ประเทศเพื่อนบ้าน เขาก้าวกระโดด เเซงเราไปหมดเเล้ว?

สวัสดีเพื่อนๆชาวไทบ้านทุกท่านวันนี้ Admin ได้มีโอกาสอ่านบทความหนึ่งที่ถูกเขียนโดย ดร.โสภณ พรโชคชัย (sopon@area.co.th) ประธาน ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส หรือ AREA

ในหัวข้อที่ว่า ประเทศเพื่อนบ้านเขาแซงเราไปหมดแล้ว

Admin ไทบ้านเห็นว่าบทความนี้เป็นบทความที่น่าสนใจจึงอยากให้เพื่อนๆได้ลองอ่านกันหวังว่า เพื่อนๆจะได้อะไรจากบทความนี้ไม่มากก็น้อยนะครับ

ขณะที่ไทยเรากำลังเพลินอยู่กับการแตกแยกอย่างไม่สิ้นสุด มา 15 ปีแล้ว ตอนนี้ประเทศเพื่อนบ้านเขากำลังคึกคักใกล้จะแซงเราไปทุกกลุ่มแล้วลูกหลานไทยเราจะเป็นอย่างไรในวันข้างหน้าน่ากลัวจริงๆ

ผมในฐานะประธานข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทยเดินทางไปกรุงมะนิลาเพื่อบรรยายในงาน Real Estate Expo Manila

จาการ์ตา

และไปยังกรุงจาการ์ตาเพื่อประชุม the Asia Pacific Real Estate Congress  ผมยังเคยเป็นที่ปรึกษาและช่วยงานในกระทรวงการคลังในเวียดนาม บรูไน ลาว เมียนมาร์ อินโดนีเซีย จึงพอเห็นทิศทางในอนาคตบ้าง

จาการ์ตา

ผมได้พบปะกับผู้บริหารด้านอสังหาริมทรัพย์จากต่างประเทศในอาเซียนและทั่วโลกดูๆไปแล้วประเทศไทยของเรากำลังถูกแซงไปอย่างน่าใจหายจริงๆเมืองไทยเราถอยหรือเติบโตช้ากว่าชาติอื่นอนาคตของไทยโดยเฉพาะลูกหลานไทยคงต้องเผชิญชะตากรรมที่น่าห่วง เป็นแน่แท้

ผมจึงขอเล่าสู่กันฟังเพื่อเตรียมการ ความพร้อมเตรียมใจและเตรียมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประเทศไทยเมื่อ 60 ปีก่อนถือว่ามีความเจริญแบบโลกตะวันตกกว่าประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ เช่น

ฟิลิปปินส์ที่เคยเป็นอาณานิคมของประเทศสหรัฐอเมริกา มีนักพัฒนาที่ดินรายใหญ่รายหนึ่งที่เป็นเชื้อสายจีนต้องตัดสินใจว่าจะลงทุนที่เมียนมาร์หรืออยู่ที่ไทยดี สุดท้ายก็เรื่องที่ประเทศเมียนมาร์ ในยุคนั้นกรุงพนมเปญ ถือเป็นปารีสแห่งตะวันออกก็ว่าได้ ส่วนนครโฮจิมินห์ซิตี้ก็เติบโตอย่างมากมาย ยังเคยมีคนไทยไปเรียนต่อปริญญาโทนครแห่งนี้ หลังจากเกิดสง ครามกลางเมืองขึ้น

