เป็นบุญตาที่ได้เห็น! นักประวัติศาสตร์ ค้นพบเมืองโบราณ กลางเทือกเขานครศรีธรรมราช คาดอายุกว่า 1 พันปี

1
1286

กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ชาว นครศรีธรรมราช กำลังให้ความสนใจเมื่อผู้ใช้งานเฟสบุค “ภูมิ จิระเดชวงศ์” ได้โพสตืผ่านเฟสบุคส่วนตัว โดยในรายละเอียดเผยให้เห็นภาพกำเเพเมืองโบราณ เเละวัตถุโบราณ ในรายละเอียดได้ระบุเอาไว้ดังนี้

เมืองแห่งขุนเขานครศรีธรรมราช เมืองในตำนาน หรือ เมืองที่มีอยู่จริง โดย ภูมิ จิระเดชวงศ์ ความพยายาม ความตั้งใจ ของกลุ่มคนเล็กๆ คนบ้านๆ ที่เพียงต้องการตามหาเมืองของบรรพชน

.
เป็นเวลานานนักหนาแล้วที่มีการเล่าถึงเรื่องราวของ “ เมืองเก่า ” บนเทือกเขาหลวง แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ จะมองว่านี่เป็นเพียงเรื่องปรัมปรา และมีบุคคลที่ยืนยันว่าเมืองนี้มีอยู่จริง เช่น ท่านขุนพันธรักษ์ราชเดช ที่เคยเขียนบทความเรื่องกรุงชิงเผยแพร่ในหนังสือรูสะมิแล และอีกหลายๆท่าน แต่กระนั้น เมืองบนขุนเขาก็ยังคงเป็นความลึกลับดำมืด ไม่มีใครกล้าที่จะสำรวจ เนื่องจากภัยความมั่นคง ที่มีขบวนการคอมมิวนิสต์ ( ปัจจุบันเรียกว่ากลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ) ได้ใช้เป็นฐานทัพอยู่หลายปี ก่อนที่จะถูกสลายกำลังตามนโยบาย ๖๖ / ๒๕๒๓

.
ถึงแม้ว่าผู้คนที่เป็นคอมมิวนิสต์จะละทิ้งหุบเขาหลวงไปหลายสิบปีแล้ว แต่เนื่องจากสภาพป่า ที่เป็นป่าดิบชื้น จึงทำให้ไม่มีผู้ใด แม้แต่พรานไพรจะเข้าไปยุ่มยามในพื้นที่ ที่พวกเขาเชื่อกันว่าเป็น “ เมืองเก่า ” ซึ่งเมืองแห่งนี้ อยู่บนภูเขาลูกหนึ่ง(ขอสงวนชื่อตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง) ในเทือกเขาหลวง สูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๐๐๐ เมตร ( ๑ กิโลเมตร )

ผู้ที่เข้าออกยังพื้นที่ปริศนาแห่งนี้ เป็นลูกหลานคนในพื้นที่ผู้หนึ่ง ที่ใช้ชีวิตในพงไพรมากว่าค่อนชีวิต ทางคณะสำรวจได้เบาะแสและมีสนใจเมืองแห่งนี้เมื่อปี พ.ศ ๒๕๖๐ และได้เก็บข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง จนเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน ๒๕๖๒ จึงได้ติดต่อผู้ที่เชี่ยวชาญ รู้จักพื้นที่ในเขาหลวง มาเป็นผู้นำทางให้ เพื่อทำการสำรวจ

 

ซึ่งได้รับการบอกล่าวจากผู้นำทางถึงลักษณะของแนวกำแพงและกองหินที่มีลักษณะคล้ายสิ่งก่อสร้างปริศนาจำนวนมาก ที่มิใช่ฝีมือธรรมชาติ และไม่น่าจะใช่เป็นฝีมือของอดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยด้วย เพราะที่ตั้งของสถานที่แห่งนี้นั้น เป็นป่ารกชัฎเกินกว่าที่ผู้คนจะย่างกรายเข้าไป แม้จะเข้าไปได้ แต่จะมีเครื่องมืออะไรที่จะสามารถจัดเรียงหินให้เป็นระเบียบเรียบร้อย และเป็นแผนผังอย่างที่เห็นในภาพได้ ทางคณะผู้สำรวจ จึงตัดสินใจเดินทางไปสำรวจเมืองแห่งนั้น โดยได้พรานชำนาญไพรเป็นผู้ที่ใช้ชีวิตในเขาหลวงเป็นผู้นำทาง ตั้งแต่วันที่ ๒๒-๒๕ พ.ย.๒๕๖๒


