ยิ่งกว่าละคร จากเด็กพ่อตายเเม่ทิ้ง ชีวิตติดลบ สู่ “รองคณธบดี”

ผมเป็นลูกกำพร้าเพราะไม่มีพ่อแม่เหมือนครอบครัวปกติเช่นคนอื่นเขา

หากเพื่อนๆได้ฟังประโยคนี้แล้วสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครอีกหลายคนได้เลยทีเดียวหากไม่บอกว่าคำพูดนี้เป็นของชายผู้หนึ่งที่เรียกตัวเองเสมอว่าเป็นพลเมืองชั้นสองเขาคือผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.พีระ พันลูกท้าว รองคณบดีฝ่ายอำนวยการประกันคุณภาพและวิเทศสัมพันธ์คณะศิลปกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยมหาสารคามหรือที่เป็นเด็กนักเรียน หรือที่นักศึกษาเรียกเขาว่าอาจารย์เอก

กว่าเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง ขาดทั้งพ่อและแม่ ก่อนจะก้าวข้ามมาสู่ความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตเขาพยายามเปลี่ยนแปลงมันเป็นพลังลุกขึ้นสู้จนมีทุกวันนี้ จากเด็กตำบลเมืองเก่าอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น มีพี่น้อง 2 คนน้องชายอายุห่างกัน 2 ปีอยู่มาวันหนึ่งพ่อแม่ก็ทะเลาะกัน ก่อนพ่อจะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต  อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่แม่หนีไป  อาจารย์เอกเล่าความหลังให้ฟังขนาดนั้นมีอายุเพียง 4 ขวบตื่นขึ้นมาไม่เจอพ่อกับแม่เห็นเพียง 5 คนอื่นปลุกให้ไปโรงเรียนตอนนั้นไม่รู้หรอกว่าพ่อตายแล้วคืออะไรมีพ่อนอนอยู่ข้างใน ถ้าอยากมาหาพ่อ ก็ให้มาที่นี่ รับรู้แค่นั้นเพราะยังเด็กมาก

และเมื่ออายุได้ประมาณ 6-7 ขวบสองพี่น้องก็ต้องไปอาศัยอยู่กับน้าซึ่งแม่ก็ส่งเงินมาให้ใช้อยู่บ้างแต่ก็มีเหตุให้หยุดเรียนตอนป 3 น้าทำงานภายในมหาวิทยาลัยขอนแก่น มีบ้านพักอยู่ในนั้นและตามวิถีของเด็กบ้านนอกการเดินเล่นทรายเนื้อตัวมอมแมมเสื้อผ้าเปื้อนเป็นเรื่องปกติ ซึ่งเป็นพี่ชายของพ่อมาเห็นในสภาพนั้นก็เลยรู้สึกไม่พอใจที่ปล่อยให้เด็กๆกินอยู่แบบนี้  กระทั่งในปี 2526 อาจารย์เอกบอกว่าลุงมารับไผมและน้องชายไปอยู่ด้วย และไม่ให้ติดต่อกับน้าอีก ทำให้สองฝั่งกลายเป็นผิดใจกันตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา

เมื่อเข้ามอ 1 เด็กชายเอกเป็นเด็กกิจกรรมเป็นนักดนตรีของโรงเรียนก็จะได้อยู่นานๆแถวเพราะตัวเล็กสูงเพียง 128 cm เท่านั้น เนื่องจากคลอดก่อนกำหนดถึง 7 เดือนก็ลืมตาออกมาดูโลก  แต่ด้วยความรับผิดชอบที่ดีได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าชั้นซึ่งทุกๆครั้งก็รู้สึกดีมากๆ คือการได้เห็นพ่อแม่ของเพื่อนมาส่งที่โรงเรียนเพราะในชีวิตของเด็กชายเอกไม่เคยได้สัมผัสความรู้สึกเช่นนั้นเลย  และไม่กล้าบอกใครด้วยว่าไม่มีพ่อแม่เพราะเรารู้สึกอาย ในวันพ่อหรือวันแม่จะต้องมีการเชิญผู้ปกครองร่วมงานวันนั้นก็มาถึงในฐานะของหัวหน้าห้องต้องเชิญแม่มาร่วมงานวันแม่ เชื่อไหมครับผมเครียดมาก ไม่รู้ว่าแม่ผมอยู่ไหนเพราะลุงกับป้าเลี้ยงมา ผมไม่มีแม่จะเอาแม่ที่ไหนมาร่วมงานที่โรงเรียน พ่อผมตายตั้งแต่ยังเด็ก แม่ผมทิ้งผมไป ความรู้สึกที่หายไปจากชีวิตคือไออุ่นจากพ่อและแม่งาน วันแม่วันพ่อที่ต้องเผชิญกับพ่อแม่มากราบไหว้ที่โรงเรียน มันเป็นวันที่แสนเจ็บปวดของเด็กชายเอและน้องชาย เพราะเรารู้สึกไม่ต่างกัน