ฟิลิปปินส์

การทุจริตโกงกินของเผด็จการในประเทศเหล่านี้ก็เลยทำให้นครที่เคยเจริญทัดเทียมหรือเจริญกว่าไทย กับต้องทดสอบอย่างน่าเสียดาย กรุงจาการ์ตาที่เคยใหญ่โตโอ่โถงก็สู้ไทยไม่ได้ พนมเปญก็เคยเป็นเมืองร้างในยุคของเขมรแดง อสังหาในนครโฮจิมินห์ ช่วงสิ้นชาติ ก็แทบไม่มีค่า ไร้ราคาค่างวด กรุงย่างกุ้ง ที่ถูกปิดประเทศ ต่างถดถอยลงมาตลอดในขณะที่กรุงเทพฯของประเทศไทยเรามีทางด่วน สายแรกในปีพ.ศ 2524 ขณะที่ประเทศอินโดจีน ยังเละเป็นโจ๊ก เรามีรถไฟฟ้าสายแรกในปีพศ 2542 ขณะที่ประเทศอินโดจีนเพิ่งเปิดประเทศไปหมาดๆ ในปี 2547 ไทยก็มีรถไฟฟ้าใต้ดินแห่งแรก

เวียดนาม

เป็นที่แน่นอนว่าประเทศอินโดจีนฟิลิปปินส์เมียนมาร์และอินโดนีเซียยังไม่ได้แซงไทยแต่ก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหนที่ไทยเรายังเป็นผู้นำ เพราะมาเลเซียก็แซงไทยไปไม่เห็นฝุ่นแล้ว รายได้ประชาชาติต่อหัวสูงกว่าคนไทยถึงเกือบเท่าตัวเข้าไปแล้ว ประเทศอื่นซึ่งกล่าวไปข้างต้นนั้น ก็มีรายได้ประชาชาติต่อหัวขยับเข้าใกล้เข้ามาทุกทีโดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียที่เป็นประเทศใหญ่ที่สุดในอาเซียน แต่เดิมนั้นมีรายได้ประชาชาติต่อหัว เพียงครึ่งหนึ่งของไทยเดี๋ยวนี้ขยับมาเป็น 69% แล้ว

เวียดนาม

อย่างไรก็ตามอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาปรากฏว่าประเทศไทยเราเติบโตช้าเป็นผลมาจากการ เมืองภายในประเทศ

ในขณะที่เพื่อนบ้านเรา เช่น กัมพูชาเมียนมาร์ฟิลิปปินส์ลาวเวียดนามอินโดนีเซียต่างเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดปีละ 7% กันยกใหญ่ แสดงว่าเศรษฐกิจของเขาในประเทศนี้เติบโตเร็วๆหนึ่งเท่าตัวในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

กัมพูชา

ขณะที่ไทยเราเติบโตเพียง 34% ในรอบ 10 ปีอัตราเติบโตเฉลี่ย เพียง 3 เปอร์เซ็นต์ บางคนบอกว่าประเทศอินโดจีนเติบโตเร็วเพราะเขาเพิ่งฟื้นฟูและเศรษฐกิจมีขนาดเล็ก แต่อันที่จริงนั้นประเทศที่เจริญใกล้เคียงกับไทยฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียก็มีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงกว่าไทย  รวมถึงมาเลเซียที่มีฐานะทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าไทยมีอัตราการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว กว่าอีกเช่นกัน

กัมพูชา

สิ่งที่น่าสนใจต่อการเจริญเติบโตของประเทศคู่แข่งของเราอย่างเช่น

1 ที่ประเทศกัมพูชา ญี่ปุ่นให้วิศวกร กัมพูชาไปทำงานในญี่ปุ่นปีละ 200 คน สามารถนำครอบครัวไปอยู่ได้ด้วยขณะนี้ ชาวกัมพูชานิยมเรียนวิศวกรกันใหญ่

2 เกาหลีให้สิทธิพิเศษแก่คนงานชาวเวียดนามและกัมพูชาให้ไปทำงานในประเทศมากกว่าที่ให้กับไทยด้วยซ้ำ ดูถ้าเขาปลื้มคนงาน 2 ประเทศนี้มากกว่าประเทศไทย

3 ญี่ปุ่นนิยมไปอยู่บ้านผู้สูงอายุในมาเลเซียเพราะมาเลเซียพูดภาษาอังกฤษได้มากกว่าไทยประเทศสงบสุขกว่าแม้ว่ามาเลเซียจะเป็นประเทศมุสลิมที่ค่อนข้างเคร่งครัด