ในการสำรวจบนเขาหลวงครั้งนี้ คณะสำรวจขอบอกทุกท่านก่อนว่า เป็นเพียงการสำรวจเบื้องต้น ไม่ได้สำรวจพื้นที่ได้ครบทั้งหมด เนื่องด้วยอุปสรรคทางด้านลมฟ้าอากาศที่แปรปรวน จึงต้องสำรวจเท่าที่จะเวลาจะอำนวยให้ ซึ่งก็น้อยนิดเหลือเกินที่จะสำรวจต่อ

.

แต่จากการสอบถามภูมิประเทศ ที่ตั้ง จากผู้นำทาง ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่า พื้นที่จุดนี้ เป็นที่ราบกลางหุบเขา มีสันเขากั้นพื้นที่หุบราบแห่งนี้เป็นลักษณะแปดเหลี่ยม แต่ละสันเขา สามารถเดินทางถึงกันได้ เป็นพื้นที่ป่าที่ปราศจากการสำรวจ ยอดเขาเป็นพื้นที่ราบ ที่มีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์

.

ต้นน้ำของที่ราบแห่งนี้ เป็นสระน้ำที่ไม่เคยเหือดแห้ง ที่จะหลั่งธารน้ำลงมาตามร่องน้ำ ที่กั้นด้วยหินอย่างไม่ขาดสาย นอกจากนี้ ผู้นำทาง ยังได้บรรยายลักษณะภูมิประเทศต่อไปว่า ถ้าหากเดินทางจากหุบเขาแห่งนี้ ขึ้นไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะไปสิ้นสุดที่น้ำตก ๓๗๕ อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี

หากเดินทางไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ จะไปพบกับต้นน้ำคลองท่าทน ที่ไหลไปยังเขาคา อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช หากเดินทางลงไปตามสันเขาในทิศตะวันออกเฉียงใต้

.

จะไปออกภูเขาอันเป็นต้นแม่น้ำคลองกลาย ที่ไหลลงไปยัง อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช ถ้าหากเดินทางไปตามทิศตะวันตกของสันเขา ก็จะไปชนกับเขตแดนระหว่าง จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งแต่ละแห่งเชื่อมต่อกันด้วยเส้นทางการเดิน ทางตามสันเขา


จากการสังเกตุของคณะสำรวจพบว่า พื้นที่ราบภูเขาแห่งนี้ มีพื้นที่ราบโดยรวมไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ไร่ แม้ว่าจะมีหลายๆท่าน คิดว่า ที่นี้ อาจเป็นค่ายของคอมมิวนิสต์เก่า หรือ เป็นเพียงเหมืองก็ตาม แต่มีอยู่ ๖ ข้อ ที่อยาก จะให้ท่านผู้อ่านได้ลองพิจารณาดู ว่าจะใช่ฝีมือของมนุษย์ในดึกดำบรรพ์ หรือ เป็นสิ่งที่เกิดในยุคหลัง ประกอบด้วย

.

