ดร.ปรีชา เรืองจันทร์ จากเด็กเลี้ยงควาย สู่ผู้ว่าราชการจังหวัด ใช้ชีวิตพอเพียงติดดิน

0
137

หากให้พูดถึงอีกหนึ่งบุคคลที่เป็นต้นแบบ เรื่องการใช้ชีวิตพอเพียงแอดมินไทบ้านนึกถึงได้อยู่อีกคนหนึ่งชายที่เกษียณอายุราชการเเล้วผันตัวมาทำอาชีพ

เกษตรกร ดร.ปรีชา เรืองจันทร์ เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดมาหลายจังหวัด หลังจากเกษียณอายุราชการแล้วก็หันหลังกลับเข้าสู่วิถีดั้งเดิมนั่นก็คือการทำอาชีพเกษตรกรเดินตามรอยในหลวงรัชกาลที่ 9 ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

ดร.ปรีชา จันทร์เรืองเป็นเด็กบ้านนอกที่เกิดในบ้านหลังกอไผ่อำเภอบางมูลนากจังหวัดพิจิตร ตระกูลของดอกเตอร์ ปรีชา เป็นตระกูลชาวนาไม่เคยมีใครได้รับราชการเลยแม้แต่สักคนเดียว ดื่มในตอนนั้นตัวเขาเองก็เรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดทั้งโรงเรียนมีครูสอนอยู่เพียง 1 คน

อาคารเรียนมีเพียงหลังคาโล่งๆนั่งพื้นไม่มีเก้าอี้แต่อย่างไรก็ตามเด็กก็เรียนแบบตามมีตามเกิดไปเท่านั้นซึ่งการศึกษาของเด็กไม่ได้แบ่งตามห้องอย่างเช่นปัจจุบันนี้ และมีเครื่องมือการเรียนการสอนเพียงแค่กระดานชนวนนั่งเรียนอยู่กับพื้นทั้งโรงเรียนมีนักเรียนอยู่ประมาณ 2-3 ร้อยคนสลับกับการเรียน สลับกัน

แต่พอ เข้าชั้นป 4 ก็เริ่มมีสมุดใช้โดยดร. ปรีชาได้เปิดเผยว่าตนเป็นคนเรียนเก่งได้รับความไว้วางใจจากครู ดรปรีชาเผย ตนเรียนได้เกรด 4 ตลอดเมื่อขึ้นชั้นป 2 คุณครูให้ไปช่วยสอนป 1 ขึ้นชั้นป 3 ก็ช่วยสอนป 1 ถึงป 2 ครูมักจะบอกว่า เด็กชายปรีชามาช่วยกูสอนหน่อยสิเราเป็นเด็กไม่คิดอะไรก็ไป

นอกจากจะสอนหนังสือให้กับเพื่อนแล้วก็ยังต้องคอยคุมระเบียบเรียบร้อยด้วยหลังจากที่เขาเรียนจบชั้นป 4 ได้ไปไถนาเลี้ยงควายซึ่งในตอนนั้นได้มีคนแนะนำว่าไอ้นี่มันชอบอ่านหนังสือ ที่กรุงเทพมีเรียนสอบเทียบโดยในตอนนั้นตัวเขาก็ไม่ได้คิดอะไรเพราะฐานะทางบ้านค่อนข้าง มีความอาจจะคัดยากจนโดยการทำนาปรังกับนาปี บ้านก็มีแต่หนี้ได้เงินมาเท่าไหร่ก็ใช้หนี้ไปเสียหมด

ซึ่งบางครั้งต้องออกไปจับจ่ายก็ต้องใช้วิธีการเดินทางโดยใช้เท้าเท่านั้น จากบ้านออกไปประมาณ 15 กิโลเมตรหากรวมระยะทางไปกลับแล้วจะต้องเดินอยู่ประมาณ 30 กิโลเมตรซึ่งเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างยาวนานเดินลัดทุ่งลัดหนอง

ในสมัยก่อนยังไม่มีถนน กวาดถนนจะมีตัวเองก็เป็นปลัดอำเภอแล้ว แต่สุดท้ายวันหนึ่งเขาก็วัดดวงของตัวเองเข้า สู่กรุงเทพฯและเรียนกศนสามารถสอบติดจุฬาได้เป็นที่สำเร็จ

โดยในยุคนั้นด็อกเตอร์ปรีชาเผยว่าการหาโดยการทำอาชีพล้างจานเเละทำอาชีพนักร้อง จึงได้ฉายาว่า ไอ้รุ่งพระลอ ก่อนเริ่มรับราชการ ตอนแรกจบแค่มศ. 3 จากนั้นก็จบมศ.5 โดยใช้ระยะเวลาในการเรียนเพียง 15 เดือนก็สามารถนำผ่านมาได้ 5 ระดับ ตอนแรกนึกว่าจะเลิก แต่ถ้าเรียนไม่จบก็ทำงานไม่ได้จนกระทั่งมีโอกาสสอบ Entrance ตนสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ได้เป็นที่สำเร็จระหว่างเรียนก็ทำงานหาเงินไปด้วยแต่ก็ไม่ทำเป็นหลักเป็นแหล่ง ที่ไหนมีงานให้เขาทำเขาก็ทำบางครั้งก็ไปเล่นดนตรีเพื่อหารายได้เสริม

