จากยามหมู่บ้าน สู่เนติบัณฑิต ใครขี้เกียจดูเป็นตัวอย่าง

จากยามหมู่บ้าน สู่เนติบัณฑิต เรียกได้ว่าเป็นเรื่องราวสุดประทับใจ ที่ชาวเน็ตต่างพากันพูดถึง โดยเรื่องราวดังกล่าว เป็นของหนุ่มเนติบัณฑิตคนหนึ่งได้แชร์ความรู้สึกที่อัดอั้นตันใจ ในยามลำบากของชีวิต

โดยเรื่องราวดังกล่าวเป็นของ นายอาณัติ มานพ อดีตยามประจำหมู่บ้านที่ชีวิตพลิกผัน สู่การเป็น นิติกรศาลฎีกา

CREATOR: gd-jpeg v1.0 (using IJG JPEG v62), quality = 75

เส้นทางชีวิตของอาณัติ มานพ นิติกรหนุ่ม พลิกชะตาชีวิตด้วยความเพียรทำงานหนักอ่านหนังสือ เด็กจากเด็กชายที่ครอบครัวแตกแยกอาหารมื้อหลักคือข้าวคลุกน้ำปลา ประกอบอาชีพหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเดือนขายมะม่วง พนักงานร้านสะดวกซื้อ ลูกจ้างเก็บขยะแต่ด้วยความใฝ่รู้ และต้องการผลักดันชีวิตให้ดีขึ้นเขาฟันฝ่าอุปสรรคนับร้อยนับพัน จนก้าวเข้าสู่การเป็นนักกฎหมายในตำแหน่งนิติกร ที่รอวันเดินไปสู่การเป็นอัยการ

อาณัติ มานพ นิติกรปฏิบัติการประจำศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองชายที่ไม่เคยฝันว่าการทำงานที่ให้ดีที่สุดเท่าที่มีโอกาส พร้อมเปิดเผยเส้นทางชีวิต ของตนจนสู่ความสำเร็จ

ครอบครัวมีปัญหาพ่อกับแม่แยกทางกันตั้งแต่ยังแบเบาะ ตอนเด็กๆแม่ทำงานก่อสร้างหลังจากเลิกเรียนช่วงค่ำๆผมกลับแม่ต้องเดินไปขายมะม่วงตามบาร์ที่พัทยา พอเริ่มโตขึ้นหน่อยผมก็ไปทำงานร้านขายของส่งได้วันละ 50 บาทในช่วงปิดเทอมแม่จะให้ไปบวชเณรภาคฤดูร้อนทุกปีเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายและเรียนทางธรรมไปด้วย

พอผมเริ่มขึ้นมัธยมผมก็ไปทำงานร้านสะดวกซื้อหลังเลิกเรียนได้ชั่วโมงละ 25 บาท พอจบมัธยมก็ไม่ได้แอดมิชชั่นเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนเลยเพราะค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงจึงมาสมัครเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงแต่ไม่รู้จะเรียนคณะอะไรจึงได้ตัดสินใจเลือกเรียนคณะนิติศาสตร์เพราะทำอาชีพได้หลากหลาย

ระหว่างที่ผมทำงานเป็นยามเข้างาน 19:00 นเลิก 06:00 นระหว่างทำงานก็แอบเอาหนังสือไปอ่านด้วยต้องแอบอ่านเพราะเจ้านายเป็นชาวต่างชาติ เพราะไม่ชอบให้ทำเรื่องส่วนตัวในเวลาทำงานผมไม่เคยเข้าเรียนเลยปกติเลย จะซื้อตำราสำนักพิมพ์มาอ่านเพราะราคาถูกกว่าชีทหน้ารามมาก แถมประหยัดค่าใช้จ่ายได้เยอะเล่มหนึ่งก็ประมาณ 50 ถึง 70 บาท

ผมไม่ได้เรียนเพื่อสอบให้ผ่านเท่านั้นแต่อ่านเพื่อต้องการหาความรู้จริงๆถ้าวันไหนมีสอบพอเลิกงานผมก็รีบขึ้นรถโดยสารประจำทางจากพัทยามาตามทันที ระยะทาง 120 กิโลเมตรมาสายแค่ 5 นาทีก็ไม่ได้เข้าห้องสอบแล้วเสียค่ารถฟรี วันนึง 300 กว่าบาท เงินเดือนผมแค่ 7,500 บาทเท่านั้น

ถ้าวันไหนมีสอบบ่ายจะเป็นวันที่ทรมานที่สุดเพราะต้องอดนอนข้ามวันข้ามคืน สมองล้ามากๆหลังจากสอบเสร็จก็ต้องรีบนั่งรถกลับมาทำงานต่อทันทีถ้ามาช้าก็โดนหักเงินเดือนอีกสุดท้ายผมโดนไล่ออกจากงานเพราะเอาหนังสือมาอ่านชาวต่างชาติเขาต้องการยามมืออาชีพที่มีระบบรักษาความปลอดภัยไม่ใช่มานั่งอ่านหนังสือ

ชีวิตท้อมากจนร้องไห้พยายามบอกตัวเองว่าโชคชะตากำลังพิสูจน์ตัวเราอยู่จะเป็นผู้นำที่ดีได้ต้องเป็นผู้ตามที่ดีมาก่อนคือเรียนรู้จากจุดที่ต่ำที่สุดมาก่อนเวลาท้อมองคนที่เขาลำบากมากกว่า ผมเห็นยายแก่ๆเดินคุยทางขยะมาขายประทังชีวิต ชีวิตเขาลำบากกว่าเรามากผมเชื่อเรื่องบาปบุญเพราะบวชมาตั้งแต่เด็ก และได้ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามาตลอดพยายามทำแต่กรรมดีเพื่อให้สร้างสุขภาพจิตที่ดีและต้องการหลุดพ้นจากความทุกข์ใจ

จากการโดนไล่ออกจากยามผมก็ไม่ได้ไปสอบที่รามอีกเลย 1 ปีเต็มๆที่ขาดสอบ หลังจากนั้นผมก็ได้ไปทำงานที่อื่นอยู่อีกหลายที่เช่นเป็นผู้ช่วยทันตแพทย์ประจำโรงพยาบาลผู้ช่วยฝ่ายบุคคล คนงานทั่วไปของเทศบาลจนกระทั่งผมเรียนจบในภาค 1/56

ทันทีที่ผมสอบทันทีที่ผมจบก็มุ่งสอบหางานนิติกรตามสถานที่ราชการต่างๆเพราะมีวันหยุดเสาร์อาทิตย์ และจะได้มีเวลาอ่านหนังสือมากขึ้นปัจจุบันผมทำงานเป็นนิติกร โครงการจัดทำแบบกฎหมายและวิเคราะห์แบบกฎหมายสำนักงานคณะกรรมการ กฤษฎีกา

ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่คนที่ไม่มีโอกาสเพียงหน่วยกิตละ 25 บาทสามารถเปลี่ยนชีวิตคนหนึ่งได้เป็นอย่างคำว่าเปลวเทียนให้แสงรามคำแหงให้ทาง อาณัติ มานพนิติศาสตรบัณฑิตรุ่น 40

Facebook Comments
👉ฝากติดตาม กลุ่มคนทำเกษตร ด้วย