  1. การเรียงหินเพื่อสร้างร่องน้ำ และสร้างอาคารต่างๆ นับตั้งแต่น้ำตกทาง เข้า มาจนถึงในหุบเขา แน่นอนว่าไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ แต่คนยุคหลัง จะใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะทำแนวหินเต็มพื้นที่พันกว่าไร่
  2. การตั้งค่ายของคอมมิวนิสต์ ( ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ) แม้จะยึดป่าเป็นชัยภูมิอาศัยก็จริง แต่จำนวนประชากรของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยในขณะ นั้น จะมีมากพอที่จะสร้างรากฐานอาคารในพื้นที่นับพันไร่ได้ขนาดนี้หรือ
  3. อายุการตั้งฐานที่มั่นของฝ่ายอดีตผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย มีอายุการตั้งมั่นไม่เกิน ๓๐ ปี ในเวลาเพียงแค่ ๓๐ ปี จะสร้างสามารถสร้างแนวหินที่เป็นระเบียบได้มากมายขนาดนี้เลยหรือไม่
  4. รูปแบบการก่อสร้างของกลุ่มแนวหินโบราณ ส่วนใหญ่จะเป็นแผนผังตามแบบโบราณ ที่มีการจัดสรรน้ำให้ไหลไปถึงทุกสัดส่วนของเมือง และมีการ “ ผ่าหิน ” เพื่อให้ธารน้ำไหลได้สะดวก ซึ่งเทคโนโลยีการผ่าหิน ไม่ใช่ฝีมือของคนในยุคปัจจุบันแน่
  5. ตามหลักการของคอมมิวนิสต์แล้ว ย่อมไม่มีการนับถือศาสนา แต่การสร้างฐานอาคารด้วยหิน ที่มีแนวคูน้ำล้อมรอบ และฐานอาคารหินก็มีการทำมุข คล้ายกับอาคารยุคโบราณ ถ้าคอมมิวนิสต์ทำ จะไม่ขัดแย้งต่อหลัก การตามความเชื่อ และอุดมการณ์ของตนหรือ
  6. การสร้างฐานอาคารเป็นหิน นอกจากในที่ราบสันเขาแห่งนี้แล้ว ยังปรากฎที่ลานลึงคบรรพต โบราณสถานเขาคา แสดงถึงความเชื่อมโยง ที่ใกล้ เคียงที่สุด ระหว่างโบราณสถานที่เก่าแก่ของเมืองนครทั้งสอง

ผู้เขียนจึงสรุปว่า กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ( คอมมิวนิสต์ ) ได้เข้ามาพำนัก ในดินแดนกรุงชิง แต่ก็มีพื้นที่จำกัดอยู่เพียงแค่บางพื้นที่เท่านั้น ซึ่งก็สอด คล้องกับสิ่งที่ผู้นำทางในพื้นที่ให้สัมภาษณ์ ว่าที่จริงแล้ว ฐานหลักของคอมมิวนิสต์ จะมีอยู่เพียงบางแห่งเท่านั้น ไม่ได้กระจายตัวอยู่ทั่วที่ราบกรุงชิงอย่างที่เข้าใจ

.

แต่กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ( คอมมิวนิสต์ ) ก็ได้ใช้ประโยชน์จากเส้นทางดึกดำบรรพ์ เดินทางไประหว่าง เวียงสระ – กรุงชิง – ท่าศาลา – สิชล อาศัยแนวกระดูกสันหลังของภาคใต้ในการเดินทางระหว่างกัน จึงทำให้รัฐบาลในยุคนั้นปราบปรามได้ยาก จนกระทั่งมีนโยบาล ๖๖ / ๒๕๒๓ ออก มา จึงทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย ทยอยกันอพยพออกจากป่า มาใช้ชีวิตในชุมชนจนหมดสิ้น

.
และจากการสำรวจในครั้งนี้ ของคณะสำรวจ ได้ค้นพบอุปกรณ์การทำเหมืองด้วย แต่สันนิษฐานว่า มีกลุ่มชาวบ้านเข้ามาทำเหมือง โดยอาศัยน้ำจากแนวรางหินโบราณในการร่อนแร่ แต่ที่ต้องเลิกไป เพราะอาจทำแล้วได้ไม่คุ้มเสีย จึงหลงเหลืออุปกรณ์ทำเหมืองในบางจุด ซึ่งพื้นที่กองหินแห่งนี้ ทางคณะสำรวจของยื่นยันว่า ยังไม่เหมาะสมที่จะมีการไปเยี่ยมชมใดๆทั้งสิ้น จน กว่าจะมีการสำรวจจนหมด

และมีการพัฒนาจนสามารถจะเป็นสถานที่ท่อง เที่ยวเชิงธรรมชาติกึ่งประวัติศาสตร์ได้ ซึ่งกว่าจะพัฒนาได้ อาจใช้เวลายาว นานหลายปีเลยทีเดียว และยังต้องมีการสำรวจโดยผู้เชี่ยวชาญอีกหลายครั้ง ซึ่งทางคณะสำรวจ ขอเรียนผู้สนใจทุกท่าน อย่าได้รีบร้อน ให้ทุกอย่างค่อยๆ พัฒนาตามที่มันควรจะเป็น

.