4 กระแสจีนโหมไปลงทุนในเวียดนามเมียนมาร์กัมพูชาฟิลิปปินส์กันอย่างมหาศาล อาจมากกว่าลงทุนในไทยด้วยซ้ำ

ฟิลิปปินส์

5 การลงทุนจากต่างประเทศที่ไปลงทุนในเวียดนามมีมูลค่าสูง กว่าที่เขามาลงทุนในไทย

6 กัมพูชาและเวียดนาม แม้จะไม่มีรถไฟฟ้าใต้ดิน คงอีกไม่นาน แต่กรุงจาการ์ตามีรถไฟฟ้าใต้ดินมีรถไฟใต้ดินแล้ว และกำลังก่อสร้างรถไฟมวลเบาและรถเมล์แบบ BRT รุ่นใหม่ที่ยกระดับโดยไม่กินช่องทางจราจรแบบ BRT ของบ้านเรา

7 แม้ว่าไทยจะเป็นศูนย์กลางการแพทย์ของโลกแห่งหนึ่งแต่ค่ารักษาพยาบาลของไทยนั้นแพงมากขึ้นเรื่อยๆในขณะที่มาเลเซียได้ก้าวเข้ามาเป็น medical Hub  แบบไทยเพราะรัฐบาลเขามีการควบคุมอัตราค่ารักษาพยาบาลไม่ปล่อยให้โรงพยาบาล เรียกค่ารักษาพยาบาลได้ตามอำเภอใจ

มาเลเซีย medical Hub

8 ในขณะที่นายกไทยบ่นว่าการ เมืองไทยทำอะไรก็ยากเพราะพวก NGO มัวแต่มาเต้นเหยงๆ แต่มาเลเซียเวียดนามกลับไม่มีปัญหา เขาสามารถสร้างรีสอร์ทล้ำเข้าไปในทะเลได้เป็นกิโล เพื่อนำธรรมชาติมารับใช้มนุษย์ให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจสร้างกระเช้าลอยฟ้ามากมายหลายแห่งเอาพื้นที่ป่าดงดิบมาสร้างโรงแรม ดังๆของโลกโดยมีค่าสัมปทานที่คุ้มค่ามาพัฒนาประเทศและท้องถิ่น

9 ภาษาอังกฤษนับว่าหนักใจมากผมเองเคยไปสำรวจตลาดอสังหาริมทรัพย์ในนครต่างๆพบว่าวัยรุ่นหรือชาวบ้านในพนมเปญโฮจิมินห์ย่างกุ้งต่างสามารถพูดภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดีดีกว่าคนไทยด้วย

10 ราคาห้องชุดและพื้นที่สำนักงานในกรุงจาการ์ตาพุ่งขึ้นเกินเท่าตัวในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกับกรุงมะนิลาแต่ไทยเติบโตช้ามาก ขณะนี้เรามีดีกว่าประเทศอื่นตรงที่มีรถไฟฟ้าทางด่วนมีสาธารณูปโภคที่ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ของเราทำให้ ทั้งกัมพูชาเมียนมาลาว ต่างพากันอิจฉาและอยากมาซื้อบ้านในประเทศไทยมากกว่าไปซื้อที่ประเทศอื่นๆ หลายคนอยากไปซื้อที่สิงคโปร์และมาเลเซียแต่ห้องชุดในสิงคโปร์นั้นกลับมีราคาที่แพงหูฉี่ ที่มาเลเซียนั้นก็กำหนดให้ซื้อได้ในราคาไม่ต่ำกว่า 8 ล้านบาทขณะที่ไทยเราไม่มีข้อกำหนดราคาในการซื้อ

ลาว

เราต้องก้าวกระโดดบ้างแล้ หาไม่ไทยจะมีปัญหาใหญ่ในอนาคต

บทความโดยดร. ดร.โสภณ พรโชคชัย

อ้างอิงข้อมูลจาก : www.area.co.th

Facebook Comments
👉ฝากติดตาม กลุ่มคนทำเกษตร ด้วย