น้องชาย อ๋อง พัฒนะ

ตอน ม 2 เราเริ่มโตขึ้น ก็บอกเขาไปตรงๆต่อหน้าเพื่อนๆว่าไม่มีพ่อแม่ สายตาทุกคนมองมาที่ผมมันกดดันกูก็เลยถามว่าจะเลือกใครผมก็ชี้ไปที่เพื่อนสนิทคนหนึ่งเพื่อนก็ตอบว่า ผมก็ไม่มีแม่เหมือนกันตอนนั้นรู้สึกดีใจมากที่มีคนเข้าใจเรา  การที่เราไม่มีแม่มันเป็นอย่างไร  งานวันแม่ในปีนั้นเด็กชายเอกจำได้ดี  มีแม่คุณหนึ่งมาสายหลังพิธีในเรื่องเกือบจบสิ้นแล้วเมื่อเด็กคนนั้นเห็นแม่มาก็รีบวิ่งเข้าไปกอดแม่ร้องไห้  ภาพที่เห็นจึงกลายเป็นภาพจำคิดมาตลอด การไม่มีแม่คือเรื่องใหญ่มากมันมีนัยแฝงอยู่ ทุกวันนี้เป็นอาจารย์ก็อยากให้ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเราพิจารณาเรื่องการเชิญผู้ปกครองมาร่วมงานกิจกรรมดังกล่าว อาจารย์เอก ทิ้งไงคิดไว้

จนกระทั่ง ม 3 ขึ้นม 4 ตตั้งใจบวชเป็นเณรตามโครงการบวชฤดูร้อนเพราะรู้ว่าจะได้เดินทางไปภาคใต้ เป็นจุดหมายเพื่อไปพบแม่  ซึ่งก็เจอจริงๆที่ภูเก็ตเป็นช่วงเวลาที่พยายามเก็บความลับไว้มาให้ลุงกับป้าได้รู้แต่ความลับนั้นไม่มีในโลก  คนที่จริงจังกับทุกเรื่องจะไปไหนไปหาใครและทำอะไรหลังจากจบชั้นม 6 จากโรงเรียนแก่นนครวิทยาลัยในปี 2539 จึงได้สมัครเข้าเรียนตามโครงการช้างเผือก ได้เป็นนิสิตจุฬาคณะศิลปกรรมศาสตร์ ชีวิตของเด็กกำพร้าคนหนึ่งก้าวมาถึงจุดนี้ถือว่าเก่งมาก แต่ชะตาชีวิตเหมือนหนัง มักเล่นตลกกับเราอยู่เสมอ เมื่อเรียนได้อยู่ ได้เพียง 1 ปี ก็ต้องมาเรียนที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เพราะลุงต้องส่งลูกเรียนอีก 3 คนก็คงจะไม่ไหว ถ้าให้แบกรับผมเเละน้องชาย

ตอนนั้นอาจารย์เอบอกว่าถ้าเราฝืนอยู่ต่อที่จุฬาอาจจะเรียนไม่จบและไม่มีผมในวันนี้เพราะไม่มีเงินเรียนจึงต้องขึ้นมาเรียนปี 1 ที่มมสและกู้กยศเรียนไปพร้อมกับน้องชายในขณะเดียวกันและในเวลานั้นก็น้อยใจอยู่เหมือนกันที่ได้เรียนในมหาวิทยาลัยอันดับต้นๆของประเทศแต่ก็ทำให้ชินเป็นเรื่องปกติเพราะรู้ดีว่าเราอยู่ในฐานะพลเมืองชั้น 2

ในปี 4 เรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยมทั้งที่ชายและน้องชายอาจารย์คนหนึ่งถามว่าอยากเรียนเป็นอาจารย์ใช่ไหมก็เลยตอบตกลงนั่งรถทัวร์มาสอนเป็นลูกจ้างชั่วคราวด้วยเหตุผลสาขาที่ยังขาดแคลนบุคลากรและใฝ่หาความรู้ต่อยอดจนเรียนจบปริญญาโทได้ทุนรัฐบาลโครงการเด็กอัจฉริยะ  สามารถไปเรียนต่อต่างประเทศสาขานาฏศิลป์ตะวันตก ที่รัฐวอชิงตัน และต่อปริญญาเอกรวมเวลาแล้วกว่า 7 ปีก่อนกลับมาสอนที่เมืองไทย

ผมภูมิใจที่ผมเป็นห่วงทุกวันนี้เล่ามุมมองของคนที่ไม่สมบูรณ์ขอบคุณลุงกับป้าแม้ท่านจะไม่อยู่แล้วขอบคุณพ่อและแม่ตัวเองในอดีตที่ผ่านมาอยู่ด้านในสังคมปัจจุบันดีแค่ไหนแล้วที่ผมไม่เป็นปัญหาของสังคมในทุกวันนี้ผมจึงย้ำบอกลูกศิษย์อยู่เสมอว่านอกจากเรามีทักษะวิชาการทักษะอาชีพแล้วเราต้องมีทักษะชีวิตจึงจะอยู่ในสังคมปัจจุบันแบบนี้ได้

หาเงินใช้ทุกบาททุกสตางค์ แม้ขาดความรักจากพ่อและแม่แต่เรื่องไฝดีกู้กยศเรียนหาเงินใช้คืนทุกบาททุกสตางค์ จนวันนี้สองพี่น้องพี่ชายเรียนจบด็อกเตอร์ ส่วนน้องชายทำงานวงการบันเทิงเป็นดารา เพราะการเคารพตัวเองเป็นที่สุดหลายคนปรารถนามอบความรักให้ตัวเองแต่ไม่คิดเดินไปหาความฝันไม่กล้าทำอะไรไม่ลงมือทำไม่สำเร็จ

.

.

.

Facebook Comments