การสำรวจซากอาคารหินบนสันเขาหลวงในครั้งนี้ ทางคณะสำรวจขอกล่าวว่า เป็นการสำรวจเพียงเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้เป็นการสำรวจอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งการสำรวจอย่างเต็มรูปแบบในพื้นที่ป่าดิบชื้นแห่งนี้ ต้องใช้เวลานานในการสำรวจและเก็บรายละเอียดอย่างชัดเจน และการเดินทางสำรวจบนสันเขาหลวง ครั้งนี้ ก็ไม่ใช่ครั้งแรก และครั้งเดียวของคณะสำรวจ ยังมีการสำรวจในครั้งต่อๆไปอีก เพื่อที่จะได้พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ สิ่งที่ได้สำรวจเจอนั้น แท้จริงแล้วเป็นนคราที่หายสาบสูญของดินแดนตามพรลิงค์ หรือไม่

 

ทางคณะผู้สำรวจ ขอเรียนชี้แจงต่อทุกท่านที่ติดตามว่า การสำรวจศิลานคราแห่งนี้ ยังมีครั้งต่อไปอีก ไม่ได้มีครั้งนี้เพียงครั้งเดียว อยากให้ทุกท่านติดตามอย่างใจเย็นๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ไม่สามารถรีบร้อนได้ หากเทียบสิ่งที่ค้นพบ ที่คณะสำรวจไปเจอ คณะสำรวจพบเพียงแค่ ๕ เปอร์เซ็นต์เท่า นั้น ยังไม่ใช่โฉมหน้าทั้งหมดของสิ่งที่ได้สำรวจเจอ

.

ดังนั้นแล้ว จึงขอให้ทุกท่านใจเย็นๆ เพราะการเดินทางขึ้นไปยังศิลานครแห่งนั้น มีเส้นทางขวางกั้นที่เป็นมหาวิบาก ยากลำบากสุดแสนที่จะเดินทางไปถึง กว่าที่จะเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวอีกครั้ง คงจะใช้เวลาอีกหลายเดือน ในการเตรียมความพร้อมของทีมงาน เพื่อที่จะเดินทางอีกครั้ง และยังมีรายละเอียดอีกมากมาย ที่จะต้องเตรียมการให้พร้อมเพื่อที่จะเข้าไปสำรวจยังพื้นที่แห่งนั้นอีกครั้ง

ขออภัยหลายๆท่านที่ไม่พอใจในการเปิดเผยเรื่องที่ตั้งของที่แห่งนี้ครับ ผู้เขียนนั้นไม่มีความยากเย็นแต่อย่างใดในการเปิดเผย แต่ด้วยการทำงานนั้นเราต้องคำนึงถึงผลกระทบที่จะตามมาหากไม่ได้มีการป้องกันที่ดี

ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นรับทราบและเร่งดำเนินการครับ ผมและทีมงานนั้นเป็นเพียงกลุ่มคนเล็กๆ คนบ้านๆ ที่ตั้งใจค้นคว้า ค้นหา ตามความรู้ที่มีครับ ซึ่งถูกต่อว่าบ้าง ไม่พอใจบ้าง จากหลายๆท่าน ซึ่งผมนั้นเข้าใจดี แต่ทั้งหมดทั้งปวงผมและทีมงานทุกๆคน

เมือดำเนินการแล้วเสร็จก็คงส่งต่อเรื่องดังกล่าวนี้ให้ส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป และเข้าใจในบริบทแห่งสังคม ณ.เมืองแห่งนี้ได้มากขึ้นครับ ขอบพระคุณทุกกำลังใจมากครับ ภูมิ จิระเดชวงศ์

ที่มา : ภูมิ จิระเดชวงศ์

1 COMMENT

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here