทำให้ได้เงินจำนวนมากส่งให้เพลงส่งให้พระราชทานแก่โรงพยาบาลพระมงกุฎและมหาวิทยาลัยมหิดลใช้เป็นทุนก่อสร้างอาคารและซื้อเวชภัณฑ์

เพื่อใช้ในการบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วย ที่พ้นขีดอันตรายแต่ต้องเป็นอัมพาต

ทั้งนี้ยังทรงสนับสนุนค้นคว้าวิชาการ ก่อสร้างตึก วชิราลงกรณ์ธาราบำบัด สำหรับไว้เป็นสถานที่รักษาด้วยวิธีทางกายภาพโดยใช้น้ำช่วยพยุงร่างกาย

ผลจากการพัฒนาตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่องทำให้ในปัจจุบันไม่มีรายงานการติดเชื้อโรคโปลิโอหรือโรคไขสันหลังอักเสบอีกเลย

การระบาดอย่างรุนแรงของโรคร้ายต่างๆในช่วงสงครามโลกนั้นทำให้คนไทยถูกรุมเร้าด้วยโรคเรื้อนโรคอหิวาตกโรคที่มีผลทำให้ต้องสูญเสียชีวิตกันอย่างเป็นจำนวนมากทำให้พระองค์ทรงก่อตั้งกล้อง ปรับอาชีวะตกโลกด้วยการให้สภากาชาดไทยจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อผลิตวัคซีน

ขณะเดียวกันก็สนับสนุนการจัดหาเครื่องมือเพื่อวิจัยโรค สร้างเครื่องกันน้ำเกลือคุณภาพทัดเทียมของต่างชาติใช้ขึ้นเอง

และทรงหาทุนเพิ่มเติมโดยเสด็จพระราชกุศลด้วยการเป่าแซกโซโฟนตามคำขอโดยมีพระบรมราชานุญาต ให้ประชาชนโทรศัพท์ขอเพลงผ่านวิทยุอสมทได้ ทำให้การปราบอหิวาตกโรคของพระองค์สงบลงได้อย่างสิ้นเชิงในเวลาเพียง 1 ปี 5 เดือน นับจากวันที่ระบาดรุนแรงขึ้น ในปีพุทธศักราช 2501

และในปีพุทธศักราช 2496 ทรงพบโรคภัยอีกโรคขณะเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรและทอดพระเนตรเห็นผู้ป่วยที่เป็น โรคเรื้อน และไม่ได้รับการรักษายังคงอยู่ร่วมกับผู้คนปกติจึงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้ง ทุนอานันทมหิดล กระทรวงสาธารณสุขให้เป็นทุนเริ่มแรกในการสร้างอาคารสถานพยาบาลโรคเรื้อนขึ้นที่พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการส่งให้จัดตั้งสถาบัน ประชาสมาสัย

เพื่อบำบัดและฟื้นฟูค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโรคเรื้อน รวมทั้งฝึกฝนอาชีพให้กับผู้ป่วยสร้างสถานศึกษาเพื่ออบรมเจ้าหน้าที่ในการบำบัดผู้ป่วยโรคเรื้อนพร้อมหาข้อสมมติฐานของโรคเพื่อกำจัดโรคนี้ให้หมดไปทำให้คนไทยหายขาดจากโรคเรื้อนได้สำเร็จ เป็นเจ้าแรกในภูมิภาคนี้ด้วย

และในขณะที่รักษาโรคเรื้อนนั้นทำให้ ตัดแขนขาของผู้ป่วย ส่งได้จัดตั้ง หน่วยแขนขาเทียมพระราชทาน ในปีพุทธศักราช 2513 มีพระราชดำริให้มีการฝึกอบรม หมอหมู่บ้าน เพื่อให้ชาวบ้านมีความรู้ด้านสาธารณสุข และช่วยเหลือตนเองในท้องถิ่นที่ขาดแคลนสถานพยาบาล มาอย่างต่อเนื่องจนถึงปีพุทธศักราช 2525

พระราชภารกิจที่คนไทยเราไม่สามารถรับรู้เหล่านี้ล้วนแต่ได้รับการกล่าวขานจากองค์กรในต่างประเทศเป็นอย่างมากจึงทรงได้รับรางวัลเหรียญทองด้านการสาธารณสุขระดับสากลเพื่อมวลชนทั้งจากองค์การอนามัยโลกวิทยาลัยแพทย์รักษาทรวงอกแห่งสหรัฐเหรียญทองเทิดพระเกียรติ ในฐานะทรงเป็นผู้นำผู้บุกเบิกและผู้ควบคุมปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทยจากสถาบันที่ได้ชื่อว่า The International Council for Control of Iodine Deficiency Disorders และรางวัลเหรียญทองสดุดีพระเกียรติในฐานะทรงห่วงใยสุขภาพปอดของประชาคมโลกจากสหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรคและโรคปอดนานาชาติ

อ้างอิงเนื้อหาจาก : https://www.thairath.co.th/content/545303 

Facebook Comments
👉ฝากติดตาม กลุ่มคนทำเกษตร ด้วย