ข้อคิดจาก พ่อค้าหมูปิ้ง ขายได้เดือนละ 3 ล้าน ทุกวันนี้ยังอยู่บ้านเอื้ออาทร..!

ในยคที่ข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจแย่ คนตกงาน หางานทำยาก ข้างของเครื่องใช้ขึ้นราคา หลายๆ คนก็เริ่มหาอาชีพ หางานเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้ตนเองเองไว้เลี้ยงดูครอบครัว มีคนพูดไว้ว่า อาชีพค้าขายนี่แหละรวยที่สุด  มีบทความความคิดของพ่อค้าขายหมูปิ้งคนนึงที่มีรายได้เยอะ แต่เขาก็ยังใช้ชีวิตแบบประหยัด อาศัยอยู่บ้านเล็กๆ บ้านเอื้ออาทร ที่ได้เห็นแล้วรู้สึกประทับใจ เอามาให้ลองอ่านกัน

เป็นบทความของคุณบรรจง ชีวมงคลกานต์ ได้โพสข้อความไว้ว่า

ผมมีโอกาสได้นั่งดูรายการทีวีที่ไปสัมภาษณ์”เฮียนพ”ชายวัย 49 ปี ที่เป็นคนขายหมูปิ้งที่รวยที่สุดคนหนึ่งในวงการหมูปิ้งแล้วรู้สึกชื่นชม..

ชายคนนี้เคยเป็นหนุ่มโรงงานที่โดนเลิกจ้างจากพิษเศรษฐกิจ พอหลังตกงานก็มาเป็นรปภ. ขับแท็กซี่ ตอนหลังแกขอสูตรมาปิ้งขายเองเล็กๆ ทำไปทำมามีลูกค้ากินแล้วติดใจ เลยสั่งจากแกไปปิ้งขายต่อ กล่องหนึ่งมีหมู 100 ไม้ แกขายราคาไม้ละ 5.50 บาท คนไปปิ้งขายต่อขาย 10 บาท

ปรากฎว่าออเดอร์เริ่มเยอะทำไม่ไหว แกก็ให้พี่สาวและกลุ่มแม่บ้านที่ให้สูตรแกมาช่วยกันทำหมู เสียบหมูอยู่แถวเพิงเล็กๆข้างแฟลตนั่นล่ะ ว่างๆแกก็ถือกล่องหมูเสียบไปตามตลาดต่างๆ เห็นใครขายลูกชิ้นปิ้ง ใส้กรอกปิ้ง แกก็เชียร์ให้เอาหมูแกไปปิ้งขายด้วย

ที่ผมชื่นชมแกไม่ใช่เรื่องการค้าขาย แต่เป็นเรื่องการบริหารรายได้ เพราะในช่วงแรกๆที่แกได้กำไรจากการส่งหมูปิ้ง แกก็เอาเงินกำไรไปใส่ตู้ฝากเงินทุกๆวัน โดยที่ไม่ได้เช็คเลยว่าไอ้ที่หยอดตู้ไปทุกวันรวมๆแล้วมีเท่าไหร่ จนกระทั่งผ่านไปไม่นาน พื้นที่เพิงเล็กๆข้างแฟลตมันไม่เพียงพอและทางแฟลตไม่ให้ใช้ที่แล้ว แกก็ไปเห็นว่ามีที่ดินบริเวณนั้นจะขาย แกก็มีความคิดอยากทำโรงงานเสียบหมู พอไปเช็คเงินดูที่แกสะสมไว้มีประมาณ 4 ล้านบาท

แกก็ตัดสินใจซื้อที่ทำโรงงานท่ามกลางเสียงคัดค้านจากญาติพี่น้อง แต่แกเชื่อว่ามันจะไปได้ แกบอกว่าช่วงน้ำท่วมปี 54 คนอื่นหยุดหมด ผมยังทำต่อ ยิ่งทำให้ลูกค้าและแรงงานไหลจากเจ้าอื่นๆมาเข้าทางแกหมด โรงงานแกก็ทำให้ได้มาตรฐาน ได้รับการรับจากสาธารณสุข ก็ทำให้มีออเดอร์มากขึ้นเรื่อยๆจากทุกสารทิศ

พอเข้าปี 2553 แกขายได้วันละราว 1 หมื่นไม้..!!

ทุกวันนี้ปี 2558 ยอดขายหมูปิ้งสัปดาห์ละ 8 แสนไม้ เดือนละ 3 ล้านไม้!!

ยอดขายต่อปี 200 ล้านบาท !! มีลูกน้องเกือบ 100 คนทำงาน…

พิธีกรถามว่าทุกวันนี้จากที่ไม่มีบ้านนอน ต้องผูกเปลนอนในเพิง ตอนนี้คงซื้อบ้านเป็นของตัวเองแล้วใช่มั้ย?

“แกบอกว่าทุกวันนี้ผมไม่ได้มีบ้านหลังโตแบบคนอื่นครับ บ้านที่ผมยังอาศัยอยู่ก็หลังเล็กๆในโครงการบ้านเอื้ออาทร..!!”

สิ่งที่ผม(ผู้เขียน)ได้จากชายคนนี้คือ.. ไม่ว่ารายได้แกจะเพิ่มจากอดีตมากแค่ไหน แต่แกยังใช้ชีวิตแบบสมถะ ไม่โอเวอร์ ไม่ลอยลมไปกับรายได้ที่มี เก็บเงินมากกว่าใช้เงิน และใช้เงินเพื่อการต่อยอด นั่นเพราะวันหนึ่งแกเคย”ไม่มี” แกถึงรู้รสชาติของความจน และใช้ชีวิตแบบไม่ประมาททางการเงิน

ขณะที่สังคมคนทำงานยุคนี้ หลายคนใช้ชีวิตอย่างประมาท รีบสร้างหนี้สร้างสินเกินตัว บางคนรายได้ต่อเดือน 100% หมดไปกับการผ่อนรถ ผ่อนบ้านถึง 70-80% เหลืออีก 20-30% ไว้กินไว้ใช้แทบไม่พอแต่ละเดือนอย่าว่าแต่เหลือเก็บ บางคนมีรายได้ทางเดียวพอถูกเลิกจ้างก็ไม่มีเงินเผื่อชีวิตไว้ ทำให้ตกที่นั่งลำบาก

 

แหล่งข้อมูล : FB บรรจง ชีวมงคลกานต์

แสดงความคิดเห็นด้วย Facebook