เมื่อจบคณะรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ได้ไปสอบข้าราชการตามปกติ จากที่ 2 เขาก็สามารถสอบสิทธิ์และได้เข้ามาทำงานในหน้าที่เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผนของกระทรวงมหาดไทยทำอยู่ตรงนี้ประมาณ 8-9 ปีจนกระทั่งได้มีโอกาสสอบเป็นปลัด แต่ต้องมาเป็นรองผู้ว่าและกระทั่งเป็นผู้ว่าในอีกหลายจังหวัดต่อมา

ดรปรีชาสามารถเรียนจบปริญญาตรี พ.ศ. 2518 รัฐศาสตร์บัณฑิตจุฬาฯ ปริญญาโท พ.ศ 2522 รัฐศาสตรมหาบัณฑิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและปริญญาเอกDoctor of Organization and Transformation (DODT), CEBU Doctors University, Philippines พ.ศ 2548

โดยตัวด็อกเตอร์ปรีชานั้นเขาไม่เคยนึกเคยฝันมาก่อนว่าจะรับทำอาชีพ ข้าราชการเพราะตอนนั้นตัวเขาคิดว่าอยู่บ้านนอกคอกนาไม่คิดว่าจะมีโอกาสที่ได้ทำอาชีพดังนี้

ไม่คิดว่าจะมีโอกาสได้ทำอาชีพแบบนี้ตัวเขาเองก็ยังได้เล่าอีกต่อว่าตอนที่ทำราชการนั้นเขาเจออุปสรรคต่างๆมากมายทั้งปัญหามากมาย ซึ่งชีวิตราชการนั้นจะต้องมีความแข็งแรงและมีความอดทนพอสมควรเป็นปลัดอำเภอนั้น ก็ไปดูเรื่องที่ดินสาธารณะเป็นหมื่นๆที่จังหวัดนครสวรรค์ซึ่งเมื่อก่อนมีการบุกรุกที่กัน ก็จะตามไปจับบ้างและยึดบ้านโดยทำแบบตรงไปตรงมาตามนโยบายของกฎหมายและดุลพินิจตามหลักเกณฑ์ชีวิตนี้เคยโดนข่มขู่มาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนซึ่งเราก็รู้ว่าเขาครูซึ่งบางครั้งเขาก็ลงมือจริงๆเช่นขับรถตามมาแล้วพยายามเบียดให้เราตกถนน เหตุการณ์ลักษณะนี้เจอตั้งแต่เป็นปลัดอำเภอนายอำเภอผู้ว่าจนถึงเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดแล้วก็ยังเคยเจอ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์

หลังจากที่ด็อกเตอร์ปรีชาได้ลาออกจากการเป็นข้าราชการก็ได้กลับมาใช้ชีวิตโดยยึดหลักอาชีพเป็นเกษตรกรเพื่อหาความสุขในช่วงบั้นปลายชีวิตและใครหลายคนก็ต่างต้องงง เพราะว่ามีข้าราชการระดับสูงหลายคนนั้นไม่เคยมีใครเกษียณราชการแล้วหันมาทำเกษตรกร ยกเว้น คนๆนี้ ซึ่งตัวเขาเองก็ได้บอกว่าตัวเขาเป็นลูกชาวนาก็แค่กลับมาทำนาไม่ใช่เรื่องแปลกตอนนี้เขาได้ใช้ชีวิตอยู่กับภรรยาสองคน ช่วยดูแลที่ดินประมาณ 20 ไร่ ซึ่งที่ดินของเขาแบ่งออกเป็น 4 โซนดังนี้

1 ป่าปล่อย ในหลวงสอนว่าไม่ต้องทำอะไรปล่อยไว้เฉยๆก็เป็นป่ามีต้นหวายเห็ดโคน

2 ป่าปลูกเช่นปลูกไม้สักไม้ยางไม้ชิงชัน

3 ไม้ดอกไม้ประดับ เช่นพวกไม้หอม ดอกลำดวน ดอกไม้อื่นๆ

4 ไม้แดกหรือไม้กินได้เช่นกล้วยไข่ต้มฝรั่งมะละกอ เป็นต้น

ดรปรีชาเผยว่า การทำอาชีพเกษตรห้ามคิดรวยถ้าคิดก็จนตั้งแต่แรกคิดแล้ว ที่เราทำเรายึดหลักความสุขความสุขของผมคือ ทำแล้วไม่เดือดร้อนใคร แล้วไม่เดือดร้อนครอบครัวและไม่เดือดร้อนสังคม ได้ทำในสิ่งที่เรารัก มีความก็มีความสุขแล้ว ดรปรีชากล่าวทิ้งท้าย